โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

บทคัดย่อ

การศึกษาการเลี้ยงปลาโมงเพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์ในบ่อดินได้ดำเนินการศึกษาที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดกาฬสินธุ์ ระหว่างเดือนกันยายน 2544 ถึงเดือนกันยายน 2545 ปลาโมงที่ศึกษามีความยาวเฉลี่ยเริ่มต้นที่ 38.25 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 500.77 กรัม ซึ่งเลี้ยงในบ่อดินขนาด 2 ไร่ จำนวน 2 บ่อ ในอัตราความหนาแน่น 12.5 ตัวต่อตารางเมตร ด้วยอาหารเม็ดสำเร็จรูปโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ในอัตรา 1-2 เปอร์เซ็นต์ต่อน้ำหนักตัวในทุกเดือน เริ่มจากมีนาคม 2545 จะสุ่มปลาโมงเพศผู้และเพศเมียอย่างละ 5 ตัว โดยผ่าเอาอวัยวะสืบพันธุ์ จากการศึกษาพบว่าค่าGSIของปลาโมงเพศเมียและเพศผู้ ระหว่างเดือนมีนาคม 2545 ถึงเดือนกันยายน 2545 เป็นดังนี้ 1.92+-2.03, 0.56+-0.24, 1.35+-0.90, 2.11+-3.78, 0.22+-0.14, 0.24+-0.09 และ0.32+-0.05 และ 0.36+-0.19, 0.28+-0.17, 0.19+-0.12, 0.13+-0.09, 0.13+-0.16, 0.04+-0.01และ0.04+-0.01 ตามลำดับ และค่า Fraction volume ของปลาโมงเพศเมียระหว่างเดือนมีนาคม 2545 ถึงกันยายน 2545 เป็นดังนี้ 6.71+-12.49, 21.59+-13.44, 22.49+-12.02, 33.59+-21.68, 10.41+-14.64, 1.26+-1.77 และ1.14+-1.13% ตามลำดับ สำหรับด้านการเพาะพันธุ์ไม่สามารถเพาะพันธุ์ปลาโมงที่เลี้ยงในบ่อดินได้ แต่ในเดือนกรกฎาคมสามารถเพาะพันธุ์ปลาโมงที่เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ขนาด 50 ตารางเมตร ด้วยอัตราความหนาแน่น 0.4 ตัว/ตารางเมตร โดยการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ร่วมกับดอมเพอริโดน อัตราการการผสมเท่ากับ 39.46 เปอร์เซ็นต์ อัตราการฟักเท่ากับ80.29 เปอร์เซ็นต์ ใช้ระยะเวลาในการฟัก 21 ชั่วโมงที่อุณหภูมิน้ำ 29 องศาเซลเซียส ผลการศึกษาครั้งนี้อาจสรุปได้ว่าช่วงเวลาที่เหมาะสมในการเพาะพันธุ์ของปลาโมงในประเทศไทยอยู่ในระหว่างเดือนมีนาคมถึงเดือนกรกฎาคม เมื่อพิจารณาจากค่า GSI และ Fraction volume

บทคัดย่อ

พ่อแม่พันธุ์ปลามันที่ใช้ในการศึกษารวบรวมจากแม่น้ำแหง บริเวณบ้านทัพม่าน อำเภอนาน้อย จังหวัดน่าน ในเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2544 จากนั้นนำมาคัดเลือกปลาที่มีไข่และน้ำเชื้อสมบูรณ์เต็มที่ มาทดลองเพาะพันธุ์ผสมเทียม เพื่อเปรียบเทียบการใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง และฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ domperidone 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ในอัตราความเข้มข้นต่าง ๆ กัน ฉีดให้แม่ปลาเพียงครั้งเดียว โดยใช้ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมอง 3 ระดับ คือ 0.5, 1.0 และ 1.5 โดส และใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ 5 ระดับ คือ 10, 15, 20, 25 และ 30 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ชุดควบคุมฉีดด้วยน้ำกลั่น ผลการทดลองพบว่า ฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองและจากฮอร์โมนสังเคราะห์สามารถกระตุ้นให้แม่ปลาทุกชุดการทดลองตกไข่ได้ในเวลา 4 ชั่วโมง 20 นาที ถึง 4 ชั่วโมง 38 นาที หลังจากฉีดฮอร์โมน ในขณะที่แม่ปลาในชุดควบคุมไม่ตกไข่ ผลการทดลองโดยสรุปพบว่า แม่ปลาที่ฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองในอัตรา 0.5, 1.0 และ 1.5 โดส มีอัตราการปฏิสนธิเฉลี่ยเท่ากับ 92.07+1.02, 86.00+2.46 และ 88.23+0.64 เปอร์เซ็นต์ อัตราการฟักเฉลี่ยเท่ากับ 97.10+1.85, 97.00+1.73 และ 94.67+0.58 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตรารอดตายเฉลี่ยเท่ากับ 90.24+11.71, 89.65+9.59 และ 93.76+1.22 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ แม่ปลาที่ฉีดด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ในอัตรา 10, 15, 20, 25 และ 30 ไมโครกรัม/กิโลกรัม มีอัตราการปฏิสนธิเฉลี่ยเท่ากับ 92.00+1.82, 88.90+0.10, 92.43+3.09, 89.17+3.55 และ 86.90+2.46 เปอร์เซ็นต์ อัตราการฟักเฉลี่ยเท่ากับ 97.17+1.89, 97.17+1.80, 97.00+1.73, 98.17+0.29 และ 97.10+1.85 เปอร์เซ็นต์ และมีอัตรารอดตายเฉลี่ยเท่ากับ 91.37+8.38, 91.54+6.87, 97.01+2.30, 96.41+2.96 และ 96.90+1.74 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่าอัตราการปฏิสนธิเฉลี่ย อัตราการฟักเฉลี่ย และอัตรารอดเฉลี่ย ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ (p>0.05) ในแต่ละกลุ่มของฮอร์โมน

บทคัดย่อ

ปลาแสดงอาการครีบแดงหลังจากได้รับอาหารที่มี โอเมก้า 3 HUFA 0.42%เป็นเวลา 2 สัปดาห์ และต่อมาแสดง อาการขาดกรดไขมันที่จำเป็นอย่างเรื้อรัง นอกจากนี้พัฒนาการ เจริญเติบโต และประสิทธิภาพอาหารต่ำกว่าการ ทดลองในชุดอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญทาง สถิติ (P<0.05) ปลาทดลองที่กินอาหารที่มี โอเมก้า 3 HUFA 0.88% แสดง อาการขาดกรดไขมันที่จำเป็นอย่างไม่รุนแรง อัตราการตายในช่วย 12 สัปดาห์ ของทุกชุดการทดลอง ต่ำและแตกต่าง กันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05) ปลาที่ได้รับอาหารทดลองที่มี โอเมก้า3 HUFA 1.72% หรือปริมาณ 13% ของ ไขมันทั้งหมดของน้ำหนักอาหารแห้ง ให้การเจริญเติบโตดีที่สุด องค์ประกอบของวิตามิน ในตับปลา จะสัมพันธ์ โดยตรงกับ องค์ประกอบไขมันในอาหาร นอกจากนี้ปลากะพงขาว ไม่สามารถเปลี่ยน จาก 18:8 โอเมก้า 6 ไปเป็น 22:5 โอเมก้า 6 การทดลองครั้งนี้ชี้ให้เห็นว่า กลุ่ม โอเมก้า 3HUFA เป็นกรดไขมันจำเป็นและมีบทบาทสำคัญต่อปลากะพงขาวและปริมาณที่ต้องการคือประมาณ 1.72% ของน้ำหนักอาหารแห้ง ซึ่งเป็นปริมาณที่ให้การเจริญเติบโตดี ประสิทธิภาพอาหาร สูง และปราศจากอาการของโรคขาดกรดไขมันที่จำเป็น

บทคัดย่อ

ทดลองครั้งนี้เพื่อหาความเป็นไปได้ของการอนุบาลลูกปลากะพงขาว (Lates calcarifer) ด้วยการใช้ โรติเฟอร์เป็น อาหารแก่ลูกปลาอายุ 14-20 วันและให้ไรแดงเป็นอาหารเมื่อลูกปลาอายุ 21-29 วันแทนการใช้อาร์ทีเมียซึ่งมีราคาแพง และกำลังจะขาดตลาด โดยเปรียบเทียบกับการ อนุบาลด้วยการใช้ อาร์ทีเมียเป็นอาหารตลอดเวลาระยะเวลา 29 วันผลการ ทดลองปรากฏว่าหลังจากการ เลี้ยงลูกปลา กะพงขาว เป็นระยะ เวลา 16 วัน ลูกปลาที่กินอาร์ทีเมียอย่างเดียว มีอัตราการ รอดตาย เฉลี่ย 91.6% ชุดที่ให้กิน โรติเฟอร์ และ ไรแดงมีอัตราการรอดตายเฉลี่ย 65.1% เมื่อวิเคราะห์ทาง สถิติด้วย ANOVA เปอร์เซ็น การรอดตายของลูก ปลาทั้งสองชุดมีความแตกต่างกัน ที่ระดับความ เชื่อมั่น 95%(P<0.05) การเจริญ เติบโตที่วัดด้วยน้ำหนัก และความยาวที่เพิ่มขึ้น ของลูกปลาชุดที่ ได้รับอาร์ทีเมียอย่างเดียวเท่ากับ 0.056ก. และ 0.77 ซม. ตามลำดับ ในขณะที่ลูกปลาที่อนุบาลด้วย โรติเฟอร์ และ ไรแดงมีน้ำหนักเพิ่มขึ้น 0.007ก. ความยาว เพิ่มขึ้น 0.26ซม. ซึ่งมีความแตกต่างทางสถิติ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95%(P<0.05) สำหรับ อัตราการพัฒนาเข้าสู่ลูกปลาวัยรุ่นของ ทั้งสองชุด มีค่า 98.91%และ 91.21%ตามลำดับ ซึ่งไม่มีความแตก ต่างกันทางสถิติที่ระดับความเชื่อมั่น95% (P<0.05) จากการทดลองครั้งนี้ยืนยันได้ว่ามีความเป็นไปได้ที่จะใช้โรติเฟอร์และไรแดงทดแทน อาร์ทีเมียได้ ในการอนุบาล ลูกปลากะพงขาวในช่วงอายุ 14-29 วัน โดยเฉพาะในสภาวะที่ อาร์ทีเมีย หายาก หรือมีราคาสูงจนไม่คุ้มกับการลงทุน แต่ยังจำเป็นต้อง ปรับปรุงวิธีการให้โรติเฟอร์และ ไรแดงให้เหมาะสม มากกว่านี้ เพื่อช่วยลูกปลาให้มีอัตรารอดตาย และ อัตราการเจริญเติบโตสูงขึ้น กว่าการทดลองครั้งนี้

บทคัดย่อ

ศึกษาปริมาณความต้องการวิตามินซี และอาการผิดปกติเนื่องจากขาดวิตามินซีปลาที่ได้รับอาหาร ที่ปราศจาก การเสริมวิตามินซี แสดงอาการผิดปกติได้แก่ ลำตัวสีคล้ำการเจริญเติบโตช้า และสูญเสียการทรงตัว ปลาในชุดการทดลอง ที่เสริมวิตามินซี 1000 มก. หรือมากกว่า/อาหาร 1 กก. ให้อัตราการเจริญเติบโตดีที่สุดสำหรับปลาที่ ได้รับอาหารที่ ปราศจากการเสริมวิตามินซีในอาหารจะหยุดการเจริญเติบโต เมื่อทดลองผ่านไป 4 สัปดาห์ แสดง อาการขาดวิตามินซี ได้แก่ ครีบหางกร่อน ลำตัวสีคล้ำ เลือดออกบริเวณเหงือก แผ่นปิดเหงือกสั้น จงอยปากสั้น ตาโปน ลำตัวสั้น เส้นเหงือกเปราะบาง และสูญเสียการทรงตัวเมื่ออายุได้ 3 สัปดาห์ ส่วนปลาที่มีการเสริม วิตามินซี 500 กรัม หรือ มากกว่าต่ออาหาร 1กก. มีอัตราการเจริญเติบโตที่น่าพอใจ มีอาการขาดวิตามินซี ปรากฏให้เห็นเพียงเล็กน้อย การเพิ่มระดับวิตามินซีในอาหารทำให้ระดับวิตามินซีในตับและไตเพิ่มขึ้นด้วย สามารถสรุปได้ว่า การเสริมวิตามินซีขั้นต่ำ ที่เหมาะต่อการเจริญเติบโตโดยปกติ และสีปกติของลูกปลากะพงขาว ที่เลี้ยงในน้ำทะเลคือ 500 มก./อาหาร 1 กก. ตามลำดับ และที่ระดับ 1100มก./อาหาร 1 กก. มีความจำเป็นต่อการ รักษาระดับ ความปกติของวิตามินซีในเนื้อเยื้อปลา

บทคัดย่อ

ปลากะพงขาวต้องการวิตามินบี6 จากอาหารเพื่อการเจริญเติบโต การอยู่รอดและสุขภาพที่ดี ระดับวิตามินบี6 ต่ำสุด ในอาหารที่ทำให้ปลากะพงกินอาหารได้มากและเจริญเติบโตได้ดี ประสิทธิภาพสูง และอัตราการตายต่ำ คือ 5 มก./กก. อาหารแห้ง จากการขาด วิตามินบี 6 ในอาหารทำให้ปลากินอาหารน้อยลงและไม่โต สาเหตุการ ตายอาจเนื่องมาจาก พฤติกรรมปลา กะพงขาวในเรื่องการแข่งขันตามธรรมชาติ ทำให้ปลาบางตัวได้รับอาหาร เพียงเล็กน้อยและผอมลง เรื่อยๆจน ขาดอาหารตายลงในที่สุด อาการของปลาที่ขาดวิตามินบี 6 คือ ตัวดำ แยกตัว ออกจากกลุ่มบางตัวลอยอยู่ ผิว น้ำ บางครั้งว่ายขึ้นลงสู่ผิวน้ำอย่างรวดเร็ว และไร้ทิศทาง บางตัวว่ายน้ำแบบ ควงสว่าน ตกใจง่าย ว่ายน้ำหนี รวดเร็ว อาจเนื่องมาจากการสูญเสียการควบคุมตัวเอง เกิดบาดแผลที่ ริมฝีปาก และปลาที่ขาดวิตามินบี 6 อย่างรุนแรง จะตายในที่สุด และก่อนตายกล้ามเนื้อจะเกร็งจนงอ ปริมาณ ความต้องการวิตามินบี 6 ของปลา กะพง ขาววัยรุ่น ประมาณ 5 มก./กก.อาหารแห้ง อย่างไรก็ตามที่ระดับที่เหมาะสม ที่สุดอาจจะน้อยกว่า 5 มก./กก. อาหารแห้ง จึงควรทำ การศึกษาต่อไป

บทคัดย่อ

ปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรที่ 1 ไม่ใส่ถั่วเหลืองมีอัตราการเจริญเติบโตดีกว่าสูตรอื่นๆ อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ ยกเว้น สูตรอาหารที่ 2 ที่ใส่ถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน ประสิทธิภาพอาหารและประสิทธิภาพ โปรตีน และอัตรารอดของ ปลาที่เลี้ยง ด้วยสูตรอาหาร 1,2,3และ 4 ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (P>0.05) แต่ต่างกับสูตร 5 อย่างมีนัยสำคัญ ทางสถิติ (P<0.05) โดยปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารสูตรที่ 5 ใส่ถั่วเหลือง แช่น้ำ ไม่เพียงแต่มีอัตราการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพอาหาร ประสิทธิภาพ โปรตีน และอัตรารอดต่ำ ยังมีความผิดปกติของเซลล์ตับอ่อน และลำไส้ ประสิทธิภาพ การย่อยโปรตีน ในสูตร อาหารที่1,2,3,4,และ5 มีค่า 92.77, 94.24,92.26, 94.40 และ73.70% ตามลำดับ แสดงว่าการเจริญเติบโตที่ด้อยกว่าของ ปลาที่เลี้ยง ด้วยถั่วเหลืองเอกซ์ทรูด และถั่วเหลืองนึ่งมิได้เนื่องจาก ประสิทธิภาพในการย่อยโปรตีน ในอาหาร แต่น่าจะเกิดจากการกินอาหารที่น้อยกว่าใน 2 สัปดาห์แรกโปรตีนในถั่วเหลืองที่ทดสอบ มีประสิทธิภาพการย่อย ได้สูง (90.4-93.4%)ยกเว้นถั่วเหลืองแช่น้ำ(21.4%)จากผลการ ทดลองแสดงว่า ประมาณ37.5% ของโปรตีนจากปลาป่น หรือ 15%ปลาป่น ในอาหารสามารถถูกแทนที่ ได้ด้วย โปรตีน จากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน ถั่วเหลืองเอกซ์ทรูด หรือ ถั่วเหลืองนึ่งอย่างไรก็ตามถั่วเหลืองนึ่งหรือถั่วเหลือง เอกซ์ทรูด ควรใช้เป็นส่วนผสมของอาหารปลากะพงขาวที่มีขนาดโตขึ้นเล็กน้อยคือ 3.5 กรัม ขึ้นไป ส่วนถั่วเหลืองแช่น้ำ เป็นแหล่งโปรตีนที่ไม่เหมาะจะนำมาใช้เป็นส่วน ผสมอาหารปลากะพงขาว เนื่องจากมีคุณค่าทาง อาหารต่ำ และยังมีสารทริบซินอินฮิบิเตอร์ ที่ทำให้ตับอ่อนและลำไส้ส่วนต้นผิดปกติ

บทคัดย่อ

This experiment was carried out to find the correct amount of rotifer for feeding 2-9day old seabass larvae.The experiment was arranged twice ; The frist time there were 2 treatments (20 larvae per litre and 40 larvae per litre)and 3 replications ,and the second time only one treatment (40 larvae per litre) and 4 replications.

บทคัดย่อ

ปล่อยลูกปลากะพงขาว อายุ 4 วัน จำนวน 100,000 ตัว ลงในบ่อดินขนาด 0.5 ไร่ ลึก 40 ซม. เพื่อทำการอนุบาล 27 วัน และ 5 วันก่อนปล่อยปลา ใส่มูลไก่ 200 กก./ไร่ ปุ๋ยเคมีสูตร NPK 16-20-0 จำนวน 40 กก./ไร่ จับลูกปลากะพงขาว ได้ทั้งหมด 4,657 ตัว คิดเป็นอัตรารอด 4.66% นำมาคัดขนาดโดยใช้ถังเจาะรู 14/64 นิ้ว ได้ปลา 4 ขนาดคือ 1, 1.7-2.4, 2.5-2.9, 3.0-3.5 และ 3.5 ซม. ขึ้นไป คิดเป็น 23.06, 57.44, 18.36 และ 1.14% ตามลำดับ โดยมีค่าใช้จ่ายตลอดการเลี้ยงเท่ากับ 6,000 บาท คิดเป็นรายได้ 9,711.50 บาท หักลบรายจ่าย มีรายได้ 3,702.50 บาท จากพื้นที่บ่อ 0.5 ไร่ ในเวลา 1 เดือน

บทคัดย่อ

Seabass larve Lates calcarifer (Bloch) in nursing net cages which is size was 1x2x0.9 m. (were conducted). Three initial stocking densities (2000, 1000 and 500 fish/cage) were studied grading and setting in three sets of nursing net cage were done every week. Results of the present study indicate that fish at the initial stocking density of 2000 fish cage obtained higher production than fish at the initial stocking density of 1000 and 500 fish cage while survival rate and growth were the some as in all stocking densities.

ชื่อเรื่อง :           การอนุบาลลูกปลากะพงขาวในกระชัง จากขนาดความยาว 1.5 ซม. จนถึงขนาดความยาว 5 ซม. (2 นิ้ว) ในอัตราความหนาแน่นต่าง ๆ กัน
ชื่อภาษาอังกฤษ : Nursing Seabass larvae in net cages from 1.5 cm. to 5 cm. with different initial stocking density
ชื่อผู้วิจัย :         สุพจน์ จึงแย้มปิ่น
ผู้ร่วมวิจัย :       บุญส่ง สิริกุล, ไชยยุทธ์ จันทนชูกลิ่น, สุชาติ เตชนราวงศ์, วิชัย วัฒนกุล
ปีที่พิมพ์ :         รายงานผลงานทางวิชาการปี 2526