โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ศึกษาผลของการใช้ปลาป่นที่ผลิตจากวัตถุดิบต่างชนิดกัน เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารปลากะรังดอกแดง โดยผลิตอาหารเม็ดแห้ง จำนวน 4 สูตร ที่ใช้ปลาป่นที่ผลิตจากปลาผิวน้ำ ปลาป่นที่ผลิตจากปลาหน้าดิน ปลาป่นที่ผลิตจากส่วนเหลือของการทำซูริมิ และปลาป่นที่ผลิตจากส่วนเหลือจากการแปรรูปปลาทูน่า เป็นแหล่งโปรตีนเพียงแหล่งเดียวในอาหาร เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น 1.33 กรัม ในตู้ทดลองขนาด 30 ลิตร ที่มีระบบน้ำแบบไหลผ่านตลอด (18 ชั่วโมงต่อวัน) เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร1 มีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้ออัตราการกินอาหาร และอัตราการรอดตายของปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหาร สูตร 1 และอาหารสูตร 2 มีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีค่าสูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร 3 และ 4 อย่างมีนัยสำคัญ ปริมาณโปรตีนและเถ้าในซากปลามีค่าค่อนข้างต่ำในปลาที่ได้รับอาหารสูตร 1 และอาหารสูตร 2 จากการศึกษาครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าปลาป่นที่ผลิตจากปลาผิวน้ำมีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารปลากะรังดอกแดงมากที่สุด อย่างไรก็ตามในโอกาสต่อไปควรมีการศึกษากับปลาที่มีขนาดใหญ่ด้วย

บทคัดย่อ

ศึกษาประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนและพลังงานในวัสดุอาหารจำนวน 20 ชนิด คือ ปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, หัวกุ้งป่น, ขนไก่ป่น, เนื้อและกระดูกป่น 2 ชนิด, เลือดป่น 5 ชนิด, ไข่ผง, ดักแด้ไหม 2 ชนิด, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน, รำถั่วเขียว, โปรตีนสกัดจากข้าวโพด(คอนกลูเท่น), และยีสต์ ในกุ้งกุลาดำที่มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 10 กรัม โดยให้กุ้งกุลาดำกินอาหารทดสอบที่มีส่วนผสมระหว่างอาหารสูตรอ้างอิงกับวัสดุอาหารที่ต้องการทดสอบในสัดส่วน 70 ต่อ 30 เปอร์เซ็นต์ และใช้โครมิกออกไซด์เป็นสารติดตามประสิทธิภาพการย่อยในอาหาร วิเคราะห์โปรตีน ไขมัน เถ้า และพลังงานในอาหารและในมูลกุ้ง เพื่อใช้คำนวณประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนและพลังงาน จากการศึกษาพบว่ากุ้งกุลาดำมีประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนจากวัสดุอาหารชนิดต่างๆที่มีค่ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ ปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, เนื้อและกระดูกป่นชนิดที่มีโปรตีนสูง, เลือดป่นบางชนิด, ไข่ผง, ดักแด้ไหมชนิดที่มีโปรตีนสูง, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำ-มัน และยีสต์ ในขณะที่กุ้งกุลาดำสามารถใช้พลังงาน จากปลาป่น 2 ชนิด, หัวกุ้งป่น, ขนไก่ป่น, เนื้อและกระดูกป่นทั้ง2 ชนิด, เลือดป่นบางชนิด, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน และยีสต์ได้ดี โดยมีค่าประสิทธิภาพการย่อยพลังงานมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ โดยพบว่าวัสดุอาหารที่มีปริมาณเถ้าสูงมักจะมีค่าประสิทธิภาพการย่อยพลังงานสูง จากผลการการศึกษาครั้งนี้อาจสรุปได้ว่า วัสดุอาหารที่ได้จากสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ควรใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารกุ้งกุลาดำ คือปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, เนื้อและกระดูกป่นชนิดที่มีโปรตีนสูง, เลือดป่นบางชนิด, ไข่ผง และดักแด้ไหมชนิดที่มีโปรตีนสูง ส่วนวัสดุอาหารที่ได้จากพืชที่เหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งโปรตีนและพลังงานในอาหารกุ้งกุลาดำคือ กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน และยีสต์

การอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนด้วยอัตราความหนาแน่นต่างระดับ ได้ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแพร่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2541 โดยทดลองเปรียบเทียบความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนตั้งแต่อายุ 2 วัน อนุบาลเป็นระยะเวลา 30 วัน ในตู้กระจกขนาด 45 x 90 x 45 เซนติเมตร เติมน้ำให้ได้ปริมาตร 100 ลิตร โดยมีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 + 0.10 มิลลิกรัม และความยาวเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 6.20 + 0.20 มิลลิเมตร อัตราความหนาแน่นในการอนุบาลต่างกัน 5 ระดับ คือ 1, 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร อาหารที่ให้ในการทดลอง คือ ไรแดง โดยให้กินจนอิ่ม ผลการทดลองพบว่า น้ำหนักเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 283.33 + 5.77, 260.00 + 0.00, 253.33 + 5.77, 210.00 + 0.00 และ 196.67 + 5.77 มิลลิกรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 28.30 + 0.53, 25.07 + 0.15, 24.70 + 0.35, 21.83 + 0.32 และ 20.67 + 0.51 มิลลิเมตร ตามลำดับ น้ำหนักและความยาวเฉลี่ยของชุการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีน้ำหนักและความยาวเฉลี่ยสูงสุด (p>0.05) อัตรารอดตายเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 97.00 + 2.65, 91.80 + 1.30, 52.25 + 3.56 และ 50.18 + 10.41 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อัตราการรอดตายในชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีอัตราการรอดตายสูงสุด และต่างต่างจากชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร (p>0.05) จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อน ควรใช้อัตราปล่อย 10 ตัว/ลิตร

บทคัดย่อ

ศึกษาการใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่ปลาป่นในอาหารปลากะรังดอกแดง โดยผลิตอาหารเม็ดแห้งจำนวน 5 สูตร ซึ่งใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่โปรตีนจากปลาป่นที่ระดับ 0, 10, 20, 30 และ 40 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 2.44 กรัม ในตู้ทดลองขนาด 40 ลิตร ที่มีระบบน้ำไหลผ่านตลอด เป็นเวลา 10 สัปดาห์ โดยให้อาหารจนอิ่มวันละ 2 ครั้ง เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 1, 2, 3 และ 4 มีอัตราการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน และการนำโปรตีนไปใช้โดยการสะสม สูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 5 มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ และอัตราการกินอาหาร สูงกว่าปลาที่ได้รับอาหารสูตรอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามการแทนที่โปรตีนจากปลาป่นด้วยกากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันทุกระดับไม่ทำให้ประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนในอาหารและอัตราการรอดตายของปลากะรังดอกแดงแตกต่างกันทางสถิติ จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่าสามารถใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่โปรตีนจากปลาป่นในอาหารปลากะรังดอกแดงได้ถึงระดับ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของปลากะรังดอกแดง

ศึกษาผลของการใช้ปลาป่นที่ผลิตจากวัตถุดิบต่างชนิดกัน เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารปลากะรังดอกแดง โดยผลิตอาหารเม็ดแห้ง จำนวน 4 สูตร ที่ใช้ปลาป่นที่ผลิตจากปลาผิวน้ำ ปลาป่นที่ผลิตจากปลาหน้าดิน ปลาป่นที่ผลิตจากส่วนเหลือของการทำซูริมิ และปลาป่นที่ผลิตจากส่วนเหลือจากการแปรรูปปลาทูน่า เป็นแหล่งโปรตีนเพียงแหล่งเดียวในอาหาร เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น 1.33 กรัม ในตู้ทดลองขนาด 30 ลิตร ที่มีระบบน้ำแบบไหลผ่านตลอด (18 ชั่วโมงต่อวัน) เป็นเวลา 10 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร1 มีอัตราการเจริญเติบโตสูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้ออัตราการกินอาหาร และอัตราการรอดตายของปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหาร สูตร 1 และอาหารสูตร 2 มีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ แต่มีค่าสูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร 3 และ 4 อย่างมีนัยสำคัญ ปริมาณโปรตีนและเถ้าในซากปลามีค่าค่อนข้างต่ำในปลาที่ได้รับอาหารสูตร 1 และอาหารสูตร 2 จากการศึกษาครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าปลาป่นที่ผลิตจากปลาผิวน้ำมีความเหมาะสมที่จะใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารปลากะรังดอกแดงมากที่สุด อย่างไรก็ตามในโอกาสต่อไปควรมีการศึกษากับปลาที่มีขนาดใหญ่ด้วย

บทคัดย่อ

ศึกษาประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนและพลังงานในวัสดุอาหารจำนวน 20 ชนิด คือ ปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, หัวกุ้งป่น, ขนไก่ป่น, เนื้อและกระดูกป่น 2 ชนิด, เลือดป่น 5 ชนิด, ไข่ผง, ดักแด้ไหม 2 ชนิด, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน, รำถั่วเขียว, โปรตีนสกัดจากข้าวโพด(คอนกลูเท่น), และยีสต์ ในกุ้งกุลาดำที่มีน้ำหนักเฉลี่ยประมาณ 10 กรัม โดยให้กุ้งกุลาดำกินอาหารทดสอบที่มีส่วนผสมระหว่างอาหารสูตรอ้างอิงกับวัสดุอาหารที่ต้องการทดสอบในสัดส่วน 70 ต่อ 30 เปอร์เซ็นต์ และใช้โครมิกออกไซด์เป็นสารติดตามประสิทธิภาพการย่อยในอาหาร วิเคราะห์โปรตีน ไขมัน เถ้า และพลังงานในอาหารและในมูลกุ้ง เพื่อใช้คำนวณประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนและพลังงาน จากการศึกษาพบว่ากุ้งกุลาดำมีประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนจากวัสดุอาหารชนิดต่างๆที่มีค่ามากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ได้แก่ ปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, เนื้อและกระดูกป่นชนิดที่มีโปรตีนสูง, เลือดป่นบางชนิด, ไข่ผง, ดักแด้ไหมชนิดที่มีโปรตีนสูง, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำ-มัน และยีสต์ ในขณะที่กุ้งกุลาดำสามารถใช้พลังงาน จากปลาป่น 2 ชนิด, หัวกุ้งป่น, ขนไก่ป่น, เนื้อและกระดูกป่นทั้ง2 ชนิด, เลือดป่นบางชนิด, กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน และยีสต์ได้ดี โดยมีค่าประสิทธิภาพการย่อยพลังงานมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ โดยพบว่าวัสดุอาหารที่มีปริมาณเถ้าสูงมักจะมีค่าประสิทธิภาพการย่อยพลังงานสูง จากผลการการศึกษาครั้งนี้อาจสรุปได้ว่า วัสดุอาหารที่ได้จากสัตว์และผลิตภัณฑ์จากสัตว์ที่ควรใช้เป็นแหล่งโปรตีนในอาหารกุ้งกุลาดำ คือปลาป่น 2 ชนิด, หมึกป่น, ตับหมึกป่น, เนื้อและกระดูกป่นชนิดที่มีโปรตีนสูง, เลือดป่นบางชนิด, ไข่ผง และดักแด้ไหมชนิดที่มีโปรตีนสูง ส่วนวัสดุอาหารที่ได้จากพืชที่เหมาะที่จะใช้เป็นแหล่งโปรตีนและพลังงานในอาหารกุ้งกุลาดำคือ กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมัน และยีสต์

การอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนด้วยอัตราความหนาแน่นต่างระดับ ได้ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแพร่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2541 โดยทดลองเปรียบเทียบความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนตั้งแต่อายุ 2 วัน อนุบาลเป็นระยะเวลา 30 วัน ในตู้กระจกขนาด 45 x 90 x 45 เซนติเมตร เติมน้ำให้ได้ปริมาตร 100 ลิตร โดยมีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 + 0.10 มิลลิกรัม และความยาวเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 6.20 + 0.20 มิลลิเมตร อัตราความหนาแน่นในการอนุบาลต่างกัน 5 ระดับ คือ 1, 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร อาหารที่ให้ในการทดลอง คือ ไรแดง โดยให้กินจนอิ่ม ผลการทดลองพบว่า น้ำหนักเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 283.33 + 5.77, 260.00 + 0.00, 253.33 + 5.77, 210.00 + 0.00 และ 196.67 + 5.77 มิลลิกรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 28.30 + 0.53, 25.07 + 0.15, 24.70 + 0.35, 21.83 + 0.32 และ 20.67 + 0.51 มิลลิเมตร ตามลำดับ น้ำหนักและความยาวเฉลี่ยของชุการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีน้ำหนักและความยาวเฉลี่ยสูงสุด (p>0.05) อัตรารอดตายเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 97.00 + 2.65, 91.80 + 1.30, 52.25 + 3.56 และ 50.18 + 10.41 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อัตราการรอดตายในชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีอัตราการรอดตายสูงสุด และต่างต่างจากชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร (p>0.05) จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อน ควรใช้อัตราปล่อย 10 ตัว/ลิตร

การอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนด้วยอัตราความหนาแน่นต่างระดับ ได้ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแพร่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2541 โดยทดลองเปรียบเทียบความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนตั้งแต่อายุ 2 วัน อนุบาลเป็นระยะเวลา 30 วัน ในตู้กระจกขนาด 45 x 90 x 45 เซนติเมตร เติมน้ำให้ได้ปริมาตร 100 ลิตร โดยมีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 + 0.10 มิลลิกรัม และความยาวเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 6.20 + 0.20 มิลลิเมตร อัตราความหนาแน่นในการอนุบาลต่างกัน 5 ระดับ คือ 1, 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร อาหารที่ให้ในการทดลอง คือ ไรแดง โดยให้กินจนอิ่ม ผลการทดลองพบว่า น้ำหนักเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 283.33 + 5.77, 260.00 + 0.00, 253.33 + 5.77, 210.00 + 0.00 และ 196.67 + 5.77 มิลลิกรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 28.30 + 0.53, 25.07 + 0.15, 24.70 + 0.35, 21.83 + 0.32 และ 20.67 + 0.51 มิลลิเมตร ตามลำดับ น้ำหนักและความยาวเฉลี่ยของชุการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีน้ำหนักและความยาวเฉลี่ยสูงสุด (p>0.05) อัตรารอดตายเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 97.00 + 2.65, 91.80 + 1.30, 52.25 + 3.56 และ 50.18 + 10.41 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อัตราการรอดตายในชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีอัตราการรอดตายสูงสุด และต่างต่างจากชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร (p>0.05) จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อน ควรใช้อัตราปล่อย 10 ตัว/ลิตร

บทคัดย่อ

ศึกษาการใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่ปลาป่นในอาหารปลากะรังดอกแดง โดยผลิตอาหารเม็ดแห้งจำนวน 5 สูตร ซึ่งใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่โปรตีนจากปลาป่นที่ระดับ 0, 10, 20, 30 และ 40 เปอร์เซ็นต์ เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 2.44 กรัม ในตู้ทดลองขนาด 40 ลิตร ที่มีระบบน้ำไหลผ่านตลอด เป็นเวลา 10 สัปดาห์ โดยให้อาหารจนอิ่มวันละ 2 ครั้ง เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 1, 2, 3 และ 4 มีอัตราการเจริญเติบโต ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน และการนำโปรตีนไปใช้โดยการสะสม สูงกว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 5 อย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตรที่ 5 มีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ และอัตราการกินอาหาร สูงกว่าปลาที่ได้รับอาหารสูตรอื่นๆอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตามการแทนที่โปรตีนจากปลาป่นด้วยกากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันทุกระดับไม่ทำให้ประสิทธิภาพการย่อยโปรตีนในอาหารและอัตราการรอดตายของปลากะรังดอกแดงแตกต่างกันทางสถิติ จากการศึกษาครั้งนี้สรุปได้ว่าสามารถใช้กากถั่วเหลืองสกัดน้ำมันแทนที่โปรตีนจากปลาป่นในอาหารปลากะรังดอกแดงได้ถึงระดับ 30 เปอร์เซ็นต์ โดยไม่มีผลต่อการเจริญเติบโตของปลากะรังดอกแดง

บทคัดย่อ

การทดลองเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามกรามโดยใช้อัตราส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียดังนี้ ชุดการทดลองที่ 1 (1:1), ชุดการทดลองที่ 2 (1:1.86), ชุดการทดลองที่ 3 (1:3) และชุดการทดลองที่ 4 (1:4) ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดระยอง ระหว่างเดือน ตุลาคม ถึง ธันวาคม 2545 รวม 3 ครั้ง แต่ละครั้งใช้เวลา 3 สัปดาห์ ทดลองในถังไฟเบอร์กลาส ซึ่งอยู่ในโรงเพาะฟัก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.5 เมตร เติมน้ำลึก 0.25 เมตร ใส่ที่หลบซ่อนและให้อากาศตลอดเวลา โดยใช้อัตราปล่อย 20 ตัว/ถัง ให้อาหารเม็ดสำหรับรูปโปรตีน 38.22 % ในอัตรา 3 % ของน้ำหนักตัว/วัน เปลี่ยนถ่ายน้ำ 60 - 70 % ทุก 2 วัน ผลปรากฏว่าในการทดลองครั้งที่ 1 (ตุลาคม) หลังจากทดลอง 3 สัปดาห์ได้แม่กุ้งที่มีไข่เฉลี่ย 7.00?1.73, 10.00?0.00, 11.67?0.58 และ 11.33?2.08 ตัว/ถัง ตามลำดับ โดยชุดการทดลองที่ 2 ,3 และ 4 ไม่แตกต่างกันแต่สูงกว่าชุดการทดลองที่ 1 อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ในการทดลองครั้งที่ 2 (พฤศจิกายน) หลังจากทดลอง 3 สัปดาห์ได้แม่กุ้งที่มีไข่ไม่แตกต่างกัน (p>0.05) แต่ในสัปดาห์ที่ 2 ได้แม่กุ้งที่มีไข่เฉลี่ย 4.00?1.00, 7.00?2.00, 7.33?2.31 และ 10.00?2.00 ตัว/ถัง ตามลำดับ โดยชุดการทดลองที่ 4 ได้แม่กุ้งที่มีไข่สูงกว่าชุดการทดลองอื่นอย่างมีนัยสำคัญ(p<0.05) ส่วนการทดลองครั้งที่ 3 (ธันวาคม) หลังจากทดลอง 3 สัปดาห์ ได้แม่กุ้งที่ไข่เฉลี่ย 7.00?1.00 , 9.67?1.15 , 11.00?1.73 และ 12.33?2.08 ตัว/ถัง ตามลำดับ โดยชุดการทดลองที่ 3 และ 4 ไม่แตกต่างกัน แต่สูงกว่าชุดการทดลองที่ 1 และ 2 อย่างมีนัยสำคัญ ( p<0.05)