อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

บทคัดย่อ
     The production and economic aspect of sea bass culture were conducted at Ban Na Tap and Ban Hua Kao in Songkhla province. Cage culture was distributed along the coast in culture part of Songkhla lake. One hundred square metres (10x10 m.) of cage which its cost 3,500 Baht is standard size was 300-500 individuals per cage. The average production per cage was 492 kg. per year and 30,000 Baht were income of each cultist.

บทคัดย่อ

การศึกษาผลของฟอร์มาลีนและด่างทับทิมต่ออัตราการตายของไรแดงน้ำจืดที่ระดับความเข้มข้นของฟอร์มาลินและด่างทับทิม ที่ 0,100,200,300 , 400 ppm. และ 0, 0.1 , 0.3 ,0.6 , 1.0 ppm. ตามลำดับ เพื่อหาค่า LC 50 โดย Read and Muench Method พบว่า 4 hr. LC 50 ของฟอร์มาลินกับไรแดงน้ำจืด เท่ากับ 238.41 ppm. และค่าความเข้มข้นปลอดภัย เท่ากับ 23.84 ppm. 4 hr. LC 50 ของด่างทับทิมกับไรแดงน้ำจืด เท่ากับ 0.42 ppm. และค่าความเข้มข้นที่ปลอดภัย เท่ากับ 0.04 ppm. คุณสมบัติของน้ำในการศึกษาไม่แตกต่างกัน

บทคัดย่อ

กระแสความต้องการบริโภคสินค้าเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นในตลาดโลก สินค้าเกษตรอินทรีย์เช่น ผักอินทรีย์ได้ผลิตและวางขายในตลาดมาเป็นเวลาช้านานแล้ว สำหรับสินค้าประมง เช่น สัตว์น้ำจากการเพาะเลี้ยงเพิ่งเริ่มดำเนินการ ด้วยประเทศไทยเป็นผู้นำในการส่งออกสินค้ากุ้งทะเลจากการเพาะเลี้ยงมาตั้งแต่ปี 2534 จนถึงปัจจุบัน จึงได้จัดทำวิธีการเลี้ยงกุ้งกุลาดำหรือกุ้งทะเลด้วยระบบอินทรีย์ โดยได้เริ่มต้นจัดทำแนวทางและข้อกำหนดการเลี้ยงสัตว์ระบบอินทรีย์ ประกอบด้วยหัวข้อหลัก 11 ข้อ ได้แก่ 1. การเตรียมตัวของเจ้าของฟาร์มและเจ้าหน้าที่ฟาร์ม 2. การเลือกสถานที่และการรักษาสภาพสิ่งแวดล้อม 3. การจัดการเลี้ยงทั่วไปและการเตรียมบ่อ 4. การคัดเลือกและการปล่อยลูกกุ้ง 5. อาหารและการให้อาหาร 6. การจัดการสุขภาพกุ้ง 7. น้ำทิ้งและตะกอนเลน 8. การจับและจำหน่าย 9. ความรับผิดชอบทางสังคม 10 การรวมกลุ่มและการฝึกอบรมและ 11. ระบบการเก็บข้อมูล

บทคัดย่อ

ได้พัฒนาระบบการเลี้ยงปลาแบบน้ำหมุนเวียนและบำบัดด้วยวิธีทางชีวภาพประกอบด้วยถังเลี้ยงปลา ขนาด 2 ตัน จำนวน 4 ถัง ทุกถังต่อท่อขนาด 2 นิ้ว เข้ากับระบบบำบัดคุณภาพน้ำ ซึ่งประกอบด้วยถังขนาด 700 ลิตร 3 ถัง และถังสูงขนาด 1400 ลิตร 1 ถัง โดยที่ถัง 700 ลิตร ถังแรกเป็นตัวตกตะกอน มีอุปกรณ์คัดแยกตะกอนออกจากน้ำ (Drum filter) ถังที่ 2 เป็นถังบรรจุ biofilter ถังที่ 3 เป็นถังกลมขนาด 1400 ลิตร บรรจุ Trickling filter ถังที่ 4 เป็นถังเก็บน้ำเพื่อจ่ายให้กับถังเลี้ยงทั้ง 4 ถัง ระบบน้ำขับเคลื่อนโดยปั้มน้ำหอยโข่งขนาด 2 นิ้ว พร้อมกับอุปกรณ์ไทม์เมอร์ควบคุมการทำงาน ได้ทดสอบระบบโดยการเลี้ยงปลากะรังขนาด 6.6 ซม. น้ำหนัก 5.02 กรัม ถังละ 150 ตัว ให้อาหารเม็ด ปรากฎว่า ภายหลังทดลองเลี้ยงปลาไป 3 เดือน ปลาได้ขนาด 11.12 ซม. น้ำหนัก 30.76 กรัม อัตราการรอดตายเฉลี่ย 99.0 เปอร์เซ็นต์ ประสิทธิภาพของระบบบำบัดในการลดแอมโมเนียรวม 262%  มวลน้ำที่ไหลเวียนในระบบ 19.2 ตัน/วัน

บทคัดย่อ

การสำรวจประสิทธิภาพเครื่องมือประมงในบริเวณลุ่มน้ำปากพนัง ตั้งแต่คลองอำเภอชะอวดจนถึงบริเวณปากอ่าวปากพนัง ระหว่างเดือนตุลาคม 2544 ถึงเมษายน 2546 หลังจากการปิดประตูระบายน้ำ โดยการสำรวจสุ่มสอบถามราษฎรที่มีอาชีพทำประมง พบว่ามีจำนวนครัวเรือนชาวประมงทั้งหมด 587 ครัวเรือน เครื่องมือประมงที่นิยมใช้มี 8 ชนิด คือ แห โพงพาง ยอ ข่าย เบ็ดราว ไซปลา ไซปู และฉมวก ประสิทธิภาพอัตราการจับสัตว์น้ำของเครื่องมือประมงแต่ละชนิด หรือ C.P.U.E เท่ากับ 322.87 กรัม/ชั่วโมง, 250.00 กรัม/ชั่วโมง, 155.50 กรัม/ชั่วโมง ,36.45 กรัม/ชั่วโมง, 17.94 กรัม/ชั่วโมง, 8.44 กรัม/ชั่วโมง, 1.60 กรัม/ชั่วโมง และ 1.49 กรัม/ชั่วโมง ตามลำดับ ชนิดสัตว์น้ำที่พบ 76 ชนิด แยกเป็น ปลา 64 ชนิด กุ้ง 9 ชนิด ปู 2 ชนิดและกั้ง 1 ชนิด ปริมาณสัตว์น้ำที่จับได้เฉลี่ยรวม 41,086.7 กิโลกรัมต่อเดือน

 บทคัดย่อ

วิเคราะห์ข้อมูลคุณภาพน้ำในทะเลสาบสงขลาที่เก็บรวบรวมระหว่างเดือนมีนาคม 2535 ถึงเดือนเมษายน 2546 เพื่อศึกษาธาตุอาหารที่เป็นปัจจัยจำกัดการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชในทะเลสาบสงขลา ผลการวิเคราะห์พบว่า สัดส่วนของไนโตรเจนต่อฟอสฟอรัส (อนินทรีย์ไนโตรเจนที่ละลายน้ำต่ออนินทรีย์ฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำ) ในทะเลสาบสงขลาส่วนใหญ่มีค่ามากกว่าสัดส่วนของเรดฟิลด์ เมื่อพิจารณาถึงความเข้มข้นของอนินทรีย์ไนโตรเจนที่ละลายน้ำและอนินทรีย์ฟอส ฟอรัสที่ละลายน้ำ พบว่า ความเข้มข้นของอนินทรีย์ไนโตรเจนที่ละลายน้ำส่วนใหญ่มีค่ามากกว่า 20 ไมโครกรัมไนโตรเจนต่อลิตร ในขณะที่ความเข้มข้นของอนินทรีย์ฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำมีค่าต่ำใกล้เคียงกับขีดจำกัดการวัด เมื่อวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอนพบว่า ความเข้มข้นของคลอโรฟิลล์เอตามพื้นที่และฤดูกาลต่างๆ ผันแปรตามความเข้มข้นของอินทรีย์ฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำกับอนินทรีย์ฟอสฟอรัสที่ละลายน้ำมากกว่าความเข้มข้นของแอมโมเนีย ไนเตรท และอินทรีย์ไนโตรเจนที่ละลายน้ำ ซึ่งสรุปได้ว่า ฟอสฟอรัสมีโอกาสเป็นธาตุอาหารที่จำกัดการเจริญเติบโตของแพลงตอนพืชในทะเลสาบสงขลา

บทคัดย่อ
     สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้ดำเนินงานโครงการฟื้นฟูทรัพยากรสัตว์น้ำทะเลสาบสงขลา มาตั้งแต่ปี พ.ศ. 2543 โดยเน้นกิจกรรมปล่อยพันธุ์สัตว์น้ำเป็นหลัก และต่อมาในปี 2544-2546 ได้เพิ่มกิจกรรมการอนุบาลสัตว์น้ำในเขตอนุรักษ์ ซึ่งในปี 2545 พบว่า การอนุบาลพันธุ์กุ้งกุลาดำแล้วปล่อยในพื้นที่ทะเลสาบ ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจแก่ชาวประมง สามารถจับกุ้งกุลาดำขนาด 80-100 กรัม(10-12 ตัว/กิโลกรัม) ได้ภายหลังจากปล่อยไปเพียง 3-4 เดือนเท่านั้น ทำให้มีรายได้ 300-1,000 บาท/วัน/คน จากกรณีตัวอย่างนี้ กลุ่มงานวิจัยระบบและการจัดการการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของทะเลสาบสงขลาที่มีความอุดมสมบูรณ์ของสัตว์หน้าดินซึ่งเป็นอาหารธรรมชาติของกุ้งกุลาดำ และสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการเจริญเติบโต เพื่อขยายผลและสร้างแนวทางใหม่ในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในรูปแบบฟาร์มทะเล(Sea Ranching) ในพื้นที่อื่นๆของทะเลสาบสงขลา ดังนั้นการคัดเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำจึงมีความสำคัญต่อผลสำเร็จของกิจกรรม การศึกษาครั้งนี้ได้ประยุกต์ใช้การสร้างแบบจำลองพื้นผิว(Surface Model) และระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์(GIS) โดยใช้ข้อมูลในเดือนตุลาคม 2544 ถึงกันยายน 2545 ซึ่งใช้ปัจจัยพื้นฐาน 2 อย่าง คือ ความเค็มน้ำที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต(กำหนดในช่วง 2-20 psu) และความชุกชุมของสัตว์หน้าดินซึ่งเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญ(กำหนดให้มากกว่า หรือ เท่ากับ 180 ตัว/m2 ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยทั้งทะเลสาบ) จากการศึกษาพบว่า ช่วงเดือนที่เหมาะสมในการอนุบาลและปล่อยเลี้ยง เริ่มตั้งแต่เดือนมกราคม 45 ถึง กันยายน 45 ส่วนเดือนตุลาคม 44 ถึง มกราคม 45 ไม่เหมาะสมเนื่องจากมีน้ำจืดหลากมา จากการคำนวณหาพื้นที่ที่เหมาะสม

บทคัดย่อ

ทดลองอนุบาลลูกปลากระรังวัยอ่อนอายุ 3-17 วัน ในถังพลาสติกขนาด 500 ลิตร (ปริมาตรน้ำที่ใส่เท่ากับ 450 ลิตร) ที่ความหนาแน่น 25 ตัวต่อลิตร ด้วยโรติเฟอร์เสริมกรดไขมันสำเร็จรูป (0.025 กรัมต่อลิตร) เป็นเวลา 6 ชั่วโมง เปรียบเทียบกับชุดควบคุมที่ให้โรติเฟอร์ไม่ได้เสริมกรดไขมัน โดยลูกปลาอายุ 3-5 วันจะให้กินโรติเฟอร์ขนาดเล็กโดยการกรองผ่านผ้ากรองขนาด 120 ไมครอน ความหนาแน่นโรติเฟอร์ที่ให้ 5-10 ตัวต่อมิลลิลิตร จากนั้นจึงให้กินโรติเฟอร์ทุกขนาดจนสิ้นสุดการทดลองที่ความหนาแน่น 10-15 ตัวต่อมิลลิลิตร ผลการทดลองพบว่าลูกปลาที่ให้โรติเฟอร์เสริมกรดไขมันมีอัตรารอดเฉลี่ย 4.77 % ส่วนชุดควบคุมมีอัตรารอด 2.59 % และมีความแตกต่างกันทางสถิติอย่างมีนัยสำคัญยิ่ง (P<0.01,n=3) สำหรับความยาวและน้ำหนักของลูกปลาเมื่อจบการทดลองไม่มีความแตกต่างกัน อุณหภูมิระหว่างการทดลอง 27-30 oC, ความเค็ม 30-31 ppt, pH 7.6-8.1, DO 5.6-6.6 ppm จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าการเสริมกรดไขมันที่จำเป็น (? 3 HUFA) ตั้งแต่ระยะแรกมีผลทำให้ลูกปลามีอัตรารอดสูงขึ้นและลูกปลามีความแข็งแรง

บทคัดย่อ

ศึกษาผลของสัดส่วนระหว่างโปรตีนต่อไขมันที่ระดับต่าง ๆ กัน ในอาหารต่อการเจริญเติบโตและองค์ประกอบทางเคมีของปลากะรังดอกแดง โดยเลี้ยงปลากะรังดอกแดง ด้วยอาหารเม็ดแห้งจำนวน 9 สูตร ที่มีสัดส่วนระหว่างโปรตีนต่อไขมันในอาหารเท่ากับ 43/13, 43/17, 43/21, 48/13, 48/17, 48/21, 53/13, 53/17, และ 53/21 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเริ่มต้น 6.20 กรัมในตู้ทดลองขนาด 40 ลิตร ที่มีระบบน้ำไหลผ่านตลอด (18 ชั่วโมงต่อวัน) เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ให้อาหารจนอิ่มวันละ 2 ครั้ง และใช้แผนการทดลองแบบแฟคตอเรียลในการจัดชุดการทดลอง ติดตามผลของอาหารต่ออัตราการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ อัตราการกินอาหาร ประสิทธิภาพการใช้โปรตีนในอาหาร และองค์ประกอบทางเคมีของซากปลา เมื่อสิ้นสุดการทดลองพบว่าปลากะรังดอกแดงที่มีอัตราการเจริญเติบโตสูงสุด คือปลาที่ได้รับอาหารสูตร 2 (43/17), 5(48/17), 6(48/21), 7(53/13), 8(53/17), และ 9(53/21) อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้ออยู่ในช่วง 0.98 - 1.32 โดยมีค่าสูงสุดในปลาที่ได้รับอาหารสูตร 1(43/13) ขณะที่ประสิทธิภาพการใช้โปรตีนในอาหารอยู่ในช่วง 1.76 - 2.34 และมีค่าสูงสุดในปลาที่ได้รับอาหารสูตร 2(43/17) ปริมาณไขมันในซากปลามีค่าค่อนข้างสูงในปลาที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณไขมันสูง อย่างไรก็ตามอาหารทดลองไม่มีผลต่ออัตราการรอดตายและอัตราการกินอาหารของปลากะรังดอกแดง ไม่พบอิทธิพลร่วมระหว่างโปรตีนต่อไขมันในอาหารทดลองต่อปัจจัยต่าง ๆ ที่ศึกษายกเว้นต่อการเจริญเติบโตของปลากะรังดอกแดง จากผลการศึกษาครั้งนี้อาจกล่าวได้ว่าสัดส่วนระหว่างโปรตีน/ไขมันที่เหมาะสมในอาหารปลากะรังดอกแดงระยะวัยรุ่น คือ 43/17 เปอร์เซ็นต์

บทคัดย่อ
     ศึกษาการใช้อาหารที่มีปริมาณเถ้าต่ำและเถ้าสูงร่วมกับการเติมอินออร์กานิคฟอสฟอรัสที่ระดับแตกต่างกันในอาหารปลากะรังดอกแดง เตรียมอาหารที่มีปริมาณเถ้าต่ำจำนวน 4 สูตร(สูตร1- 4) และอาหารที่มีปริมาณเถ้าสูงจำนวน 4 สูตร(สูตร 5-8) และมีการเติมโมโนโซเดียมฟอสเฟตในปริมาณที่คิดเป็นฟอสฟอรัสในระดับ 0, 0.25, 0.50 และ 1.0 เปอร์เซ็นต์ในอาหารสูตรที่ 1-4 และ อาหารสูตรที่ 5-8 ตามลำดับ เลี้ยงปลากะรังดอกแดงที่มีน้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น 5.62 กรัมในตู้ทดลองขนาด 40 ลิตร ที่มีระบบน้ำไหลผ่านตลอด ให้อาหารวันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 12 สัปดาห์ โดยตลอดการทดลองจะติดตาม อัตราการเจริญเติบโต, อัตราการรอดตาย, อัตราการกินอาหาร,ประสิทธิภาพการใช้อาหาร,    ประสิทธิภาพการใช้โปรตีน, การนำโปรตีนไปใช้โดยการสะสม, การนำฟอสฟอรัสไปใช้โดยการสะสม, ปริมาณแคลเซียม ฟอสฟอรัส และสังกะสีในกระดูกปลากะรัง, ประสิทธิภาพการย่อยโปรตีน,ประสิทธิภาพการย่อยพลังงาน, ประสิทธิภาพการย่อยวัสดุแห้ง และเปอร์เซ็นต์การดูดซึมฟอสฟอรัส และเปรียบเทียบค่าดังกล่าวเมื่อสิ้นสุดการทดลอง จากผลการศึกษาพบว่า อัตราการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของปลากะรังมีค่าแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญ ในอาหารที่มีปริมาณเถ้าต่ำพบว่าปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร 2 มีประสิทธิภาพการใช้อาหารสูงสุด เช่นเดียวกับปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารสูตร 6 ในอาหารที่มีปริมาณเถ้าสูง การนำฟอสฟอรัสไปใช้โดยการสะสมและเปอร์เซ็นต์การดูดซึมฟอสฟอรัสของปลากะรังดอกแดงที่ได้รับอาหารที่มีปริมาณเถ้าต่ำอยู่ในช่วง 26.81-93.78 เปอร์เซ็นต์ และ 87.13 - 91.94 เปอร์เซ็นต์ตามลำดับ