ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

บทคัดย่อ

การศึกษาความหนาแน่นที่เหมาะสมต่อการอนุบาลลูกปลาเทพาในระบบน้ำไหลผ่าน ได้ดำเนินการในรางสังกะสี ขนาด 3.0x0.3x0.25 ม3 พร้อมจัดทำระบบน้ำไหลผ่าน อัตราการไหลของน้ำ 4 ลิตรต่อนาที จำนวน 15 ราง เปรียบเทียบความหนาแน่นต่างกัน 5 ระดับ คือ 4,000 8,000 12,000 16,000 และ 20,000 ตัว/ราง หรือ 22, 44, 66, 88 และ 111 ตัว/ลิตร โดยปล่อยลูกปลาเทพาอายุ 4 วัน น้ำหนักเฉลี่ย 0.0045 กรัม และความยาวเฉลี่ย 0.95 เซนติเมตร ทำการสุ่มชั่งวัดขนาดลูกปลาที่อายุ 9 วัน และสรุปผลการศึกษาที่อายุ 18 วันหรือจนลูกปลามีขนาดประมาณ 1 นิ้ว ผลการทดลองพบว่าลูกปลาเทพามีน้ำหนักเฉลี่ยสุดท้ายเท่ากับ 1.57+-0.15, 1.21+-0.04, 1.01+-0.13, 1.19+-0.17 และ 0.92+-0.12 กรัม ความยาวเฉลี่ยเท่ากับ 2.8+-0.06, 2.7+-0.05, 2.6+-0.11, 2.7+-0.06 และ 2.5+-0.05 เซนติเมตร อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเท่ากับ 32.51+-0.52, 31.09+-0.19, 30.06+-0.70, 30.97+-0.78 และ 29.55+-0.70 เปอร์เซ็นต์/วัน น้ำหนักเพิ่มต่อวันเท่ากับ 0.087+-0.008, 0.067+-0.002, 0.056+-0.007, 0.066+-0.010 และ 0.051+-0.007 กรัม และอัตราการรอดตายเท่ากับ 63.39+-7.30, 52.48+-2.60, 45.52+-2.30, 27.55+-0.92 และ 34.52+-6.61 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยที่อัตราความหนาแน่น 4,000 ตัว/ราง มีค่าการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายสูงกว่าทุกชุดการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ที่อัตราความหนาแน่น 8,000 และ 12,000 ตัว/ราง มีค่าอัตราการรอดตายสูงกว่าที่อัตราความหนาแน่น 16,000 และ 20,000 ตัว/ราง และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และเมื่อพิจารณาทั้งในด้านการเจริญเติบโต อัตราการรอดตายและต้นทุนการผลิตแล้วอัตราความหนาแน่น 4,000ตัว/ราง มีความเหมาะสมที่สุดที่จะอนุบาลลูกปลาเทพาในรางระบบน้ำไหลผ่านให้ได้ขนาด 1 นิ้ว

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย และต้นทุนการผลิต ในการเลี้ยงหอยขมในกระชัง โดยใช้แผนการทดลองแบบ สุ่มในบล็อกแบบสมบูรณ์ (RCBD) แบ่งการทดลองออกเป็น 3 บล็อก โดยบล็อกที่ 1 อยู่บริเวณขอบบ่อด้านซ้ายมือ บล็อกที่ 2 อยู่บริเวณกลางบ่อ บล็อกที่ 3 อยู่บริเวณขอบบ่อด้านขวามือ แต่ละบล็อกมี 5 สิ่งทดลอง (Treatment) โดยสิ่งทดลองแบ่งตามอัตราความหนาแน่น 5 ระดับ คือ 100, 200, 300, 400, 500 ตัว ต่อกระชัง กระชังขนาด 1x1x0.8 เมตร ทดลองในบ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร เก็บรวบรวมข้อมูลทุก 2 สัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์

บทคัดย่อ

การศึกษาพิษเฉียบพลันของ dimethyl 2,2,2 trichloro-1-hydroxy ethyl phosphonate (ไตรคลอร์ฟอน) ต่อลูกปลาตะเพียนขาว Barbodes gonionotus Bleeker (1850) อายุ 4 วัน (ความยาวเหยียด 3.77 +- 0.15 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 3.00 มก.), 8 วัน (ความยาวเหยียด 5.37 +- 0.26 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 3.75 มก.), 12 วัน (ความยาวเหยียด 7.20 +- 0.69 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 5.00 มก.) และ 30 วัน (ความยาวเหยียด 17.32 +- 1.67 มม. น้ำหนักเฉลี่ย 67.00 +- 16.36 มก.), มวนวน (Anisops sardea Herr.-Schaff.), ไรขาว (copepod) และไรแดง (Moina macrocopa Straus)โดยวิธีชีววิเคราะห์ในน้ำนิ่ง ได้ดำเนินการที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดอุทัยธานีระหว่างเดือนมกราคม 2544 ถึงเดือนมีนาคม 2545 ผลการทดลองพบว่า ค่า 24 และ 48 ชั่วโมง LC50 พร้อมทั้งช่วงของค่า LC50 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ของไตรคลอร์ฟอนต่อลูกตะเพียนขาวอายุ 4, 8, 12 และ 30 วัน มีค่า 39.437 (28.428+-54.330), 226.191 (182.684+-280.983), 39.863(29.165+-53.005) และ 45.723 (32.647+-62.367) มก./ล.; 8.014 (4.976 +- 10.387), 62.635 (50.331 +– 77.932), 16.764 (12.526 +- 21.059) และ 17.311 (13.081+– 21.677) มก./ล. ตามลำดับ ค่า 72 และ 96 ชั่วโมง LC50 พร้อมทั้งช่วงของค่า LC50 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ของไตรคลอร์ฟอนต่อลูกตะเพียนขาวอายุ 12 และ 30 วัน มีค่า 11.795 (8.355+-14.540) และ 11.444 (7.052+-14.887); 10.488 (6.558+-13.174) และ 10.790 (6.979+-13.496) มก./ล. ตามลำดับ ค่า 24 ชั่วโมง LC50 พร้อมทั้งช่วงของค่า LC50 ที่ระดับความเชื่อมั่น 95 เปอร์เซ็นต์ ของไตรคลอร์ฟอนต่อ มวนวน, ไรขาว และไรแดง มีค่า 0.029 (0.012+-0.039), 0.037 (0.030+-0.041) และ 0.043 (0.037+-0.050) มก./ล. ตามลำดับ ระดับความเข้มข้นที่ปลอดภัยของไตรคลอร์ฟอนต่อลูกปลาตะเพียนขาวอายุ 4, 8, 12 และ 30 วัน ที่เวลา 24 ชั่วโมงเท่ากับ 1.972, 11.310, 1.993 และ 2.286 มก./ล ตามลำดับ ผลการทดลองสรุปได้ว่าไตรคลอร์ฟอนมีพิษที่รุนแรงต่อมวนวน ไรขาว และไรแดง มากกว่าลูกปลาตะเพียนขาววัยอ่อน

บทคัดย่อ

ทำการศึกษาและติดตามการปนเปื้อนของสารไนโตรฟูราโซน (Nitrofurazone)ในการผลิตกุ้งกุลาดำ พบว่า การใช้สารไนโตรฟูราโซน (ความเข้มข้น 62.84%) ในปริมาณ 1.0 ppm วันเว้นวันในระหว่างการอนุบาลลูกกุ้งระยะซูเอี้ยถึงโพสต์ลาวาร์สามารถส่งผลให้มีการตกค้างของสาร Semicarbacide; SEM (metabolite ของ Nitrofurazone) ในลูกกุ้งระยะ PL15 ที่ระดับเฉลี่ย 17.05 ppb ได้ การทดสอบความเครียด (stress test) กับลูกกุ้งเปรียบเทียบกับชุดควบคุม พบว่า ลูกกุ้งที่ได้จากการอนุบาลที่มีการใช้สารดังกล่าวมีความทนทานต่อระดับความเข้มข้น 100 ppm Formalin น้อยกว่าชุดควบคุม ในระยะเวลา 2 ชั่วโมง อย่างไรก็ตาม จากการสังเกตค่าของ Muscle-Gut Ratio (MGR) และความยาวลำตัวของลูกกุ้ง PL15 ยังไม่พบความแตกต่างกันอย่างชัดเจน เมื่อนำลูกกุ้งที่มีตรวจพบสารตกค้างไปเลี้ยงต่อในบ่อซีเมนต์ความจุ 200 ตัน (ขนาด 10 x 20 x 1 เมตร) ที่มีดินที่พื้นบ่อในระยะเวลาเลี้ยง 70 วัน พบว่า การสะสมสาร metabolite ในเนื้อกุ้งมีปริมาณลดลงต่ำกว่าระดับ MRL ที่ 1.0 ppb ในทุกบ่อของการเลี้ยง และพบว่ากุ้งที่เลี้ยงทั้งชุดที่ผ่านการอนุบาลแบบใช้และไม่ใช้สาร Nitrofurazone ยังไม่แสดงให้เห็นความแตกต่างเกี่ยวกับการเจริญเติบโดและผลผลิตที่ได้ อย่างไรก็ตาม การศึกษาครั้งนี้แนะนำให้มีการศึกษาเพิ่มเติมอีกในหลายประเด็นเพื่อได้ทราบผลที่ชัดเจนมากขึ้นก่อนที่จะมีข้อสรุปที่แน่นอน

บทคัดย่อ

ศึกษาเปรียบเทียบการเลี้ยงกุ้งแชบ๊วยรุ่น F3 กับกุ้งแชบ๊วยธรรมชาติ ในบ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร ที่ระดับความหนาแน่น 50 ตัวต่อตารางเมตร โดยใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปกุ้งกุลาดำ เริ่มปล่อยลูกกุ้งแชบ๊วยรุ่น F3 ระยะ P-15 ซึ่งมีขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 0.04 +- 0.01 กรัม ความยาวเฉลี่ย 0.87+- 0.21 เซนติเมตร เป็นลูกกุ้งที่ได้จากการนำแม่พันธุ์รุ่น F2 อายุ 280 วันมาเพาะพันธุ์ เปรียบเทียบกับลูกกุ้งแชบ๊วยขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 0.01+- 0.00 กรัม ความยาวเฉลี่ย 0.78+- 0.10 เซนติเมตร ซึ่งได้จากการนำพ่อแม่พันธุ์กุ้งแชบ๊วยธรรมชาติไข่แก่จากบริเวณชายฝั่งจังหวัดกระบี่มาเพาะพันธุ์ เมื่อเลี้ยงครบ 4 เดือน ลูกกุ้งแชบ๊วยรุ่น F3 กับลูกกุ้งแชบ๊วยธรรมชาติ มีน้ำหนักเฉลี่ย 10.84+- 3.10 กรัม และ 11.02+- 0.12 กรัม อัตราการเจริญเติบโตด้านน้ำหนักเฉลี่ย 0.09+- 0.03 และ 0.09+- 0.00 กรัม/วัน อัตราการเจริญเติบโตด้านความยาวเฉลี่ย 0.08+- 0.01 และ 0.08+- 0.00 เซนติเมตร/วัน อัตราการรอดตายเฉลี่ย 80.00+- 08.97 และ 55.65+- 15.36 เปอร์เซ็นต์ อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ(FCR) 3.02+- 1.24 และ 2.43+- 0.27 ตามลำดับ เมื่อวิเคราะห์ทางสถิติผลปรากฏว่าอัตราการเจริญเติบโตด้านน้ำหนัก อัตราการเจริญเติบโตด้านความยาว อัตราการรอดตาย อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ(FCR) ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ

บทคัดย่อ

การทดลองเพื่อหาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิต่อการวางไข่ของแม่กุ้งแชบ๊วย ประกอบด้วย 3 ชุดการทดลอง คือ ชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 28, 25 และ 22 องศาเซลเซียส ชุดการทดลองละ 3 ซ้ำ ๆ ละ 10 ตัว การทดลองแบ่งออกเป็น 2 ช่วง คือช่วงที่ 1 พักแม่กุ้งไว้ในถุงพลาสติกที่บรรจุในกล่องโฟมที่อุณหภูมิน้ำ 28, 25 และ 22 องศาเซลเซียส เริ่มดำเนินการทดลองตั้งแต่เวลา 20.00 น. เป็นต้นไปจนกระทั่งครบ 6 ชั่วโมง จึงเปิดฝากล่องโฟมเพื่อตรวจสอบเปอร์เซ็นต์รอดตายของแม่กุ้ง และช่วงที่ 2 นำแม่กุ้งทั้งหมดจากช่วงแรกมาวางไข่ในถังที่อุณหภูมิน้ำ 31 องศาเซลเซียส จากผลการทดลอง พบว่าช่วงที่ 1 แม่กุ้งทุกชุดการทดลองมีชีวิตแต่ไม่วางไข่ ส่วนช่วงที่ 2 แม่กุ้งทุกชุดการทดลองมีชีวิตและวางไข่ทุกตัว มีระยะเวลาก่อนวางไข่ (pre-spawning period) เฉลี่ย (เริ่มนับตั้งแต่เวลา 02.00 น. จนถึงเวลาที่แม่กุ้งวางไข่) มีค่า 2.00 +- 1.17, 3.30 +- 1.10 และ 4.10 +- 1.22 ชั่วโมง ตามลำดับ โดยระยะเวลาก่อนวางไข่เฉลี่ยของชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 25 และ 22 องศาเซลเซียส ไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) แต่มีความแตกต่างกับระยะเวลาก่อนวางไข่เฉลี่ยของชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 28 องศาเซลเซียส (P>0.05) เปอร์เซ็นต์เฉลี่ยของไข่ที่ถูกปล่อย 71.84 +- 22.00, 75.71 +- 19.66 และ 78.74 +- 20.46 % ตามลำดับ โดยเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยของไข่ที่ถูกปล่อยในทุกชุดการทดลองไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) ไข่ของแม่กุ้งทุกตัวในทุกชุดการทดลองสามารถฟักเป็นตัว มีอัตราการฟักเป็นตัวเฉลี่ย 46.09 +- 20.35, 53.32 +- 22.23 และ 42.68 +- 21.68 % ตามลำดับ โดยเปอร์เซ็นต์ฟักเป็นตัวเฉลี่ยในทุกชุดการทดลองไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) ระยะเวลาที่ไข่ฟักเป็นตัวเฉลี่ย 10.20 +- 1.06, 10.20 +- 1.07 และ 13.14 +- 1.35 ชั่วโมง ตามลำดับ โดยระยะเวลาที่ไข่ฟักเป็นตัวเฉลี่ยของชุดการทดลองที่อุณหภูมิ 28 และ 25 องศาเซลเซียส ไม่มีความแตกต่างกัน (P>0.05) แต่มีความแตกต่างกับระยะเวลาที่ไข่ฟักเป็นตัวเฉลี่ยในชุดการทดลองที่ 22 องศาเซลเซียส (P<0.05)

บทคัดย่อ

การเลี้ยงลูกปูทะเล(Scylla olivacea)วัยอ่อนที่ระดับความเค็มต่างๆกัน ได้ดำเนินการทดลอง ณ.สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดระนอง โดยนำลูกปูทะเลระยะyoung crab1 ซึ่งมีน้ำหนักและความกว้างกระดองเฉลี่ย 0.0145 กรัม และ0.39 เซนติเมตร ตามลำดับ มาทดลองเลี้ยงที่ระดับความเค็ม 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 ส่วนในพัน ในกล่องโฟมขนาด 60 ลิตร อัตราความหนาแน่น 10 ตัว/กล่อง อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปูได้แก่ อาร์ทีเมีย ปลาสด หอยแมลงภู่ กุ้งแชบ๊วย และอาหารเสริมเป็นระยะเวลานาน 22 สัปดาห์ โดยชั่งน้ำหนัก วัดขนาด และนับจำนวนทุกๆ 4 สัปดาห์ เมื่อสิ้นสุดการทดลอง น้ำหนักเฉลี่ยของปูทะเลที่ระดับความเค็ม 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 ส่วนในพัน เท่ากับ 6.15, 7.16, 9.64, 13.71, 10.82, และ 10.31 กรัม ตามลำดับ เมื่อทดสอบทางสถิติพบว่า ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p>0.05) ระหว่างการเลี้ยงที่ระดับความเค็ม 5 กับ 10 และ 10,15,20 กับ 25 และที่ระดับความเค็ม 15, 20, 25 กับ 30 ส่วนในพัน ส่วนอัตราการรอดตายที่ระดับความเค็ม 5, 10, 15, 20, 25 และ 30 ส่วนในพันคือ 6.67, 23.33, 33.33, 36.67, 43.33 และ 46.67% ตามลำดับ ผลทดสอบทางสถิติพบว่า ไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p>0.05) ระหว่างการเลี้ยงที่ระดับความเค็ม 5 กับ 10 และ 10 กับ 15 และที่ระดับความเค็ม 25 กับ30 ส่วนในพัน

บทคัดย่อ

การเลี้ยงลูกปูทะเล Scylla serrata (Forskal) ในบ่อดินขนาดพื้นที่ 800 ตารางเมตร จำนวน 2 บ่อ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี โดยใช้ลูกปูทะเลที่ได้จากการเพาะพันธุ์ของศูนย์ ฯ ซึ่งมีความกว้างกระดอง (ICW) เฉลี่ย 0.38 เซนติเมตร และน้ำหนักเฉลี่ย 0.04 กรัม ในการทดลองได้แบ่งบ่อทดลองออกเป็น 2 ส่วนเท่า ๆ กัน บ่อครึ่งแรกจะเลี้ยงลูกปูทะเลโดยมีที่หลบซ่อน และบ่ออีกครึ่งหนึ่งจะเลี้ยงลูกปูทะเลโดยไม่มีที่หลบซ่อน ในการทดลองใช้ลูกปูทะเลระยะ Crab stage ที่ 1 และ 2 จำนวน 8,000 ตัว แบ่งลงบ่อทดลองในแต่ละส่วนจำนวนเท่ากัน 2,000 ตัว ที่ความหนาแน่น 5 ตัวต่อตารางเมตร เมื่อสิ้นสุดการทดลองปรากฏว่าลูกปูทะเลที่เลี้ยงโดยมีและไม่มีที่หลบซ่อน มีความกว้างกระดองเฉลี่ย 9.240 และ 8.450 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 187.80 และ 145.40 กรัม อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ยร้อยละ 6.71 และ 6.50 ต่อวัน อัตราการรอดตายเฉลี่ย 8.73 และ 4.40 เปอร์เซ็นต์ ได้ผลการจับลูกปูทะเลเฉลี่ย 32.65 และ12.64 กิโลกรัม ตามลำดับ เมื่อทดสอบผลทางสถิติ พบว่า ความกว้างกระดองเฉลี่ย น้ำหนักเฉลี่ย และอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเฉลี่ย มีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (P>0.05) ส่วนอัตราการรอดตาย และผลผลิตรวมเฉลี่ย มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.05)

บทคัดย่อ

ทดลองเลี้ยงเพรียงทรายในกระบะพลาสติกขนาด 40 x 60 เซนติเมตร จำนวน 4 กระบะ เป็นระยะเวลา 4 เดือนโดยนำตัวอ่อนเพรียงทราย ลงเลี้ยงจำนวน 1,250 ตัว/กระบะ ให้อาหารสำเร็จรูปสำหรับกุ้งกุลาดำวัยอ่อน จำนวน 2 มื้อ/วัน เวลา 08.30 น. และ 15.30 น. เมื่อเพรียงอายุ 45 วัน ทำการถ่ายน้ำโดยปล่อยน้ำทิ้งช้าๆ 50 %ของกระบะ ทุกวัน เวลา 22.00 น. และเพิ่มน้ำเค็ม เวลา 08.00 น. สามารถเห็นตัวเพรียงขึ้นมากินอาหารเมื่ออายุ 47 วัน ผลผลิตและ อัตรารอดของเพรียงกระบะ1 กระบะ2 กระบะ3 และกระบะ4 คือ 342.55 กรัม 204.86 กรัม 285.02 กรัม และ233.59กรัม อัตรารอด 64.32%, 38.56%, 58.40% และ44.96% ตามลำดับ ขนาดความยาวเฉลี่ยของเพรียง 13.68 +- 2.86 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 0.41 +- 0.02 กรัม คุณสมบัติน้ำทะเลฆ่าเชื้อที่ใช้เลี้ยงเพรียงทราย มีความเป็นกรดด่าง 8.02 ความเค็ม 30 ppt ปริมาณออกซิเจนที่ละลายในน้ำ 5.6 mg/l ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าสามารถเลี้ยงเพรียงทรายในกระบะพลาสติก ให้ผลผลิตเฉลี่ย 1,110.44 กรัม/ตารางเมตร เพื่อเตรียมไว้สำหรับเป็นอาหารพ่อแม่พันธ์กุ้งกุลาดำที่เลี้ยงในบ่อดินต่อไป

การทดลองเลี้ยงเพรียงทราย (Perinereis sp.) ในกระบะพลาสติก  Experimental Culture of Nereids (Perinereis sp.) in Plastic Tray

วิลาสินี  คงเล่ง              Wilasinee Kongleng
กอบศักดิ์  เกตุเหมือน     Kobsak Kedmuen
สุจินต์  บุญช่วย             Soojin Boonchuai
สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง        Coastal Aquaculture Research Institue

Abstract

Rearing of nereids ( Perinereis sp.) in four plastic trays (40x60 cm) for four months. Larvae of nereids 1,250 larvae/ plastic trays. All four plastic trays feed with shrimp larvae meal 2 times/day at 08.30 a.m. and03.30 p.m. After culture 45 days to changing water by slowly for a half of trays everyday at 10.00 p.m. and add treatment seawater at 08.00a.m. Seeing nereids when feeding after culture 47 days. Production and survival rates of 1,2,3and4 plastic trays were 342.55 gm. 204.86 gm. 285.02 gm. and 233.59 gm., survival rate 64.32%, 38.56%, 58.40% and 44.96% respectively. Average length was 13.68 +- 2.86 cm, the average weight was 0.41 +- 0.02 gm. Treatment water parameters pH 8.02, salinity 30 ppt and DO 5.6 PPM. The present study showed the average production was 1,110.44 gm/m2 that for feeding broodstocks in earth pond.
ที่มา: บทคัดย่อ การสัมมนาวิชาการประมง ประจำปี 2546 กรมประมง วันที่ 7 - 9 กรกฏาคม หน้า.79

บทคัดย่อ

แมงดาทะเลเป็นสัตว์น้ำชายฝั่งชนิดหนึ่งที่มีชื่ออยู่ในรายการอาหารทะเลราคาสูงและประชากรที่พบในธรรมชาติลดลงอย่างรวดเร็ว เนื่องจากแมงดาทะเลเพศเมียถูกจับขึ้นมาซื้อขายจำนวนมากทุกวัน จนอาจจะถึงภาวะสูญพันธุ์ได้ในไม่ช้า โดยทั่วไปแมงดาทะเลอาศัยในบริเวณชายฝั่งปากแม่น้ำและป่าชายเลน แต่ปัจจุบันมักพบในบ่อเลี้ยงกุ้งธรรมชาติบริเวณชายฝั่งสมุทรสาคร สมุทรสงคราม และจังหวัดอื่นๆ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งสมุทรสาครจึงได้นำมาทดลองเพาะพันธุ์ โดยเบื้องต้นมีวัตถุประสงค์เพื่อนำไปปล่อยเพิ่มพันธุ์ในธรรมชาติ  แมงดาทะเลที่รวบรวมมาเป็นชนิด Tachypleus gigas ที่ชาวบ้านเรียกว่า “แมงดาจาน” ซึ่งเป็น 1 ใน 2 ชนิดที่พบในประเทศไทย มีขนาดใหญ่กว่า “แมงดาถ้วย” และมีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค พ่อ-แม่พันธุ์มีขนาดเฉลี่ย กระดอง (กว้างxยาว) 34.5x17.5 ซม. และ 42..5x23..5 ซม. ตามลำดับ เมื่อเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ในบ่อซีเมนต์ที่ปูพื้นด้วยทรายปนดิน และให้ปลาเป็ดกินเป็นอาหารประมาณ 1 เดือน ตัวผู้จะเข้าเกาะติดบั้นท้ายตัวเมียตลอดเวลา จากนั้นประมาณ 5-7 วัน ตัวเมียจะใช้ขาคู่ที่ 6 ขุดพื้นทรายให้เป็นหลุม แล้ววางไข่ครั้งละ 200-300 ฟอง ในขณะเดียวกันตัวผู้จะฉีดน้ำเชื้อออกมาผสมกับไข่ทันทีที่ตัวเมียวางไข่ในหลุม และจะมีขบวนการผสมพันธุ์ภายนอกเช่นนี้ 8-12 ครั้งต่อวัน จนกว่าจะวางไข่หมด ซึ่งแม่พันธุ์แมงดาจาน 1 ตัว จะมีปริมาณไข่เฉลี่ย 7,000-9,000 ฟอง/แม่ ไข่มีลักษณะกลมมนสีเหลืองอมเขียว ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5-3.0 มม. มีไข่แดงอยู่ตรงกลางปริมาณมาก และมีไซโตพลาสซึมรอบๆ หลังจากการปฏิสนธิแล้วตัวอ่อนจะพัฒนาอยู่ภายในไข่ โดยสีของเปลือกไข่เปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อนลงทุกวันจนกลายเป็นโปร่งใสและสามารถมองเห็นตัวอ่อนเข้าสู่ระยะ first trilobite อยู่ภายใน ซึ่งระยะนี้ใช้เวลาพัฒนาทุก 30 วัน หลังจากการปฏิสนธิ หลังจากนี้จึงฟักออกจากไข่เป็นตัวอ่อนที่มีลักษณะคล้ายพ่อแม่ โดยมีอัตราการฟักออกเป็นตัวร้อยละ 86 จากจำนวนไข่ที่เก็บมาพักในตะแกรงที่แขวนอยู่ในตู้เพาะฟักและมีน้ำทะเลฆ่าเชื้อความเค็ม 30 ppt ไหลวนตลอดเวลาอุณหภูมิโดยเฉลี่ยที่ตรวจสอบอยู่ในระดับ 29-31.5๐ซ อัตราการรอดตายของตัวอ่อนจนถึงระยะ second trilobite ซึ่งมีขนาดความยาวและความกว้างสูงสุด 13.38x8.75 มม. มีจำนวนร้อยละ 78 ใช้อาร์ทีเมียเป็นอาหารที่ให้ตัวอ่อนกิน