ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

บทคัดย่อ

การเพาะและอนุบาลปลาแขยงใบข้าว ดำเนินการที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดพะเยาระหว่างเดือนพฤษภาคม 2542 ถึงเดือนพฤศจิกายน 2542 การทดลองเพาะพันธุ์แบ่งเป็น 4 ชุดการทดลองโดยชุดการทดลองที่ 1 และ 2 ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate (BUS) ในอัตรา 30 และ 45 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม ร่วมกับยา เสริมฤทธิ์ domperidone (DOM) ในอัตรา 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม ชุดการทดลองที่ 3 ใช้ต่อมใต้สมอง (PG) ในอัตรา 3 โดส ชุดการทดลองที่ 4 ใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ BUS ในอัตรา 30 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับ DOM ในอัตรา 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม และ PG 1.5 โดส แบ่งการฉีดให้แม่ปลา 2 ครั้ง เว้นระยะห่างกัน 6 ชั่วโมง และ มีชุดควบคุมฉีดด้วยน้ำกลั่น ส่วนในปลาเพศผู้ทุกชุดการทดลอง ฉีดด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ BUS ในอัตรา 10 ไมโครกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัมร่วมกับ DOM ในอัตรา10 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักปลา 1 กิโลกรัม ผลการทดลองปรากฏดังนี้ จำนวนแม่ปลาวางไข่เฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 40+-20, 66.7+-30.6, 66.7+-23.1, และ73.3+-11.6 ตามลำดับ อัตราการปฏิสนธิของไข่เฉลี่ยเท่ากับร้อยละ 66.27+-19.08, 54.32+-9.04, 53.89+-32.47 และ 60.29+-8.74 ตามลำดับ อัตราการฟักไข่เฉลี่ย มีค่าเท่ากับร้อยละ 75.52+-29.16, 71.92+-19.84, 61.27+-40.26 และ 69.49+-13.57 ตามลำดับ อัตรารอดของลูกปลาเฉลี่ย มีค่าเท่ากับร้อยละ 83.31+-12.76, 76.37+-22.97, 68.12+-31.94 และ 74.53+-23.84 ตามลำดับ ส่วนชุดควบคุมแม่ปลาไม่วางไข่

บทคัดย่อ

การศึกษาความสามารถการวางไข่ของปลาบู่ทรายในรอบปี ได้ทำการศึกษาในแม่ปลาบู่ทราย 2 ขนาด คือ ขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 380.00 +- 17.68 กรัม ความยาวเฉลี่ย 28.70 + -1.03 เซนติเมตร จำนวน 5 แม่ และขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 657.00 +- 34.57 กรัม ความยาวเฉลี่ย 36.94 + -0.85 เซนติเมตร จำนวน 5 แม่ โดยใช้บ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร กั้นเป็นคอกขนาด 1 x 2 เมตร ด้วยตาข่ายพลาสติกขนาดตา 3 เซนติเมตร จำนวน 10 คอก ปล่อยพ่อแม่ปลาบู่ทรายคอกละ 1 คู่ และทำการตรวจสอบการวางไข่ พบว่าแม่ปลาบู่ทรายขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 380+-17.68 กรัม มีจำนวนรังไข่รวมเฉลี่ยเท่ากับ 11.60+-2.30 รัง จำนวนไข่รวม 1,532,041.97 ฟอง จำนวนไข่เฉลี่ยต่อรังเท่ากับ 26,414.52+-8,162.14 ฟอง และจำนวนลูกปลารวม 1,072,484.38 ตัว และแม่ปลาบู่ทรายขนาดน้ำหนักเฉลี่ย 657.00+-34.57 กรัม มีจำนวนรังไข่เฉลี่ยเท่ากับ 10.60+-4.51 รัง จำนวนไข่รวมเท่ากับ 1,406,690.29 ฟอง จำนวนไข่เฉลี่ยต่อรังเท่ากับ 26,541.33+-7,895.09 ฟอง และจำนวนลูกปลารวมเท่ากับ 914,895.00 ตัว เมื่อนำมาวิเคราะห์ทางสถิติพบว่ามีความแตกต่างกันอย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ (p>0.05)

บทคัดย่อ

การเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์เป็นกิจกรรมที่แพร่หลายในโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนทั่วประเทศ เนื่องจากเลี้ยงแล้วจัดการดูแลรักษาและเก็บผลผลิตมาใช้ประโยชน์ได้ง่าย แต่ในฤดูหนาวพบว่ามีปัญหาในการเลี้ยงเนื่องจากปลาไม่กินอาหาร เติบโตช้า เป็นโรคได้ง่ายและตายในที่สุด โดยเฉพาะในช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนกุมภาพันธ์ ซึ่งนำไปสู่ปัญหาการขาดแคลนวัตถุดิบในการประกอบอาหารสำหรับเลี้ยงเด็กนักเรียนที่ขาดแคลน การทดลองครั้งนี้ดำเนินการด้วยวัตถุประสงค์ที่จะแก้ไขปัญหาการเลี้ยงปลาดุกในบ่อซีเมนต์ในช่วงที่อุณหภูมิของอากาศต่ำที่สุดของฤดูหนาวระหว่างเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2544 ถึง กุมภาพันธ์ ปี พ.ศ. 2545 บนพื้นที่สูงที่โรงเรียนหม่อมเจ้าเจริญใจ จิตพงษ์ อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน การทดลองใช้บ่อซีเมนต์กลมขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.3 เมตร สูง 0.3 เมตร 16 บ่อ แบ่งเป็น 2 ชุด การทดลอง คือ ชุดการทดลองเลี้ยงในสภาพอากาศปกติจำนวน 4 บ่อ (ทำ 2 ซ้ำ) โดยมีบ่อที่ไม่ปล่อยปลา 2 บ่อ คือ บ่อปลาปกติและบ่อปลาที่ล้อมรอบด้วยปุ๋ยหมัก และบ่อที่ปล่อยปลาดุกด้าน (Clarias batrachus Linnaeus)

บทคัดย่อ

การศึกษาผลของความหนาแน่นต่อการอนุบาลลูกปลาดุกอุยในกระชัง ได้ดำเนินการ ณ ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดนครสวรรค์ ระหว่างเดือนตุลาคม 2544 ถึงกันยายน 2545 โดยใช้ลูกปลาดุกอุยอายุ 5 วัน น้ำหนักตัวเฉลี่ย 0.0084 กรัม และความยาวตัวเฉลี่ย 0.97 เซนติเมตร อนุบาลในกระชังที่อัตราความหนาแน่นแตกต่างกัน 3 ระดับ คือ 1,000, 2,000 และ 3,000 ตัว/ลูกบาศก์เมตร โดยทำการทดลอง 2 ชุด ชุดที่ 1อนุบาลจนอายุครบ 30 วัน และชุดที่ 2 อนุบาลจนอายุครบ 20 วันโดยให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปเปอร์เซ็นต์โปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ ในอัตรา 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว/วัน วันละ 3 ครั้ง

บทคัดย่อ

การทดลองขยายพันธุ์ใบพายเขาใหญ่โดยใช้วิธีการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อ พบว่าวิธีการฟอกฆ่าเชื้อเนื้อเยื่อเริ่มต้นที่ได้ผลและมีอัตรารอดสูงที่สุด คือ การฟอกฆ่าเชื้อตายอดใบพายเขาใหญ่ โดยการแช่ในคลอรอกซ์ 10 เปอร์เซ็นต์ นาน 10 นาที ล้างออกด้วยน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง ๆ ละ 2 นาที แล้วแช่ในคลอรอกซ์ 5 เปอร์เซ็นต์ นาน 15 นาที ล้างออกด้วยน้ำกลั่นนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว 3 ครั้ง ๆ ละ 2 นาที จากนั้นจึงนำไปเลี้ยงในอาหารสังเคราะห์สูตร MS ของ Murashige and Skoog (1962) ที่เติมสารควบคุมการเจริญเติบโต 2 ชนิด คือ NAA ความเข้มข้น 0, 0.2, 0.3 และ 0.4 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ BA ความเข้มข้น 0, 1, 2 และ 3 มิลลิกรัมต่อลิตร เป็นเวลา 12 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่าอาหาร MS ที่เติม NAA 0.3 มิลลิกรัมต่อลิตร ร่วมกับ BA 3 มิลลิกรัมต่อลิตร สามารถชักนำให้ตายอดของใบพายเขาใหญ่เกิดต้นอ่อนใหม่ที่มีความแข็งแรงสมบูรณ์ ในปริมาณมากที่สุดอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001) และปริมาณ NAA ที่เพิ่มขึ้นมีแนวโน้มทำให้การชักนำต้นอ่อนของใบพายเขาใหญ่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P<0.001)

บทคัดย่อ

การอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนด้วยอัตราความหนาแน่นต่างระดับ ได้ดำเนินการที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดแพร่ ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนกันยายน 2541 โดยทดลองเปรียบเทียบความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อนตั้งแต่อายุ 2 วัน อนุบาลเป็นระยะเวลา 30 วัน ในตู้กระจกขนาด 45 X 90 X 45 เซนติเมตร เติมน้ำให้ได้ปริมาตร 100 ลิตร โดยมีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 1.70 +- 0.10 มิลลิกรัม และความยาวเริ่มต้นเฉลี่ยเท่ากับ 6.20 +- 0.20 มิลลิเมตร อัตราความหนาแน่นในการอนุบาลต่างกัน 5 ระดับ คือ 1, 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร อาหารที่ให้ในการทดลอง คือ ไรแดง โดยให้กินจนอิ่ม ผลการทดลองพบว่า น้ำหนักเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 283.33+-5.77, 260.00+-0.00, 253.33+-5.77, 210.00+-0.00 และ 196.67+-5.77 มิลลิกรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 28.30+-0.53, 25.07+-0.15, 24.70+-0.35, 21.83+-0.32 และ 20.67+-0.51 มิลลิเมตร ตามลำดับ น้ำหนักและความยาวเฉลี่ยของชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีน้ำหนักและความยาวเฉลี่ยสูงสุด (p<0.05) อัตรารอดตายเฉลี่ยมีค่าเท่ากับ 97.00+-2.65, 91.80+-2.03, 85.90+-1.30, 52.25+-3.56 และ 50.18+-10.41 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ อัตราการรอดตายในชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 1 ตัว/ลิตร มีอัตราการรอดตายสูงสุด และแตกต่างจากชุดการทดลองที่อนุบาลในอัตรา 5, 10, 20 และ 40 ตัว/ลิตร (p<0.05) จากผลการทดลองแสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นที่เหมาะสมในการอนุบาลลูกปลากดหินวัยอ่อน ควรใช้อัตราปล่อย 10 ตัว/ลิตร

บทคัดย่อ

ความหนาแน่นในการอนุบาลลูกปลาเทโพ Pangasius larnaudii (Bocourt) ทำการทดลองในถังไฟเบอร์ ขนาดความจุ 1,000 ลิตร โดยใช้ลูกปลาเทโพ อายุ 7 วัน อัตราความหนาแน่น 3 ระดับ คือ 500, 1,000 และ 1,500 ตัว/ลูกบาศก์เมตร ใช้ระยะเวลาทดลอง 14 วัน โดยในสัปดาห์ที่ 1 ให้ไรแดงเป็นอาหาร และสัปดาห์ที่ 2 เปลี่ยนเป็นอาหารปลาดุกวัยอ่อน ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.21 มิลลิเมตร โปรตีน 32.5 % โดยเปรียบเทียบการเจริญเติบโตและอัตรารอดตาย พบว่าหลังจากอนุบาลลูกปลาเป็นระยะเวลา 14 วัน ลูกปลามีขนาดความยาวเฉลี่ย 3.95+-0.25, 4.21+-0.16 และ 4.37+-0.23 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 0.80+-0.12, 0.96+-0.09 และ1.05+-0.12 กรัม อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ 27.91+-1.08, 29.22+-0.70 และ 29.87+-0.78 เปอร์เซ็นต์ต่อวัน และอัตราการรอดตายเฉลี่ย 29.67+-3.99, 17.54+-2.33 และ 9.51+-2.70 เปอร์เซ็นต์ จากการทดลองพบว่าการเจริญเติบโตของลูกปลา ทั้ง ความยาว น้ำหนัก และอัตราการเจริญเติบโตจำเพาะ ไม่มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p>0.05) แต่อัตราการรอดตายพบว่าที่ระดับความหนาแน่น 500 ตัว/ลูกบาศก์เมตร สูงกว่าอัตราการรอดตายของลูกปลาที่ระดับความหนาแน่น 1,000 และ 1,500 ตัว/ลูกบาศก์เมตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05)

บทคัดย่อ

การทดลองใช้ไมโครชิพฝังในปลาเสือตอที่เลี้ยงในตู้กระจกขนาด กว้าง 0.40 x ยาว 1.20 x สูง 0.45 เมตร ใส่น้ำลึก 0.35 เมตร เป็นระยะเวลา 5 เดือน โดยแบ่งการทดลองออกเป็น 2 ชุด คือ ฝังและไม่ฝังไมโครชิพ ตามลำดับ โดยใช้ปลาเสือตอที่มีน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 529.42+-30.61 และ 541.00+-69.41 กรัม ความยาวเริ่มต้นเฉลี่ย 28.52+-0.20 และ28.68+-0.79 เซนติเมตร ตามลำดับ เมื่อสิ้นสุดการทดลองปลาเสือตอมีน้ำหนักเฉลี่ย 613.33+-39.55 และ 634.98+-70.28 กรัม ตามลำดับ ความยาวเฉลี่ย 29.64+-0.30 และ 29.82+-0.98 ตามลำดับ อัตราการรอดตาย 100 เปอร์เซ็นต์ ทั้ง 2 ชุดการทดลอง เมื่อวิเคราะห์ข้อมูลแล้วผลปรากฎว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติ (p>0.05) ทั้งน้ำหนักเฉลี่ย, ความยาวเฉลี่ย และอัตราการรอดตาย จากการทดลองครั้งนี้สรุปได้ว่าการฝังไมโครชิพในปลาเสือตอเพื่อเป็นเครื่องหมายระบุตัวปลานั้นสามารถทำได้ โดยที่อัตราการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายของปลาเสือตอไม่มีความแตกต่างกันทางสถิติ

บทคัดย่อ

การศึกษาความหนาแน่นที่เหมาะสมต่อการอนุบาลลูกปลาเทพาในระบบน้ำไหลผ่าน ได้ดำเนินการในรางสังกะสี ขนาด 3.0x0.3x0.25 ม3 พร้อมจัดทำระบบน้ำไหลผ่าน อัตราการไหลของน้ำ 4 ลิตรต่อนาที จำนวน 15 ราง เปรียบเทียบความหนาแน่นต่างกัน 5 ระดับ คือ 4,000 8,000 12,000 16,000 และ 20,000 ตัว/ราง หรือ 22, 44, 66, 88 และ 111 ตัว/ลิตร โดยปล่อยลูกปลาเทพาอายุ 4 วัน น้ำหนักเฉลี่ย 0.0045 กรัม และความยาวเฉลี่ย 0.95 เซนติเมตร ทำการสุ่มชั่งวัดขนาดลูกปลาที่อายุ 9 วัน และสรุปผลการศึกษาที่อายุ 18 วันหรือจนลูกปลามีขนาดประมาณ 1 นิ้ว ผลการทดลองพบว่าลูกปลาเทพามีน้ำหนักเฉลี่ยสุดท้ายเท่ากับ 1.57+-0.15, 1.21+-0.04, 1.01+-0.13, 1.19+-0.17 และ 0.92+-0.12 กรัม ความยาวเฉลี่ยเท่ากับ 2.8+-0.06, 2.7+-0.05, 2.6+-0.11, 2.7+-0.06 และ 2.5+-0.05 เซนติเมตร อัตราการเจริญเติบโตจำเพาะเท่ากับ 32.51+-0.52, 31.09+-0.19, 30.06+-0.70, 30.97+-0.78 และ 29.55+-0.70 เปอร์เซ็นต์/วัน น้ำหนักเพิ่มต่อวันเท่ากับ 0.087+-0.008, 0.067+-0.002, 0.056+-0.007, 0.066+-0.010 และ 0.051+-0.007 กรัม และอัตราการรอดตายเท่ากับ 63.39+-7.30, 52.48+-2.60, 45.52+-2.30, 27.55+-0.92 และ 34.52+-6.61 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ โดยที่อัตราความหนาแน่น 4,000 ตัว/ราง มีค่าการเจริญเติบโตและอัตราการรอดตายสูงกว่าทุกชุดการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) ที่อัตราความหนาแน่น 8,000 และ 12,000 ตัว/ราง มีค่าอัตราการรอดตายสูงกว่าที่อัตราความหนาแน่น 16,000 และ 20,000 ตัว/ราง และมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) และเมื่อพิจารณาทั้งในด้านการเจริญเติบโต อัตราการรอดตายและต้นทุนการผลิตแล้วอัตราความหนาแน่น 4,000ตัว/ราง มีความเหมาะสมที่สุดที่จะอนุบาลลูกปลาเทพาในรางระบบน้ำไหลผ่านให้ได้ขนาด 1 นิ้ว

บทคัดย่อ

การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาและเปรียบเทียบการเจริญเติบโต อัตราการรอดตาย และต้นทุนการผลิต ในการเลี้ยงหอยขมในกระชัง โดยใช้แผนการทดลองแบบ สุ่มในบล็อกแบบสมบูรณ์ (RCBD) แบ่งการทดลองออกเป็น 3 บล็อก โดยบล็อกที่ 1 อยู่บริเวณขอบบ่อด้านซ้ายมือ บล็อกที่ 2 อยู่บริเวณกลางบ่อ บล็อกที่ 3 อยู่บริเวณขอบบ่อด้านขวามือ แต่ละบล็อกมี 5 สิ่งทดลอง (Treatment) โดยสิ่งทดลองแบ่งตามอัตราความหนาแน่น 5 ระดับ คือ 100, 200, 300, 400, 500 ตัว ต่อกระชัง กระชังขนาด 1x1x0.8 เมตร ทดลองในบ่อดินขนาด 800 ตารางเมตร เก็บรวบรวมข้อมูลทุก 2 สัปดาห์ เป็นเวลา 8 สัปดาห์