ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

บทคัดย่อ

สำรวจคุณภาพปลากะตักตากแห้งและกระบวนการผลิตจากแหล่งผลิตทางภาคใต้และตะวันออก โดยมีจำนวนตัวอย่างจากภาคใต้ 65 ตัวอย่าง จากภาคตะวันออก 15 ตัวอย่าง และจากร้านค้าทั่วไปที่ไม่รู้แหล่งผลิตอีก 74 ตัวอย่าง ตรวจวิเคราะห์คุณภาพตัวอย่างทั้งหมดด้านกายภาพ เคมี และจุลินทรีย์ จากการสำรวจพบว่า การผลิตปลากะตักตากแห้งมี 3 ลักษณะ คือ นำปลาสดมาตากแห้งโดยตรง ปลาสดต้มในน้ำเกลือก่อนตากแห้ง และปลาขนาดเล็กต้มในน้ำเกลือแล้วผึ่งพอหมาด ปลากะตักตากแห้งแบ่งออกเป็น 3 ขนาด ไดัแก่ ใหญ่ กลาง และเล็ก ซึ่งกำหนดความยาวตัวที่ มากกว่า 6.5 ซม. 3.5-6.5 ซม. และน้อยกว่า 3.5 ซม. ตามลำดับ การตรวจคุณภาพด้านประสาทสัมผัสซึ่งแบ่งระดับคุณภาพปลากะตักตากแห้งเป็น 4 ระดับ ดีมาก 8-9 คะแนน ดี 7 คะแนน พอใช้ 5-6 คะแนน

บทคัดย่อ

ศึกษาการใช้ไคโตซานในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรีย 4 ชนิด คือ Escherichia coli Staphylococcus aureus Vibrio cholerae และ Salmonella Weltevreden โดยผสมสารละลายไคโตซานที่มีน้ำหนักโมเลกุล 106 ดาลตัน และ ดีอเซททิลเลชัน นัมเบอร์ 90% ความเข้มข้น 0.001% 0.01% 0.1% และ 1%และนำเชื้อแต่ละชนิดที่เตรียมไว้มา inoculate ลงไปในอาหารเลี้ยงเชื้อ nutrient broth แล้วตรวจผลการเจริญของเชื้อโดยวัดค่า Absorbance ที่ 550 nm และเทียบเป็นจำนวน cell โดยใช้กราฟมาตรฐานของเชื้อที่เตรียมไว้ จากการทดลองพบว่า ระดับความเข้มข้นของสารละลายไคโตซานที่0.001% ไม่มีผลในการยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียทั้ง 4 ชนิด ในขณะที่ความเข้มข้นที่ 0.01%สามารถยับยั้งเฉพาะการเจริญของเชื้อ Staphylococcus aureus เท่านั้น แต่ที่ระดับความเข้มข้นเพิ่มเป็น 0.1 % สามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อแบคทีเรียที่ใช้ทดสอบทั้ง 4 ชนิด โดยพบว่าไคโตซานมีผลต่อการเจริญของเชื้อ Staphylococcus aureus มากที่สุด รองลงมาคือ Vibrio cholerae Salmonella Weltevreden และEscherichia coli ตามลำดับ

บทคัดย่อ

การเพาะพันธุ์ปลาในแหล่งน้ำที่ห่างไกลจากหมู่บ้านและขาดแคลนสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า นั้นยากจะดำเนินการได้ ดังนั้นเกษตรกรจึงต้องซื้อพันธุ์ปลาจากแหล่งต่างๆ มาปล่อยให้เจริญเติบโต เป็นการเพิ่มภาระรายจ่ายและไม่สามารถคัดเลือกพันธุ์ปลาที่ดีได้เอง การประดิษฐ์เครื่องเพาะพันธุ์ปลาแบบเคลื่อนที่นี้ดำเนินการตามแนวคิดที่ต้องการให้เจ้าหน้าที่ของกรมประมงสามารถถ่ายทอดเทคโนโลยีการเพาะพันธุ์ปลาในแหล่งน้ำได้แม้ว่าแหล่งน้ำจะอยู่ไกลและไม่มีไฟฟ้าก็ตาม เครื่องเพาะพันธุ์ปลาประกอบด้วยเครื่องยนต์ เครื่องสูบน้ำ เครื่องปั้มลม ชุดอ่างผ้าใบ ท่อน้ำ ถุงกรองใยแก้ว ได้ศึกษาประสิทธิภาพของเครื่องมือโดยการเพาะพันธุ์ปลาตะเพียนขาวด้วยวิธีผสมเทียม 12 ครั้ง ในแหล่งน้ำต่างๆ ในจังหวัดยโสธร มีอัตราการผสมติดของไข่ปลาเฉลี่ยร้อยละ 78 เมื่อปล่อยไข่ที่ผสมแล้วลงฟักในชุดเพาะพันธุ์ปลาเคลื่อนที่และเลี้ยงเป็นเวลา 5,10 และ 15 วัน พบว่าปลาวัยอ่อนมีอัตรารอดโดยเฉลี่ยร้อยละ 69, 61.5 และ 58 ตามลำดับ การทดลองสรุปว่าอัตราการรอดหลังจากผสมเทียมแล้วได้ผลดีในช่วงระยะเวลาไม่เกิน 5 วัน หลังจากนั้นจะลดลง ซึ่งหากนำไปใช้ในแหล่งน้ำที่ห่างไกลแล้วเลี้ยงในระยะสั้นก่อนปล่อยลงแหล่งน้ำสามารถเป็นแหล่งถ่ายทอดเทคโนโลยีให้เกษตรกรได้เป็นอย่างดี

บทคัดย่อ

การศึกษานิเวศวิทยาปลาและผลจับปลาในลำน้ำสงครามจากการทำการประมงด้วยเครื่องมือโต่งได้ดำเนินการในช่วงน้ำสงครามลดระดับลงระหว่างเดือนกันยายนถึงเดือนตุลาคม 2544 โดยสุ่มตัวอย่างและรวบรวมข้อมูลจาก 7 พื้นที่ เริ่มตั้งแต่บ้านปากอูน อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ถึงบ้านนาหวาย อำเภออากาศอำนวย จังหวัดสกลนคร พร้อมทั้งประมวลข้อมูลอุทกวิทยาของลุ่มน้ำและวัดความเร็วกระแสน้ำ แล้วนำข้อมูลไปวิเคราะห์และประเมินค่าดัชนีทางนิเวศวิทยา โครงสร้างประชาคม การแพร่กระจาย และการทำการประมง ตลอดจนการวิเคราะห์สถิติด้วยวิธีวิเคราะห์การจัดกลุ่มและการจัดลำดับ

บทคัดย่อ

การสำรวจชลชีววิทยาและทรัพยากรประมงในแม่น้ำน่าน ช่วงที่ไหลพาดผ่านเขตจังหวัดพิษณุโลก ซึ่งมีความยาวลำน้ำประมาณ 56 กิโลเมตร โดยแบ่งลำน้ำออกเป็น 4 ส่วน ได้จุดสำรวจ 5 จุดสำรวจ ห่างกันตามความยาวลำน้ำจุดละประมาณ 10 กิโลเมตร ทำการสำรวจทุก 3 เดือนต่อเนื่องกัน จำนวน 4 ครั้ง (n = 20) ตั้งแต่เดือนกรกฎาคม เดือนตุลาคม พ.ศ. 2543 เดือนมกราคม และเดือนเมษายน พ.ศ. 2544

บทคัดย่อ

การสำรวจชลชีววิทยาและทรัพยากรประมงในอ่างเก็บน้ำบางพระ จังหวัดชลบุรี หลังจากเก็บกักน้ำ ครบ24 ปี ในปี พ.ศ. 2542 ปรากฏผลดังต่อไปนี้ คุณสมบัติทางกายภาพความโปร่งแสงบริเวณหน้าเขื่อนและกลางอ่างเก็บน้ำค่อนข้างใสประมาณ 160–180 เซนติเมตร แต่บริเวณทางน้ำเข้าน้ำขุ่นประมาณ 20 เซนติเมตร อุณหภูมิน้ำ 26.0-36.0 ํ องศาเซลเซียสทางด้านเคมี pH 6.0-8.2 ปริมาณออกซิเจนละลาย 4.0-7.8 มิลลิกรัม/ลิตร ความเป็นด่าง 22-57 มิลลิกรัม/ลิตร และความกระด้าง 20-60 มิลลิกรัม/ลิตร

บทคัดย่อ

การศึกษาความชุกชุม ความหลากหลาย และการแพร่กระจายของแพลงก์ตอนในแม่น้ำตรัง จังหวัดตรัง จากการสุ่มตัวอย่างจำนวน 8 จุดสำรวจ เก็บตัวอย่างทุกเดือน ระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือนธันวาคม 2541 รวม 12 ครั้ง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าดัชนีโครงสร้างประชาคมแพลงก์ตอนและนิเวศวิทยาต่าง ๆ และการวิเคราะห์ Multivariate ของการจัดกลุ่มแบบ Cluster Analysis และ Multi Dimensional Scaling เพื่อศึกษาลักษณะการเปลี่ยนแปลงและการแบ่งกลุ่มของคุณภาพน้ำ และประชาคมแพลงก์ตอนในระหว่างจุดสำรวจ และเดือนที่สำรวจ

บทคัดย่อ

การศึกษาชีววิทยาบางประการของปลากระดี่นาง Trichogaster microlepis (Gunther, 1861) ในบึงสีไฟ จังหวัดพิจิตร ได้ดำเนินการในรอบปีระหว่างเดือนตุลาคม 2543 ถึงเดือน กันยายน 2544 โดยสุ่มตัวอย่างเดือนละครั้ง ด้วยเครื่องมือลอบและลากอวนทับตลิ่ง ในเขตตำบลท่าหลวง ตำบลคลอง คะเชนทร์ ตำบลโรงช้าง และตำบลเมืองเก่า อำเภอเมือง ผลการศึกษาพบตัวอย่างปลากระดี่นางที่รวบรวมได้ จำนวน 402 ตัวอย่าง ประกอบด้วยปลากระดี่นางเพศผู้ 185 ตัว มีความยาวเฉลี่ย 11.78+-1.41 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 18.21+-6.72 กรัม และปลากระดี่นางเพศเมีย จำนวน 217 ตัว มีความยาวเฉลี่ย 11.91+-1.37 เซนติเมตร น้ำหนักเฉลี่ย 18.54+-6.95 กรัม อัตราส่วนเพศผู้:เพศเมีย เท่ากับ 1:1.17 ผลการศึกษา พบว่าปลากระดี่นางมีรูปร่างลักษณะโดยทั่วไปคล้ายคลึงกับปลากระดี่หม้อ แต่ตามลำตัวและครีบไม่มีลาย ลำตัวมีสีขาวเงินหรือสีฟ้าอ่อน ครีบต่างๆ มีสีขาว พบอาศัยอยู่บริเวณน้ำนิ่งไม่ลึกมากนัก ตามกอหญ้าและพันธุ์ไม้น้ำ ก่อหวอดวางไข่ จากการตรวจสอบอาหารในกระเพาะอาหาร พบว่าปลากระดี่นางเป็นปลากินแพลงก์ตอนเป็นอาหาร มีอัตราส่วนความยาวลำไส้ต่อความยาวตัวเท่ากับ 1:0.35 ชนิดอาหารที่พบในกระเพาะอาหารประกอบด้วยแพลงก์ตอนพืชร้อยละ 38.73 แพลงก์ตอนสัตว์ร้อยละ 36.03 และตัวอ่อนแมลงร้อยละ 25.24

บทคัดย่อ

การเพาะพันธุ์เขียดหลังขาว ดำเนินการที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดแม่ฮ่องสอน ตั้งแต่ ตุลาคม 2544 – กันยายน 2545 พ่อแม่พันธุ์เขียดหลังขาวที่ใช้ทดลองรวบรวมจากธรรมชาติ บริเวณแหล่งน้ำและทุ่งนาบ้านท่าโป่งแดงและบ้านห้วยเสือเฒ่า ในเขตตำบลผาบ่อง อำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน แล้วคัดพ่อแม่พันธุ์ที่สมบูรณ์เพศนำมาทดลองเปรียบเทียบการเพาะพันธุ์ โดยวิธีไม่ฉีดฮอร์โมนกระตุ้น กับฉีดฮอร์โมนกระตุ้นให้พ่อแม่เขียดวางไข่ โดยการใช้ฮอร์โมนสังเคราะห์ LHRHa (buserelin acetate) ฉีดครั้งเดียวในอัตรา 20 ไมโครกรัม/กิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ domperidone 10 มิลลิกรัม/กิโลกรัม แล้วปล่อยให้ผสมพันธุ์กันเองตามธรรมชาติในบ่อปูนขนาด 6 ตารางเมตร ที่จัดสภาพเลียนแบบธรรมชาติ แต่ละชุดการทดลองใช้พ่อแม่พันธุ์จำนวน 4 คู่ ทดลองเพาะพันธุ์จำนวน 6 ครั้ง พ่อเขียดหลังขาวมีขนาดน้ำหนักตัว 5.2-11.3 กรัม ส่วนแม่เขียดหลังขาวจะมีขนาดใหญ่กว่ามีน้ำหนักตัว 8.7-28.5 กรัม ผลปรากฏว่าชุดที่ฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์สามารถกระตุ้นให้แม่เขียดหลังขาววางไข่ได้โดยวางไข่ในเวลา 4 -35 ชั่วโมงหลังการฉีดฮอร์โมน แม่กบวางไข่ 79.2+-18.82 เปอร์เซ็นต์ น้ำหนักไข่เฉลี่ย 3.7+-1.09 กรัม จำนวนไข่เฉลี่ย 1,530.7+-328.94 ฟอง อัตราการผสมติด 60.0+-21.49 เปอร์เซ็นต์ อัตราการฟักเป็นตัว 51.2+-27.73 เปอร์เซ็นต์ และมีจำนวนลูกเฉลี่ย 692.2+-466.42 ลูกเขียดหลังขาวที่อนุบาลจนมีลักษณะเหมือนตัวเต็มวัยมีอัตรารอดตายเฉลี่ย 96.3+-1.33 เปอร์เซ็นต์ ส่วนชุดที่ไม่ฉีดฮอร์โมนแม่เขียดหลังขาววางไข่แต่น้อยครั้งและใช้เวลานานมาก

บทคัดย่อ

การเพาะพันธุ์ปลาหมอในสภาพน้ำพรุ ดำเนินการทดลอง ณ พื้นที่พรุดอนนา จังหวัดปัตตานี ระหว่างเดือนสิงหาคม-พฤศจิกายน พ.ศ. 2542 โดยรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ปลาหมอจากพรุดอนนา นำมาเลี้ยงในกระชังเป็นเวลา 2 เดือน คัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ปลาที่มีความสมบูรณ์เพศทำการเพาะพันธุ์โดยวิธีการฉีดกระตุ้นด้วยฮอร์โมนสังเคราะห์ buserelin acetate ในระดับความเข้มข้น 5, 10, 15 และ 20 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัม ร่วมกับยาเสริมฤทธิ์ domperidone 10 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัมในทุกระดับความเข้มข้นของฮอร์โมน ฉีดกระตุ้นพ่อแม่พันธุ์ปลาเพียงครั้งเดียว แล้วปล่อยให้ผสมพันธุ์วางไข่ในน้ำพรุที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง(pH) เท่ากับ 2.9, 4.3, 4.9 และ 5.6 ในสัดส่วนเพศผู้ต่อเพศเมียเท่ากับ 2 : 1 พบว่าที่ระดับความเข้มข้นของฮอร์โมน 5 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมไม่สามารถกระตุ้นให้พ่อแม่พันธุ์ปลาหมอผสมพันธุ์วางไข่ในทุกค่าความเป็นกรดเป็นด่าง(pH)ของน้ำพรุ ในขณะที่ระดับความเข้มข้นของฮอร์โมน 10, 15 และ 20 ไมโครกรัมต่อกิโลกรัมสามารถกระตุ้นให้พ่อแม่พันธุ์ปลาหมอผสมพันธุ์วางไข่ได้ในน้ำพรุที่มีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) เท่ากับ 4.3, 4.9 และ 5.6 โดยมีระยะเวลาตกไข่ จำนวนแม่พันธุ์ที่ตกไข่ อัตราการผสม อัตราการฟัก และอัตรารอด ไม่แตกต่างกันทางสถิติ (p>0.05)