อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

บทคัดย่อ

เพาะเลี้ยงปลาหมึกหูช้างเพื่อศึกษาความเป็นไปได้และความเหมาะสมสำหรับการเพาะเลี้ยงเป็นสัตว์น้ำสวยงาม โดยเริ่มจากการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากบริเวณปากน้ำประแสร์ จ.ระยอง มาให้ผสมพันธุ์และวางไข่ในบ่อทดลอง ไข่ปลาหมึกหูช้างเป็นแบบไข่เดี่ยว ใช้เวลาในการฟัก 14.0+-1.8 วันที่ 28 ซ. ลูกปลาหมึกแรกเกิดมีความยาวลำตัวเฉลี่ย 2.20+-0.04 ซม. น้ำหนัก 0.0041+-0.0006 กรัม แรกฟักให้ลูกกุ้งทะเล(Penaeus merguiensis, P. monodon)มีชีวิตระยะ mysis เป็นอาหารจนถึง 10 วัน และลูกกุ้งระยะ postlarva พร้อมกับเคยตาดำ(Mesopodopsis orientalis)จนถึงอายุ 40 วัน เมื่ออายุ 30 วันเริ่มให้กุ้งกระต่อม(Palaemon styliferus) และเคยตาแดง(Acetes spp.) ตลอดจนหัดให้กินเนื้อปลาหั่นเป็นชิ้น และเริ่มให้ปลาบู่แคระ(Stigmatogobius romeri)มีชีวิตเมื่ออายุ 50 วัน

บทคัดย่อ

ลูกหอยเป๋าฮื้อจากศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ นำมาอนุบาลในบ่อซีเมนต์ขนาด 2 ตัน จำนวน 2 บ่อ เพื่อให้ลูกหอยมีการปรับสภาพเข้ากับสิ่งแวดล้อมของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดปัตตานี แล้วจึงนำมาเลี้ยงในถังพลาสติกขนาดความจุ 20ลิตร โดยแขวนกับไม้ในบ่อซีเมนต์ขนาด 8 ตัน จำนวน 9 ถัง โดยมีขนาดความกว้าง ยาว น้ำหนักเฉลี่ยเริ่มต้น เท่ากับ 1.06+- 0.04 ซ.ม., 1.93+- 0.04 ซม., 1.78+- 0.04 กรัม ตามลำดับ ให้อาหารสาหร่ายผมนางชนิด Gracilaria fisheri เป็นอาหาร เริ่มเลี้ยงในถังตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2545 ถึงวันที่ 30 เมษายน 2546 รวมระยะเวลา 395 วัน

บทคัดย่อ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ได้ทำการผลิตลูกหอยมุกจาน Pinctada maxima (Jameson)จากการเพาะพันธุ์ โดยทำการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์จากฝั่งทะเลอันดามัน ที่จังหวัดภูเก็ต นำมากระตุ้นให้ปล่อยเซลล์สืบพันธุ์ โดยใช้วิธีการเปลี่ยนถ่ายน้ำสลับกับการปล่อยแห้ง วิธีการอนุบาลลูกหอยใช้วิธีการเช่นเดียวกับการอนุบาลลูกหอยสองฝาทั่วไป วัสดุที่ใช้สำหรับล่อให้ลูกหอยลงเกาะคือ ตาข่ายพรางแสง, ตาข่ายพลาสติก และเชือกไนล่อน อาหารที่ใช้ในการอนุบาลลูกหอยตั้งแต่ระยะว่ายน้ำ จนถึงระยะวัยรุ่น คือแพลงก์ตอนพืชเซลล์เดียวชนิดต่างๆ ได้แก่ Isochrysis galbana, Chaetoceros calcitrans, Chlamydomonas sp. และ Tetraselmis sp.

บทคัดย่อ

การเลี้ยงหอยหวานในกระบะพลาสติก เริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2544 ถึงเดือนมกราคม 2545 เป็นระยะเวลา 7 เดือน มี 3 ชุดการทดลอง ชุดที่ 1 เป็นการเลี้ยงที่ไม่มีกระบะพลาสติกมีอัตราความหนาแน่น 350 ตัว/ม2 จำนวน 462 ตัว/ถัง, ชุดที่ 2 เลี้ยงในกระบะพลาสติกมีอัตราความหนาแน่น 350 ตัว/ม2 จำนวน 462 ตัว/ถัง, และชุดที่ 3 เลี้ยงในกระบะพลาสติก มีอัตราความหนาแน่น 350 ตัว/ม2 จำนวนกระบะเป็น 2 เท่าของชุดที่มี 924 ตัว/ถัง พบว่าชุดทดลองที่ 1 มีอัตราการเจริญเติบโตขนาดความยาว 0.008 ซม./วัน ความกว้าง 0.005 ซม./วัน และน้ำหนัก 0.058 กรัม/วัน, มี FCR เฉลี่ย 2.96+-0.26, อัตราการรอดตายเฉลี่ย 95.81+-1.32% มีผลผลิตรวมเฉลี่ย 7, 193.33+- 575.12 กรัม,

บทคัดย่อ

     กรมประมงสามารถเลี้ยงกุ้งกุลาดำให้มีไข่แก่ในบ่อดิน และได้ดำเนินการให้เป็นพันธุ์เพาะเลี้ยง (Domestication) เพื่อผลิตพ่อแม่พันธุ์กุ้งกุลาดำทดแทนการจับจากธรรมชาติ ดังนั้นการนำเครื่องหมายพันธุกรรมไมโครแซททัลไลท์มาใช้ตรวจสอบความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูกของกุ้งกุลาดำ จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการนำข้อมูลนี้ไปใช้เป็นเครื่องหมายในการคัดเลือกพันธุ์กุ้งกุลาดำต่อไป ดำเนินการเพาะผสมเทียมกุ้งกุลาดำ และอนุบาลลูกกุ้งจนมีขนาด P50 ทำการสกัดดีเอ็นเอ และศึกษารูปแบบเครื่องหมายดีเอ็นเอ Microsatellite Markers ของพ่อแม่ลูกกุ้งกุลาดำ ด้วยวิธี PCR (polymerase chain reaction) โดยใช้ไพร์เมอร์ของกุ้งกุลาดำ หลังจากนั้นนำไปแยกความแตกต่างหารูปแบบ Microsattelite Marker ของกุ้งกุลาดำแต่ละตัว โดยทำอิเล็คโทรโฟริซีสบน 6% denaturing polyacrylamide gel เสร็จแล้วย้อมดูแถบดีเอ็นเอด้วยซิลเวอร์ไนเตรท (Silver stain)

บทคัดย่อ

การตรวจหาเชื้อไวรัส MBV ในลูกกุ้งกุลาดำระยะวัยอ่อน (Postlarva) จากฟาร์มเพาะฟักในจังหวัดภูเก็ต ระหว่างเดือนตุลาคม 2543 ถึง เดือนกันยายน 2544 จำนวน 1,189 ตัวอย่าง พบลูกกุ้งกุลาดำติดเชื้อไวรัสMBV 885 ตัวอย่าง (74.43%) โดยพบการติดเชื้อไวรัสMBV สูงสุดในเดือนพฤศจิกายน 95%, ต่ำสุดในเดือนกันยายน 47% ได้แบ่งระดับการติดเชื้อไวรัสMBV ในลูกกุ้งกุลาดำตามปริมาณ Occusion body ที่พบออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้คือ 1.ตรวจไม่พบเชื้อไวรัสMBV พบสูงสุดในเดือนกันยายน 53%, 2.ตรวจพบเชื้อไวรัสMBV น้อย พบสูงสุดในเดือนธันวาคม 34%, 3.พบเชื้อไวรัสMBV ปานกลาง พบสูงสุดในเดือนตุลาคม 37%, 4. พบเชื้อไวรัสMBV มาก พบสูงสุดในเดือนพฤษภาคม 49%,

บทคัดย่อ

พยาธิ กรีการีน ได้ถูกค้นพบในวงการเลี้ยงกุ้งกุลาดำในประเทศไทยเมื่อหลายปีมาแล้วในลูกกุ้งวัยอ่อน การติดเชื้อพยาธิ กรีการีน อย่างรุนแรงมีผลต่ออัตราการเจริญเติบโตที่ลดลงและอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อกุ้ง (FCRs) เพิ่มมากขึ้น ในการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการใช้กระเทียมสดบดละเอียดในอัตราส่วน 10 กรัม คลุกผสมอาหารกุ้งชนิดเม็ด 1 กิโลกรัม ให้กุ้งวัยอ่อนที่ติดพยาธิกรีการรีน กินวันละ 5 มื้อ ติดต่อกันเป็นเวลา 30 วัน และทำการตรวจสอบโดยการเก็บตัวอย่างกุ้งจำนวน 20 ตัว ทุกสัปดาห์ทั้งก่อนและหลังการรักษาด้วยกระเทียมสดบดละเอียด ตามวิธีการของเดวิดสัน (Davidson ‘s fixative process) จากการตรวจสอบตัวอย่างทางเนื้อเยื่อวิทยาพบว่า จำนวนพยาธิ กรีการีน ที่พบในตัวกุ้งลดลงภายใน 2 สัปดาห์ และตรวจไม่พบหลังจากการรักษาไปได้ 30 วัน ดังนั้น พอจะกล่าวได้ว่าการใช้กระเทียมสดบดละเอียดเป็นสมุนไพรสามารถใช้ในการลดปริมาณและกำจัดพยาธิ กรีการีนที่ติดเชื้อในตัวกุ้งได้

บทคัดย่อ

อิริโดไวรัสทำให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงปลาทะเลและปลาสวยงามน้ำจืด ในการศึกษาในครั้งนี้ได้แยกอิริโดไวรัสจากปลากะพง (Lateolabrax spp) วัยอ่อน ที่รวบรวมจากบริเวณทะเลจีนใต้ ปลากะพงแดง (Chrisophylus (=Paglus) major) ที่เลี้ยงในประเทศญี่ปุ่น ปลากะรัง (Epinephelus spp )ในประเทศไทย และจากปลาสวยงามน้ำจืดคือ ปลา African lampeye (Aplocheilichthys normani) และปลากระดี่แคระ (Colisa lalia) จากประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย ปลาที่ทำการศึกษาทั้งหมดแสดงอาการป่วยและมีลักษณะการเปลี่ยนทางเนื้อเยื่อที่เหมือนกัน โดยพบการเกิดของ inclusion body และการตายของเซลในส่วนของ เซลม้ามและตับ ลักษณะของไวรัสที่แยกได้ เป็นรูปหกเหลี่ยม มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 140-200 nm.

บทคัดย่อ

ได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณการตกค้างของยาปฏิชีวนะออกซีเตทตราไซคลินในกุ้งก้ามกราม จำนวน 120 ตัวอย่าง ซึ่งสุ่มจากบ่อเลี้ยงใน 3 จังหวัด คือ สุพรรณบุรี นครปฐม และราชบุรี ระหว่างปี 2543 – 2544 โดยแบ่งวิเคราะห์เป็นส่วนเนื้อและส่วนหัว พบว่าปริมาณยาปฏิชีวนะออกซีเตทตราไซคลินตกค้างในส่วนของเนื้อกุ้งที่อยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ร้อยละ 88.33 ซึ่งแบ่งเป็นตัวอย่างที่ตรวจไม่พบร้อยละ34.17 พบตกค้างในเกณฑ์มาตรฐาน (ไม่เกิน 0.1 มก./กก.) ร้อยละ 54.17 และเกินมาตรฐานร้อยละ 11.67 สำหรับในส่วนหัวพบปริมาณยาปฏิชีวนะออกซีเตทตราไซคลินตกค้างอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ร้อยละ 61.67 ซึ่งแบ่งเป็นตัวอย่างที่ตรวจไม่พบร้อยละ 17.50 พบตกค้างในเกณฑ์มาตรฐานร้อยละ 44.17 และเกินมาตรฐานร้อยละ 38.33

บทคัดย่อ

ศึกษาคุณลักษณะน้ำปลาไทยและจัดทำแบบทดสอบทางประสาทสัมผัสพร้อมฝึกผู้ทดสอบสำหรับการชิม สุ่มตัวอย่างน้ำปลาทุกชั้นคุณภาพมาทดสอบ โดยแบ่งลักษณะที่ประเมินออกเป็น สี กลิ่น และรสชาติ ได้แบบทดสอบที่กำหนดคะแนนระดับคุณภาพเป็น 1-9 คะแนน คุณภาพต่ำสุดคือ 1 คะแนน คุณภาพสูงสุดคือ 9 คะแนน ได้เอกลักษณ์น้ำปลาแท้ของไทย คือ น้ำปลาแท้ต้องมีสีน้ำตาลแกมแดงใสไม่มีตะกอน มีกลิ่นหอมของน้ำปลาที่หมักได้ที่ อาจมีกลิ่นของกะปิ มีกลิ่นคล้ายน้ำต้มเนื้อหรือน้ำต้มปลา มีรสเค็มจัดและมีรสหวานจากเนื้อปลาตามมา โดยค่าสีวัดเป็นค่า L*, a*, b* ด้วยเครื่อง Chroma meter ได้เท่ากับ 69.56 - 73.73, +16.38 ถึง +24.76 และ +83.72 ถึง + 99.38 ตามลำดับ มีปริมาณเกลือไม่ต่ำกว่า 200 กรัม/ลิตร และมีปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (TN) มากกว่า 10 กรัม/ลิตร