อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

บทคัดย่อ

การศึกษาความต้องการโปรตีนในอาหารปลาตะเพียนทองที่ระดับ 20, 25, 30, 35 และ 40% โดยมีค่าของพลังงานในอาหารเท่ากัน 400 กิโลแคลอรีต่อ 100 กรัม ให้อาหารแก่ปลาที่มีน้ำหนักเริ่มต้น 1.02 กรัมต่อตัว เลี้ยงปลาโดยให้กินอาหารจนอิ่มวันละ 2 ครั้งเป็นเวลา 8 สัปดาห์ ในตู้กระจกที่มีปริมาตรของน้ำ 120 ลิตรพร้อมให้อากาศ ผลการทดลองพบว่า ปลาที่ได้รับอาหารโปรตีน 35 และ 40% ทำให้ปลามีค่าน้ำหนักเฉลี่ยเมื่อสิ้นสุดการทดลอง เปอร์เซ็นต์น้ำหนักเพิ่ม

บทคัดย่อ

การศึกษาเรื่องอาหารที่เหมาะสมในการอนุบาลลูกปลาจาดระยะต่าง ๆ 3 ระยะในตู้กระจก ขนาด 45 X 90 X 40 เซนติเมตร ระดับน้ำลึก 30 เซนติเมตร ชุดการทดลองละ 3 ซ้ำ ได้ดำเนินการทดลองที่สถานีประมงน้ำจืดจังหวัดเพชรบุรี ตั้งแต่เดือนกันยายน-ธันวาคม 2543 เพื่อต้องการทราบชนิดอาหารที่เหมาะสมในการอนุบาลลูกปลาจาดแต่ละระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ลูกปลาจาด อายุ 3-13 วัน อนุบาลด้วยไข่แดงต้มสุกบดละเอียด, รำละเอียด, ปลาป่นบดละเอียด, คลอเรลลา, โรติเฟอร์ และลูกไรแดง ระยะที่ 2 ลูกปลาปลาจาดอายุ 14-30 วัน อนุบาลด้วยโรติเฟอร์, รำละเอียด, ปลาป่นบดละเอียด, และลูกไรแดง และระยะที่ 3 ลูกปลาจาดอายุ 25-45 วัน อนุบาลด้วยไรแดง, รำละเอียด, ปลาป่นบดละเอียด และอาหารเม็ดปลากินพืช ผลการทดลองพบว่า โรติเฟอร์, ลูกไรแดง และไรแดง เป็นอาหารที่เหมาะสมที่สุดในการอนุบาลลูกปลาจาด อายุ 3-13 วัน, 14-30 วัน และ 25-45 วัน ตามลำดับ เมื่อพิจารณาทั้งด้านอัตรารอดและการเจริญเติบโต โดยเฉพาะด้านอัตรารอดมีค่าสูงถึง 90.93+-3.00, 99.67+-0.17 และ 98.11+-2.41 เปอร์เซ็นต์ ตามลำดับ

บทคัดย่อ

การศึกษาผลผลิตปลานิลที่เลี้ยงในกระชังที่อ่างเก็บน้ำเขื่อนภูมิพล เริ่มทำการศึกษาระหว่างเดือนสิงหาคมถึงตุลาคม โดยใช้ความถี่ในการให้อาหารแตกต่างกัน 4 แบบ ดังนี้ ให้อาหารทุกวัน ให้อาหารวันเว้นวัน ให้อาหาร 2 วันเว้นวัน และให้อาหาร 3 วันเว้นวันโดยปล่อยพันธุ์ปลานิลเพศผู้ที่มีน้ำหนักเฉลี่ย 50.27+- 0.04–50.50+- 0.43 กรัม และขนาดความยาวเฉลี่ย 13.06+- 0.05 –13.44+- 0.26 เซนติเมตร ลงเลี้ยงในกระชังขนาด 2.4 x 2.8 x 3.0 เมตร ด้วยอัตราปล่อย 50 ตัว/ลูกบาศก์เมตร จำนวน 16กระชัง ให้กินอาหารเม็ดสำเร็จรูปแบบลอยน้ำระดับโปรตีน 30 เปอร์เซ็นต์ โดยให้กินจนอิ่มวันละ 2 ครั้ง เวลาเช้าและเย็น ทดลองเลี้ยงนาน 90 วัน ตั้งแต่เดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม 2542 พบว่าปลาทดลองทุกชุดการทดลองมีความยาวสุดท้ายเฉลี่ย 24.37+- 0.65, 24.92+- 0.57, 24.49+- 0.16 และ 24.16+- 0.97 เซนติเมตร ตามลำดับไม่แตกต่างกัน และน้ำหนักสุดท้ายเฉลี่ยของปลาที่ให้อาหารทุกวันสูงกว่ากลุ่มอื่น ๆ อย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) โดยมีน้ำหนัก 359.11+- 5.05, 300.42+- 4.98, 303.43+- 2.05 และ 304.69+-2.57 กรัม

บทคัดย่อ

ทำการทดลองเพาะไรแดงในบ่อซีเมนต์ขนาด 3 ตารางเมตร ที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดนครราชสีมา ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนพฤษภาคม 2545 โดยใช้เทคนิคของศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดปทุมธานี แต่ใช้กากน้ำตาลแทนกากผงชูรส แบ่งการทดลองออกเป็น 3 ขั้นตอน ขั้นตอนที่ 1 เป็นการศึกษาเบื้องต้นเพื่อหาปริมาณกากน้ำตาลแทนการใช้กากผงชูรสแบ่งเป็น 5 ชุดการทดลอง ชุดการทดลองที่ 1 (ชุดควบคุม) ใช้กากผงชูรส 1,200 มิลลิลิตร/บ่อ ชุดการทดลองที่ 2–5 ใช้กากน้ำตาลในปริมาณ 200, 400, 800 และ 1,200 มิลลิลิตร/บ่อ ปรากฏว่าได้ผลผลิตไรแดงเฉลี่ย 699.00, 549.69, 581.00, 798.33 และ 194.33 กรัม/บ่อ ตามลำดับ โดยชุดการทดลองที่ 4 ซึ่งใช้กากน้ำตาล 800 มิลลิลิตร/บ่อ ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูงที่สุดและมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับชุดการทดลองที่ 2, 3 และ 5 แต่ไม่แตกต่างกับชุดควบคุม

บทคัดย่อ

การศึกษาความต้องการโปรตีนของปลาสายยูเผือกวัยรุ่นด้วยอาหารทดลองที่มีโปรตีน 5 ระดับคือ 25, 30, 35, 40 และ 45 เปอร์เซ็นต์ โดยอาหารทุกสูตรมีพลังงานย่อยได้เท่ากันคือ 280 กิโลแคลอรี/อาหาร 100 กรัม ได้ทดลองเลี้ยงลูกปลาสายยูเผือกน้ำหนักเริ่มต้นเฉลี่ย 24.3+-0.15 กรัม จำนวน 10 ตัว ในตู้กระจกปิดทึบ ขนาด 18x36x18 นิ้ว จุน้ำปริมาตร 180 ลิตร ให้กินอาหารจนอิ่มวันละ 2 ครั้ง ระยะเวลา 10 สัปดาห์ ผลการทดลองพบว่า ปลาสายยูเผือกที่ได้รับอาหารโปรตีน 35 เปอร์เซ็นต์

บทคัดย่อ

ทดสอบการใช้เทคนิค NIRS ประเมินคุณค่าอาหารทางเคมีบางประการ เช่น โปรตีน ไขมัน ความชื้น เถ้า และเยื่อใย ในปลาป่น อาหารปลาสำเร็จรูปชนิดลอยน้ำที่ผลิตจำหน่าย และอาหารกุ้งชนิดจมน้ำที่ผลิตจำหน่าย และอาหารกุ้งทดสอบที่ทำขึ้น ด้วยเครื่อง NIRS ยี่ห้อ Bran & Luebbe รุ่น Infra Alyzer 2000 สร้างสมการประเมิน(Calibration Equation) โดยโปรแกรมสำเร็จรูป Sesame Version 2.1 วิเคราะห์แบบ Multiple Linear Regression และใช้เครื่อง NIRS ยี่ห้อ Bran & Luebbe รุ่น Infra Alyzer 500 ประเมินค่าอาหารกุ้งที่ทดสอบผลิต โดยโปรแกรม NSAS (The Near Infrared Spectral Analysis Software)วิเคราะห์แบบ Multiple Linear Regression (MLR) พร้อมทั้งแปลงข้อมูลโดยวิธี Secondary derivative และใช้โปรแกรม Unscrambler Version 6.01 วิเคราะห์แบบ Partial Least square regression(PLSR) และทวนสอบ (Validation) ค่าสมการประเมินที่จัดทำขึ้นเพื่อตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของการประเมิน

บทคัดย่อ

การศึกษาผลของแอสตาแซนทินในอาหารต่อสีปลากระแห ทดลองโดยเลี้ยงปลากระแหขนาด 3-4 เซนติเมตรด้วยอาหาร 5 สูตร ได้แก่ อาหารเม็ดสูตรพื้นฐาน และอาหารเม็ดสูตรพื้นฐานเสริมแอสตาแซนทินที่ระดับ 25, 50, 100 และ 200 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม เป็นเวลา 10 สัปดาห์ พบว่า การเสริมแอสตาแซนทินในอาหารมีผลทำให้สีครีบหางของปลากระแหมีสีแดงมากขึ้นตามระดับของแอสตาแซนทินที่เสริม โดยการเสริมแอสตาแซนทินที่ระดับ 25 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ทำให้ครีบหางปลากระแหมีสีแดงขึ้นน้อยกว่าการเลี้ยงด้วยอาหารเม็ดเสริมแอสตาแซนทินที่ระดับ 50, 100 และ 200 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัมอย่างมีนัยสำคัญ (p<0.05) ค่าเฉลี่ยสีครีบหางปลาที่เลี้ยงด้วยอาหารเสริมแอสตาแซนทินที่ระดับ 100 มิลลิกรัมต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

บทคัดย่อ

ทดสอบหาปริมาณไขมันที่ต่ำสุดในอาหารปลาดุกลูกผสมชนิดเม็ดลอยน้ำ โดยใช้อาหารทดสอบที่มีโปรตีน 32% และมีไขมันที่แตกต่างกัน 7 ระดับ คือ 2, 3, 4, 5, 6, 7 และ8% ระดับละ 3 ซ้ำ ทดสอบการเจริญเติบโตใช้ปลาดุกน้ำหนักเฉลี่ยตัวละ 11.36 กรัม ปล่อยปลาดุกลูกผสมทดลองตู้ละ 25 ตัว เลี้ยงในตู้กระจกขนาด 28x58x32 ลบ.ซม.

บทคัดย่อ

เปรียบเทียบการวิเคราะห์ไขมันในวัตถุดิบหลักของอาหารสัตว์ลอยน้ำจำนวน 14 ชนิด โดยวิธีether extraction และวิธี acid hydrolysis พบว่าการวิเคราะห์ไขมันในวัตถุดิบชนิดเดียวกันให้ผลการวิเคราะห์ที่แตกต่างกันแยกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่คือ กลุ่มที่1 เป็นกลุ่มวัตถุดิบที่การวิเคราะห์หาปริมาณไขมันโดยวิธี acid hydrolysis ให้ผลการวิเคราะห์สูงกว่าโดยวิธี ether extraction 1.44 - 2.52 เท่า ได้แก่ รำสกัด เนื้อป่น รำข้าวสาลี และกากถั่วเหลือง

บทคัดย่อ

โครงการวิจัยด้านพันธุศาสตร์เพื่อปรับปรุงให้กุ้งก้ามกรามมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดีขึ้นได้ดำเนินการ ระหว่าง ตุลาคม 2541 ถึง ตุลาคม 2543 ณ สถาบันวิจัยและพัฒนาพันธุกรรมสัตว์น้ำ จังหวัดปทุมธานี ภายใต้แผนการคัดเลือกแบบภายในครอบครัว จากประชากรพื้นฐานกุ้งก้ามกรามที่เพาะเลี้ยงได้มีการสร้างประชากรกลุ่มใหม่เป็น 2 กลุ่มได้แก่ “กลุ่มคัดเลือก” คือกลุ่มที่คัดเลือกกุ้งขนาดโตที่สุดภายในครอบครัวเป็นพ่อแม่พันธุ์ และ”กลุ่มไม่คัดเลือกหรือกลุ่มควบคุม”