ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

หากนับย้อนไปในอดีต  มากกว่า 20 ปีที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศไทย  เริ่มก้าวสู่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแบบพัฒนา  มีการใช้ปัจจัยการผลิต  กลุ่มยาและสารเคมีจำนวนมาก  แต่ในปัจจุบัน  สถานการณ์ดังกล่าวได้เปลี่ยนไปมาก  โดยผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้หันมาให้ความสำคัญกับการจัดการฟาร์มเลี้ยงสัตว์น้ำตามเกณฑ์มาตรฐานที่ภาครัฐกำหนด  เพื่อให้กระบวนการผลิตสัตว์น้ำตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ  มีความปลอดภัยต่อผู้บริโภค  และให้ความสำคัญกับการจัดการที่มุ่งเน้นให้สัตว์น้ำมีสุขภาพดี  มีความแข็งแรงทนทานต่อโรคและการเปลี่ยนแปลงสภาพแวดล้อม 

ในขณะเดียวกัน  มีมาตรการป้องกันการปนเปื้อนของเชื้อโรค  ทั้งทางภาคพื้นดิน  น้ำและอากาศ  อย่างไรก็ตามฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในประเทศไทยมีหลายขนาดและต่างระดับความรู้  จึงเป็นข้อจำกัดหนึ่งในการพัฒนาฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำแต่ละฟาร์มให้มีมาตรฐานที่ใกล้เคียงกัน

http://www.nicaonline.com/

 

ผู้เขียนเข้าใจว่า  การลด  ละ  เลิกการใช้ยาและสารเคมีในฟาร์มเป็นสิ่งที่ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำตระหนักและให้ความสำคัญอยู่เสมอ  ด้วยหากมีการใช้ยาและสารเคมีโดยไม่จำเป็น  จะส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและกำไรสุทธิที่ต่ำลง  แต่ตราบใดที่การผลิตสัตว์น้ำยังประสบปัญหาด้านโรคสัตว์น้ำอยู่  คงไม่มีใครปฏิเสธว่า  ยาและสารเคมียังคงเป็นปัจจัยการผลิตสัตว์น้ำที่มีความสำคัญ  ถึงกระนั้นหากมีความจำเป็นต้องใช้  ควรพึงใช้อย่างเข้าใจและใช้อย่างสมเหตุสมผล  จะเป็นอย่างไรนั้น  ผู้เขียนขอบอกเล่าในรูปแบบคำถาม-คำตอบปัญหาประมง

 

ถาม : ยาที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำมีอะไรบ้าง

ตอบ: เนื่องจากการดำเนินการใดๆเกี่ยวกับยาทั้งที่ใช้ในคนและในสัตว์ต่างๆยังอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน  คือ พระราชบัญญัติยา พ.ศ.2510 กระทรวงสาธารณสุข ซึ่ง พ.ร.บ.นี้ ได้บัญญัติความหมายของ “ยา” ไว้ในมาตรา 4 ดังนี้

(1)       วัตถุที่รับรองไว้ในตำรายา  ที่รัฐมนตรีประกาศ

(2)       วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการวินิจฉัย  บำบัด  บรรเทา  รักษา  หรือป้องกันโรคหรือความเจ็บป่วยของมนุษย์หรือสัตว์

(3)       วัตถุที่เป็นเภสัชเคมีภัณฑ์หรือเภสัชเคมีภัณฑ์กึ่งสำเร็จรูป หรือ

(4)       วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพโครงสร้างหรือการกระทำหน้าที่ใดๆ ของร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์

วัตถุ (1) (2) หรือ (4) ไม่รวมถึง

(ก)      วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในการเกษตรหรืออุตสาหกรรมตามที่รัฐมนตรีประกาศ

(ข)      วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นอาหารสำหรับมนุษย์  เครื่องกีฬา  เครื่องมือเครื่องใช้ในการส่งเสริมสุขภาพ  เครื่องสำอาง  หรือเครื่องมือ  และส่วนประกอบของเครื่องมือที่ใช้ในการประกอบโรคศิลปะหรือวิชาชีพเวชกรรม

(ค)      วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับใช้ในห้องวิทยาศาสตร์สำหรับการวิจัย  การวิเคราะห์หรือการชันสูตรโรค  ซึ่งมิได้กระทำโดยตรงต่อร่างการมนุษย์

อย่างไรก็ตาม  ต่อมาได้มีประกาศกระทรวงสาธารณสุข ( ฉบับที่ 34 พ.ศ.2548  เรื่อง

วัตถุที่ได้รับการยกเว้นไม่เป็นยา ) ประกาศถึงวัตถุที่ได้รับยกเว้นไม่เป็นยาเพิ่มเติมดังนี้

(1)       วัตถุประเภทปรับปรุงคุณสมบัติน้ำและดินหรือจุลินทรีย์ที่มุ่งหมายสำหรับการใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์บก  หรือสัตว์น้ำ  โดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อใช้รักษาสภาพแวดล้อมของสัตว์ เช่น ปรับปรุงคุณภาพน้ำและดิน  บำบัดน้ำเสีย  หรือปรับสภาพแวดล้อมในฟาร์ม

(2)       วัตถุประเภทอาหารเสริมและสารผสมล่วงหน้า (พรีมิกซ์) ที่มุ่งหมายสำหรับใช้เป็นอาหารเสริมสำหรับสัตว์ ดังต่อไปนี้

(ก)      จุลินทรีย์ที่ผสมกับอาหารสัตว์  ที่อยู่ในรูปสารผสมล่วงหน้า (premix) หรืออาหารสัตว์สำเร็จรูปทั้งนี้ให้รวมถึงจุลินทรีย์ที่มีวิธีใช้โดยการผสมน้ำให้สัตว์กินโดยตรง

(ข)      วิตามิน  แร่ธาตุ  เอ็นไซม์ หรือกรดอะมิโน ชนิดให้กินทางปากทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะผสมอยู่กับอาหารสัตว์  หรือน้ำ  หรือสื่ออื่น  หรือไม่ผสมก็ตาม

(3)       วัตถุประเภทฆ่าเชื้อ  และวัตถุอันตรายที่ใช้ในฟาร์มและบริเวณโดยรอบเพื่อฆ่าเชื้อใน

สิ่งแวดล้อม  หรือฆ่าเชื้อภายนอกตัวสัตว์  หรือฆ่าเชื้อในน้ำที่ให้สัตว์กิน  รวมทั้งใช้ปรับสภาพแวดล้อมสัตว์ด้วย

(4)       วัตถุประเภทสมุนไพรที่มีความมุ่งหมายสำหรับใช้ในวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้

(ก)        เพื่อทำให้สัตว์มีสุขภาพแข็งแรง  หรือปรับปรุงสมรรถนะการผลิต

(ข)        เพื่อเพิ่มการดูดซึมอาหาร

(ค)        เพื่อเพิ่มการย่อยอาหาร

(ง)         เพื่อปรุงแต่ง สี กลิ่น และ รส

(5)       วัตถุอื่นๆ ที่มีวัตถุประสงค์ดังต่อไปนี้

(ก)        ใช้ทำความสะอาดโรงเรือน

(ข)        ใช้ทำความสะอาดตัวสัตว์  ปศุสัตว์ เช่น สบู่ หรือ แชมพู

(ค)        ใช้กำจัดปรสิตภายนอกตัวสัตว์  ที่มุ่งหมายสำหรับใช้ภายนอกตัวสัตว์  โดยไม่สามารถดูดซึมเข้าสู่ระบบหมุนเวียนโลหิตหรือของเหลวในร่างกายของสัตว์ได้

 

ถาม : กรณีของวัคซีนละครับ  จัดเป็นยาหรือไม่

ตอบ : หากวัคซีนที่ผลิตขึ้น  มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย  ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้วนั้น (ความหมายตรงตาม พ.ร.บ. ยา มาตรา 4 (4)  วัตถุที่มุ่งหมายสำหรับให้เกิดผลแก่สุขภาพโครงสร้างหรือการกระทำหน้าที่ใดๆของร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์) วัคซีนจึงจัดเป็นยาประเภทหนึ่ง  แต่จัดในกลุ่มยาชีววัตถุ  ดังนั้นการผลิตวัคซีนเพื่อใช้ในสัตว์น้ำเพื่อการพาณิชย์จะต้องได้รับอนุญาตผลิตและวัคซีนนั้น  ต้องได้รับการขึ้นทะเบียนจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  กระทรวงสาธารณสุขก่อน  มิฉะนั้น อาจถือได้ว่าผู้ผลิตและจำหน่ายวัคซีนนั้นมีความผิดกฎหมาย

 

ถาม ขอทราบความหมายของสารฆ่าเชื้อ  สารทำให้ปราศจากเชื้อ  ยาต้านจุลชีพ  ยาปฏิชีวนะ  และขอทราบว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไรด้วยครับ

ตอบ ที่เหมือนกันเลย คือ ต่างก็มีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อโรคแตกต่างกันตามที่มา  วัตถุประสงค์และวิธีการใช้

  • สารฆ่าเชื้อ ( antiseptic ) คือ สารเคมีที่ทำลายหรือยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อจุลชีพที่ทำให้เกิดโรค (มีความจำเพาะต่อชนิดของเชื้อ) ใช้กับผิวหนังหรือเยื่อเมือกของสิ่งมีชีวิตและใช้ภายนอกร่างกายโดยไม่ทำอันตรายต่อเนื้อเยื่อบริเวณนั้น เช่น แอลกอฮอล์ เป็นต้น
  • สารทำให้ปราศจากเชื้อ ( disinfectant ) คือ สารเคมีที่ใช้ฆ่าหรือทำลายจุลชีพและใช้กับสิ่งไม่มีชีวิต ( การออกฤทธิ์ไม่มีความจำเพาะต่อเชื้อ ) ใช้กับพื้นห้อง  เครื่องมือ  เครื่องใช้ เป็นต้น  เช่น โซเดียม  ไฮโปรคลอไรด์  บีเคซี เป็นต้น
  • ยาต้านจุลชีพ ( antimicrobial  drug ) หมายถึง ยาที่สามารถออกฤทธิ์ต่อจุลชีพ  รวมถึงยาปฏิชีวนะ ( เช่น เตตราซัยคลิน ) และยาที่ได้จากการสังเคราะห์ทางเคมี ( เช่น ซัลฟาโมโนเมททอกซิน ) ซึ่งมีผลต่อการเจริญเติบโต  แบ่งตัว  หรือการมีชีวิตอยู่ของจุลชีพ
  • ยาปฏิชีวนะ ( antibiotic  drug) หมายถึง สารประกอบที่ผลิตหรือสร้างขื้นโดยจุลชีพ  เช่น แบคทีเรีย  รา  แอคทีโนมัยซีทีส  เป็นต้น )  สามารถไปยับยั้ง  ชะลอการเจริญเติบโต  หรือทำลายจุลชีพกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง

 

ถาม : ปัจจุบันยาต้านจุลชีพสำหรับใช้ในสัตว์น้ำที่ขึ้นทะเบียนตำรับยา  มีอะไรบ้างครับ

ตอบ : ตามข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา  กระทรวงสาธารณสุข  ยาที่อนุญาตให้ใช้สำหรับสัตว์น้ำและเป็นยาต้านจุลชีพขึ้นทะเบียนรวม 272 ตำรับยา  แบ่งเป็น

  • ตำรับยาเดี่ยว 244 ตำรับ  มีตัวยาสำคัญ 7 ตัวยา  ได้แก่
  1. แอมมอกซีซิลลิน ( Amoxicillin )
  2. เอนโรโฟลซาซิน ( Enrofloxacin )
  3. ออกซีเตตราซัยคลิน ( Oxytetracycline )
  4. ซาราโฟลซาซิน ( Sarafloxacin )
  5. ออกโซลินิคแอซิด ( Oxolinic  acid )
  6. โทลทราซูริล ( Toltrazuril )
  7. ซัลฟาโมโนเมททอกซีน  โซเดียม ( Sulfamonomethoxine  Sodium )
  • ตำรับยาผสม 28 ตำรับ  มีตัวยาสำคัญผสม 5 ชนิด  ได้แก่
  1. ซัลฟาไดอาซีน+ไตรเมทโธพริม ( Sulfadiazine + Trimethoprim )
  2. ซัลฟาไดเมททอกซิน  โซเดียม + ไตรเมทโธพริม ( Sulfadimethoxine+Trimethoprim )
  3. ซัลฟาไดเมททอกซิน  โซเดียม+ออร์เมทโธพริม ( Sulfadimethoxine+Ormethoprim )
  4. ซัลฟาโมโนเมททอกซิน  โซเดียม+ไตรเมทโธพริม ( Sulfamonomethoxine+Trimethoprim )
  5. ซัลฟาไดมิดีน+Trimethoprim ( Sulfadimidine+Trimethoprim )

 

ถาม : ผมจะทราบได้อย่างไรว่ายาต้านจุลชีพที่ต้องการซื้อ  เป็นยาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนหรือไม่

ตอบ : ผู้ซื้อสามารถตรวจสอบได้จากฉลากยาที่ติดไว้ข้างกระป๋องหรือซองยา เลขทะเบียนยาจะแตกต่างตามประเภทของยาที่ขึ้นทะเบียนนั้นๆ เช่น

-  เลขทะเบียน 1D 243/46 ( หมายถึง ยาแผนปัจจุบันสำหรับสัตว์สูตรเดี่ยวผลิตในประเทศไทยได้รับการขึ้นทะเบียนลำดับที่ 243 ในปี 2546 )

 

ถาม : ผมต้องการทราบว่า ฉลากยาที่ดี ควรมีรายละเอียดที่สำคัญอะไรบ้างครับ

ตอบ : ตาม พรบ.ยา 2510 มาตรา 25 (3) บัญญัติไว้ว่า  ฉลากยาที่ขึ้นทะเบียน  แสดงรายละเอียดดังนี้

  1. ชื่อทางการค้า
  2. เลขทะเบียนยา
  3. ปริมาณยาที่บรรจุ/น้ำหนักสุทธิ
  4. ชื่อและปริมาณหรือความแรงของสารออกฤทธิ์ อันเป็นส่วนประกอบที่สำคัญของยาซึ่งจะต้องตรงตามที่ขึ้นทะเบียนตำรับยา  ส่วนประกอบของยา
  5. เลขที่หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตหรือวิเคราะห์ยา
  6. ชื่อผู้ผลิตยา และจังหวัดที่ตั้งสถานที่ผลิตยา
  7. วัน เดือน ปีที่ผลิตยา  ขนาดและวิธีการใช้
  8. วันหมดอายุ
  9. ระยะหยุดยา
  10. การเก็บรักษา
  11. สรรพคุณ
  12. วิธีการใช้
  13. ข้อความ “ยาสำหรับสัตว์  ยาควบคุมพิเศษ  สั่งจ่ายโดยสัตว์แพทย์ชั้นหนึ่งเท่านั้น”  หรือ “ยาอันตราย  ยาสำหรับสัตว์น้ำ”

ถาม : หากผมไม่มีประสบการณ์เรื่องการใช้ยาในสัตว์น้ำมาก่อน  และหากจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษาโรคปลา  ผมควรทำอย่างไรบ้างครับ

ตอบ : ขอแนะนำแบบฉบับย่อๆก่อนนะคะ

  • ควรตรวจวินิจฉัยโรค ก่อนตัดสินใจใช้ยา
  • เลือกใช้ยาให้เหมาะสมกับโรค
  • ไม่ควรใช้ยาเพื่อการป้องกันโรค
  • ใช้ยาเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น
  • ควรใช้ยาที่ได้รับการขึ้นทะเบียนอย่างถูกต้องกับสำนักคณะกรรมการอาหารและยา
  • ไม่ควรใช้ยาในปริมาณที่สูงหรือต่ำกว่าปริมาณที่แนะนำให้ใช้ในฉลาก
  • เมื่อยามีเกิดการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมไม่ควรนำยานั้นมาใช้
  • ไม่ควรเก็บยาไว้ในที่ชื้นหรือถูกแสงแดด
  • หยุดการใช้ยาก่อนการจับสัตว์น้ำอย่างน้อย 21-30 วัน หรือตามกำหนดที่ระบุในฉลากยา

 

ถาม : ยาที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในสัตว์น้ำ  มีอะไรบ้างครับ

ตอบ : หากเป็นสัตว์น้ำที่นำมาเป็นอาหารจะต้องไม่ปนเปื้อนสารต่างๆ หรือตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข (ฉบับที่ 229) พ.ศ. 2549  เรื่อง มาตรฐานอาหารที่มีการปนเปื้อนสารเคมีบางชนิด (ฉบับที่ 2) ดังนี้

  • คลอแรมเฟนิคอลและเกลือของสารนี้ ( Chloramphenicol  and  its  salts )
  • ไนโทรฟิวราโซนและเกลือของสารนี้ ( Nitrofurazone  and its  salts )
  • ไนโทรฟิวแรนโทอินและเกลือของสารนี้ ( Nitrofuratoin  and its  salts )
  • ฟิวราโซลิโดนและเกลือของสารนี้ ( Furazolidone  and its  salts )
  • ฟิวแรลทาโดนและเกลือของสารนี้ ( Furatadone  and its  salts )
  • มาลาไคต์ กรีน และเกลือของสารนี้ ( Malachite Green  and its  salts)

สารเคมีดังกล่าว  ให้รวมถึงสารในกระบวนการสร้างและสลาย ( metabolites ) ของสารดังกล่าวด้วย

 

 

 

 

อ้างอิง

ฐิติพร  หลาวประเสริฐ.  (มกราคม-กุมภาพันธ์ 2555).  “ ตอบปัญหาประมง ”วารสารการประมง, 65(1) : 74-77.