ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

หลักการโดยทั่วไปของการเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อให้มีสุขภาพดีคือ การจัดการบ่อเลี้ยงหรือฟาร์มที่ดี เริ่มต้นตั้งแต่การเลือกสถานที่ที่จะสร้างบ่อ การเตรียมบ่อ การเตรียมน้ำ การคัดเลือกพันธุ์ที่ดี รวมถึงการใช้อาหารที่มีคุณภาพ การเลี้ยงตะพาบน้ำก็ใช้แนวทางดังกล่าวเช่นกัน ดังนั้นการเลี้ยงตะพาบน้ำให้ถูกสุขอนามัยจึงมีข้อควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ 


1. ระบบบ่อ
     การเลี้ยงตะพาบน้ำให้ถูกสุขอนามัย ควรจัดระบบบ่อให้เป็นระบบใดระบบหนึ่งใน 2 ระบบนี้ คือ
     - ระบบปิด เป็นระบบการเลี้ยงที่ไม่มีการปล่อยน้ำออกสู่ภายนอกฟาร์ม ประกอบด้วยบ่อ 2 ประเภท คือ บ่อเลี้ยงและบ่อบำบัด
     - ระบบเปิดเป็นระบบการเลี้ยงที่มีการปล่อยน้ำออกสู่ภายนอกฟาร์ม รวมทั้งสูบน้ำจากภายนอกเข้ามาใช้ในฟาร์ม ซึ่งระบบบ่อควรประกอบด้วยบ่อ 3 ประเภท คือ บ่อพักน้ำ บ่อเลี้ยง และบ่อบำบัด
     1.1 บ่อพักน้ำ 
     เป็นบ่อสำหรับเก็บน้ำไว้ระยะหนึ่ง เพื่อการเตรียมน้ำให้มีคุณภาพเหมาะสมก่อนที่จะปล่อยลงสู่บ่อเลี้ยง ควรมีพื้นที่ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของระบบบ่อ
          - เมื่อนำน้ำเข้าสู่บ่อพักน้ำแล้ว อาจทิ้งไว้ระยะหนึ่งให้เกิดการตกตะกอน หรือทำให้ตะกอนโดยการเติมปูนขาว หากน้ำมีสารอินทรีย์มากควรเพิ่มออกซิเจนหรือเติมจุลินทรีย์ลงในบ่อเพื่อช่วยย่อยสลายสาอินทรีย์ต่าง ๆ 
          - ควรตรวจวัดค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ความเป็นด่าง (Alkalinity) และความกระด้าง (Hardness) ของน้ำ แล้วปรับสภาพน้ำให้เหมาะสม
     1.2 บ่อเลี้ยง
     เป็นบ่อผลิตตะพาบน้ำให้ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ ควรมีพื้นที่ 70 เปอร์เซ็นต์ ของระบบบ่อ ควรเป็นบ่อที่มีทางน้ำเข้าและทางน้ำออกที่สามารถระบายน้ำออกที่ผิวน้ำและก้นบ่อตามลำดับ รูปแบบของบ่อจำเป็นต้องแบ่งออกเป็น 4 ส่วยด้วยกัน คือ
          1.2.1. ส่วนที่ใช้ในการให้อาหาร เป็นส่วนที่จัดเป็นพื้นที่สำหรับวางอาหารและมีแอ่งรองรับเศษอาหารที่สามารถระบายออกได้สะดวก โดยไม่ให้อาหารตกลงไปในพื้นที่อาศัยของตะพาบ มีจำนวนจุดวางอาหารเพียงพอกับปริมาณตะพาบน้ำในบ่อ
          1.2.2. ส่วนสำหรับรับแสงแดด เป็นบริเวณที่ตะพาบจะขึ้นมาพักผ่อน เพื่อให้ตะพาบมีสุขภาพแข็งแรง ควรจัดให้มีพื้นที่ประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของบ่อ
          1.2.3. ส่วนที่อยู่อาศัย เป็นส่วนที่พื้นที่จัดให้มีพืชน้ำ เช่น ผักตบชวาหรือวัสดุลอยไว้ที่ผิวน้ำเพื่อเป็นที่หลบซ่อนของตะพาบน้ำ โดยทำกรอบล้อมไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ผักตบชวาหรือวัสดุอื่นกระจายปิดผิวน้ำทั้งหมด ควรมีพื้นที่ประมาณ 30-50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผิวน้ำ ที่พื้นบ่อควรมีจุดรวมตะกอนของเสีย และมีระบบถ่ายเทออกไปได้อย่างสะดวก
          1.2.4. ส่วนรับและถ่ายเทน้ำ ประกอบด้วยทางน้ำเข้าและทางน้ำออกที่สามารถระบายน้ำออกที่ผิวน้ำและก้นบ่อ
     1.3 บ่อบำบัด
     เป็นบ่อรับน้ำจากบ่อเลี้ยง จะเป็นบ่อดินหรือบ่อซีเมนต์ก็ได้ มีพื้นที่อย่างน้อย 10 เปอร์เซ็นต์ของระบบบ่อ ควรเก็บกักน้ำไว้ระยะหนึ่งประมาณ 2-4 สัปดาห์ เพื่อปรับปรุงคุณภาพของน้ำก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ หรือนำน้ำนั้นกลับไปใช้ใหม่ การปรับปรุงคุณภาพน้ำควรดำเนินการดังนี้
          1.3.1 บ่อซีเมนต์ ปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยปล่อยให้มีการตกตะกอน และย่อยสลายสาร
อินทรีย์ด้วยแบคทีเรีย
          1.3.2 บ่อดิน ปรับปรุงคุณภาพน้ำโดยใช้พืชน้ำ เช่นผักตบชวา ผักบุ้ง สำหรับดูดซับเอาแร่
ธาตุไปใช้ ควรจัดให้มีพื้นที่ประมาณ 50 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ผิวน้ำ อาจใส่ปลา 
เช่น ปลานิล, ปลาดุก เพื่อเก็บกินเศษอาหารประมาณ 100 ตัวต่อไร่

2. การเตรียมน้ำ
     2.1 บ่อพักน้ำ
เมื่อนำน้ำเข้ามาในบ่อควรมีการปรับคุณภาพน้ำให้เหมาะสมกับการเลี้ยงตะพาบน้ำดังนี้
          2.1.1 คุณภาพน้ำที่เหมาะสมในการเลี้ยงตะพาบน้ำ
               - ความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ควรอยู่ในช่วง 6.5-8.5 โดยมีการเปลี่ยนแปลงในรอบวันไม่ควรเกิน 1 หน่วย
               - ความเป็นด่าง (Alkalinity) ควรอยู่ในช่วง 80-200 มิลลิกรัม/ลิตร
               - ความกระด้าง (Hardness) ควรอยู่ในช่วง 100-200 มิลลิกรัม/ลิตร
               - ปริมาณออกซิเจนละลายในน้ำ (DO) ควรอยู่ในช่วง 2-6 มิลลิกรัม/ลิตร
               - ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ไม่ควรสูงเกินกว่า 30 มิลลิกรัม/ลิตร
               - ค่าความโปร่งแสง (transparency) ควรอยู่ในช่วง 30-50 เซนติเมตร
               - ไนไทรต์ ควรน้อยกว่า 0.1 มิลลิกรัม/ลิตร
               - น้ำควรปราศจากการปนเปื้อนของโลหะหนักและยาปราบศัตรูพืช หรือมีปริมาณน้อยที่สุด 2.1.2 ในกรณีที่ คุณภาพน้ำไม่เหมาะสมควรจัดการดังนี้
               - ควรเติมปูนขาวประมาณ 60-100 กิโลกรัม/ไร่ เพื่อปรับค่าความเป็นกรดเป็นด่าง ความเป็นด่าง และความกระด้างของน้ำ
               - เติมเกลือประมาณ 100 กิโลกรัมต่อไร่เพื่อลดความเป็นพิษของแอมโมเนีย
               - สาดฟอร์มาลินในอัตรา 30 ส่วนในล้านส่วน (30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) เพื่อลดปริมาณแพลงก์ตอนพืช และเพิ่มความโปร่งแสง
               - ใช้เครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำ
     2.2 บ่อเลี้ยง
          2.2.1 
การเติมน้ำในบ่อเลี้ยง หลังจากการกำจัดศัตรูของตะพาบน้ำที่หลงเหลืออยู่ในบ่อแล้ว จึงสูบน้ำที่ปรับคุณภาพแล้วจากบ่อพักน้ำเข้ามาให้ได้ระดับสูง 1 เมตรสำหรับบ่อดิน ส่วนบ่อซีเมนต์เติมน้ำให้มีระดับสูงเพียง 80 เซนติเมตร
          2.2.2 การเตรียมแพลงก์ตอน (สีน้ำ) เมื่อเติมน้ำให้ได้ระดับความสูงที่เหมาะสมแล้ว ควรวัดความโปร่งแสงของน้ำ จากนั้นทิ้งไว้เป็นเวลา 3 วัน จึงตรวจความโปร่งแสงของน้ำอีกครั้งหนึ่ง ถ้าสีน้ำสามารถเพิ่มขึ้นโดยค่าความโปร่งแสงมากกว่าเดิม 10 เซนติเมตร หรือถ้าสีน้ำมีความโปร่งแสงต่ำกว่า 30 เซนติเมตร แสดงว่าแพลงก์ตอนพืชสามารถเจริญเติบโตได้จากการใช้ปุ๋ยที่ยังเหลืออยู่ในบ่อ แต่ถ้าสีน้ำไม่ขึ้น หมายถึงไม่มีการเจริญเติบโตของแพลงก์ตอนพืชในบ่อเลี้ยง ควรใส่ปุ๋ยวิทยาศาสตร์ชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้
               - ปุ๋ยยูเรีย (46-0-2) 2 กิโลกรัม/ไร่
               - ปุ๋ยนา (16-20-2) 2 กิโลกรัม/ไร่
               - ปุ๋ยซุปเปอร์ฟอสเฟต (0-46-0) 1 กิโลกรัม/ไร่
ตรวจวัดความโปร่งแสงจนได้ระดับ 50-80 เซนติเมตร จึงปล่อยตะพาบน้ำลงเลี้ยงได้
     2.3 บ่อบำบัด
     การบำบัดทำได้หลายวิธีด้วยกัน
          2.3.1 โดยใช้ปลากินแพลงก์ตอนพืชและสัตว์ เช่น ปลานิล ปลาตะเพียน ฯลฯ
          2.3.2 โดยใช้พืชน้ำเช่นผักบุ้ง ผักตบชวา ผักกระเฉด ใส่ลงไปในบ่อเพื่อดูดซับแร่ธาตุที่ได้จากการย่อยสลายของเสีย
          2.3.3 ควรมีเครื่องเพิ่มอากาศเพื่อช่วยให้การย่อยสลายมีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น
          2.3.4 ในกรณีที่มีการตรวจพบการปนเปื้อนของเชื้อโรคที่มีอันตรายต่อคน เช่น เชื้ออหิวาตกโรคในบ่อตะพาบน้ำต้องกำจัดเชื้อโรคดังกล่าวก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะ โดยใช้คลอรีน 30 ส่วนในล้านส่วน (30 กรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) เติมลงในบ่อแล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 3 วันก่อนปล่อยน้ำทิ้ง
          2.3.5 น้ำที่จะปล่อยออกสู่แหล่งน้ำสาธารณะ ควรมีคุณภาพน้ำตามมาตรฐานน้ำทิ้ง 

3. การปล่อยตะพาบน้ำลงเลี้ยง
     3.1 การคัดเลือกลูกตะพาบน้ำ
          3.1.1 ควรใช้ลูกพันธุ์ที่ได้จากแม่ตะพาบที่มีอายุมากกว่า 18 เดือน น้ำหนักมากกว่า 1 กิโลกรัม
          3.1.2 ไม่เป็นลูกพันธุ์ตะพาบน้ำที่ได้จากพ่อแม่พันธุ์เลือดชิด
          3.1.3 ลักษณะลูกพันธุ์ที่ดีควรมีลักษณะดังนี้
               - เคลื่อนไหวว่องไว ไม่เชื่องซึม และเมื่อวางตะพาบน้ำหงายขึ้นจะพลิกกลับตัวได้อย่างรวดเร็ว
               - ไม่มีบาดแผลตามผิวหนัง
               - สะดือปิดเรียบร้อยและไม่มีลักษณะบวม
               - ควรเลือกลูกพันธุ์มีสีใกล้เคียงกันในแต่ละกล่องบรรจุ
               - ขนาดสม่ำเสมอ
     3.2 การลำเลียงขนส่งลูกพันธุ์
          3.2.3 ตะพาบน้ำจะปลอดภัยมากขึ้นเมื่อขนส่งในขณะอายุยังน้อย คือประมาณอายุ 4 วัน (ยังไม่
กินอาหาร)
          3.2.4 กรณีขนส่งทางไกลห้ามใส่น้ำในกล่อง เพราะตะพาบน้ำจะจมน้ำตาย ใส่ถุงน้ำแข็งไว้ในกล่องเพื่อลดอุณหภูมิ ควรมีมัดเชือกฟางที่ฉีกเป็นฝอย หรือทางมะพร้าวตัดเป็นท่อนสั้น ๆ ใส่ไว้ในกล่องเพื่อลดการกัดกันของลูกตะพาบ
          3.2.5 ก่อนบรรจุตะพาบลงในกล่องควรจุ่มลูกพันธุ์ลงในสารละลายยาเหลืองความเข้มข้น 1-3 ส่วนในล้านส่วน (กรัมต่อน้ำ 1 ลูกบาศก์เมตร) หรือยาฆ่าเชื้อชนิดอื่น ๆ
     3.3 อัตราการปล่อย
     นิยมใช้ลูกตะพาบน้ำขนาด 5 ซม. (อายุ 2 เดือน) ในอัตรา 5 ตัวต่อตารางเมตร (8,000 ตัวต่อไร่)
     3.4 การปรับสภาพลูกพันธุ์ก่อนปล่อยลงบ่อเลี้ยง
     เมื่อลำเลียงลูกพันธุ์ถึงบ่อเลี้ยงและพักดูอาการราว 2 ชั่วโมง ตรวจสอบว่ามีบาดแผลหรืออาการผิดปกติหรือไม่ ถ้ามีต้องแยกออกมารักษาต่างหาก จากนั้นค่อย ๆ เติมน้ำจากบ่อเลี้ยงใส่ในกล่องทีละน้อยเพื่อให้ลูกพันธุ์ปรับสภาพเข้ากับน้ำในบ่อ แล้วเติมฟอร์มาลินอัตราความเข้มข้น 100 ส่วนในล้านส่วน ทิ้งไว้นานประมาณ 3 นาที เพื่อกำจัดเชื้อภายนอกแล้วค่อย ๆ ปล่อยลูกพันธุ์ลงบ่อ

4. การให้อาหาร
     4.1 ชนิดของอาหาร
          4.1.1 อาหารสำเร็จรูป ได้แก่ อาหารเม็ด
          4.1.2 อาหารสดได้แก่ ปลาเป็ด หรือซี่โครงไก่ หรือเนื้อสัตว์ประเภทอื่นผสมกับปลายข้าวหรือวัสดุอาหารอื่นในอัตรา 1 : 1
     4.2 คุณภาพอาหาร
          ควรมีระดับโปรตีนดังนี้

                  อายุตะพาบน้ำ 1-3 เดือน      ระดับโปรตีนไม่น้อยกว่า 40 เปอร์เซ็นต์ ( น้ำหนักแห้ง )
               อายุตะพาบน้ำ 3-6 เดือน      ระดับโปรตีนไม่น้อยกว่า 37 เปอร์เซ็นต์
               อายุตะพาบน้ำ 6-8 เดือน      ระดับโปรตีนไม่น้อยกว่า 35 เปอร์เซ็นต์

 

     4.3 อัตราการให้อาหาร
     เริ่มให้อาหารเมื่อสายสะดือหลุดแล้ว ซึ่งตะพาบจะมีอายุประมาณ 3-5 วัน ให้วันละ 1 ครั้ง ประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว นาน 1 เดือน ระยะนี้อาจให้เนื้อปลาสดต้มสุก หรืออาหารสำเร็จรูปที่มีคุณค่าทางโภชนาการสูง หลังจากนั้นลดปริมาณการให้อาหารลงเหลือ 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว
     4.4 การคำนวณปริมาณอาหาร
     สุ่มตะพาบน้ำจากมุมบ่อมุมละ 5 ตัว รวม 20 ตัว ชั่งน้ำหนักรวมแล้วหาค่าเฉลี่ยน้ำหนักตะพาบน้ำ 1 ตัว คูณด้วยจำนวนตัวที่เลี้ยงรอดจะได้น้ำหนักตะพาบน้ำทั้งบ่อ แล้วคูณด้วย 3 เปอร์เซ็นต์ของอาหารที่ให้แต่ละวัน ทั้งนี้ต้องสังเกตว่าอาหารหมดหรือเหลือแต่ละวันด้วย โดยปรับลดหรือเพิ่มประมาณ 3-5 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักอาหารต่อวัน กรณีที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง เช่น ฝนตกหนัก อากาศหนาว ควรจะปรับลดอาหารลง 20-70 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักอาหารต่อวัน ตามความเหมาะสม จนกว่าสภาพแวดล้อมในบ่อจะดีขึ้นและตะพาบน้ำกลับมากินอาหารตามปกติ
     4.5 คำแนะนำในการใช้อาหาร
          4.5.1 อาหารสำเร็จรูป
               - ควรเลือกซื้ออาหารที่มีคุณภาพ
               - กระสอบบรรจุอาหารสำเร็จรูปจะต้องไม่ฉีกขาด เพราะจะทำให้อาหารชื้นและมีราขึ้น เมื่อเอาไปให้ตะพาบน้ำกิน อาจทำให้ตะพาบน้ำป่วยได้
               - มีที่เก็บอาหารอย่างดี ไม่กองกับพื้น หรือปล่อยให้เปียกน้ำ
               - เก็บกระสอบอาหารไว้ในที่แห้งและป้องกันหนูกัดแทะกระสอบ ซึ่งอาจนำโรคมาสู่ตะพาบน้ำได้
               - การแบ่งอาหารออกจากกระสอบมาใช้แต่ละครั้ง ควรใช้ภาชนะแบ่งที่แห้งเพื่อมิให้อาหารส่วนที่เหลือชื้นและเกิดราขึ้นได้
         4.5.2 อาหารเนื้อปลาสด
               - ควรเลือกใช้เนื้อปลาจากแหล่งที่สะอาด และมีการเก็บรักษาไว้ในสภาพที่สดอยู่ตลอดเวลา
               - ทำความสะอาดปลาสดด้วยน้ำสะอาดก่อนนำไปเลี้ยงตะพาบน้ำ
               - ถ้ามีอาหารเหลือใช้ต้องเก็บไว้ในตู้เย็นหรือแช่น้ำแข็งไว้
               - ควรฝึกให้ตะพาบน้ำกินเนื้อปลาต้มสุกเพื่อจะเป็นการป้องกันโรคติดต่อบางชนิดที่อาจติดต่อถึงผู้บริโภคได้

5. การจัดการการเลี้ยงตะพาบน้ำ
     5.1 การจัดการตะพาบน้ำ
          5.1.1 การตรวจสุขภาพตะพาบน้ำต้องตรวจเป็นประจำทุกวัน ตะพาบน้ำไม่แข็งแรงจะมีลักษณะดังต่อไปนี้
               - แยกตัวออกมาซุกอยู่บนบกตลอดเวลา
               - ไม่กินอาหาร
               - ว่ายน้ำอย่างไม่สมดุล ตะแคงข้างใดข้างหนึ่ง
               - เคลื่อนไหวช้า
               - ผอม ซีด
               - มีบาดแผลบนกระดอง หน้าท้องและขา
               - ท้องบวม
               - ตัวบวม
          5.1.2 การจัดการสุขอนามัย
     เมื่อพบตะพาบน้ำมีอาการผิดปกติ ต้องรีบแก้ไขทันที
               - ตรวจคุณภาพน้ำเพื่อหาสาเหตุและปรับคุณภาพน้ำโดยเร่งด่วน
               - ตรวจตะพาบน้ำที่มีบาดแผลเพื่อหาสาเหตุ
               - หากพบตะพาบน้ำติดเชื้อแบคทีเรีย จำเป็นที่จะต้องใช้ยาปฏิชีวนะผสมอาหารให้ทันที ก่อนที่ตะพาบน้ำจะไม่กินอาหาร
               - ตรวจสอบยาปฏิชีวนะ ว่ามีผลต่อการฆ่าเชื้อแบคทีเรียนั้น ๆ ต้องใช้ยาให้ถูกต้องตามขนาด และระยะเวลาตามความจำเป็น
               - ต้องมีการบันทึกการใช้ยาและสารเคมีทุกครั้ง
     5.2 การจัดการคุณภาพน้ำระหว่างการเลี้ยง
          5.2.1 
การตรวจคุณภาพน้ำ
     ในบ่อเลี้ยง ควรเก็บตัวอย่างน้ำในบ่อเลี้ยง 2 ระดับ คือ ผิวน้ำ และก้นบ่อในบริเวณให้อาหาร ตรวจสอบคุณภาพน้ำและบันทึกค่าดังต่อไปนี้
               - ค่าความโปร่งแสง สภาพอากาศ อุณหภูมิอากาศและน้ำทำการตรวจสอบตามความจำเป็น หรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง
               - ความเป็นกรดเป็นด่าง และออกซิเจน ตามความจำเป็นหรืออย่างน้อยเดือนละครั้ง
               - ความเป็นด่าง ความกระด้าง แอมโมเนีย และไนไทรต์ในช่วง 3 เดือนแรกวัดเดือนละ 1 ครั้ง หลังจากนั้นวัดทุก 2 สัปดาห์
               - ตรวจสอบปริมาณเชื้อวิบริโอ (Vibrio cholerae) แซลโมเนลลา (Salmonella) โคลิฟอร์ม (E. coli) ทุก 3 เดือน
               - โลหะหนักและยาฆ่าแมลงในบ่อเลี้ยง และแหล่งน้ำตรวจวัดในกรณีที่จำเป็น
          5.2.2 การควบคุมคุณภาพน้ำ
               - การถ่ายน้ำ ต้องวางแผนกำหนดปริมาณการถ่ายน้ำเข้าสู่บ่อบำบัด ตามระยะเวลาเลี้ยง ดังนี้

                    เดือนที่ 1-3      ถ่ายน้ำ 5 เปอร์เซ็นต์     ทุก ๆ 15 วัน
                    เดือนที่ 4-6      ถ่ายน้ำ 5 เปอร์เซ็นต์     ทุก ๆ 10 วัน
                    เดือนที่ 7-8      ถ่ายน้ำ 10 เปอร์เซ็นต์   ทุก ๆ   7 วัน
                    เดือนที่ 9-10    ถ่ายน้ำ 10 เปอร์เซ็นต์   ทุก ๆ   5 วัน

               - หากปริมาณออกซิเจนในบ่อเลี้ยงต่ำกว่าระดับที่กำหนดใช้เครื่องเพิ่มอากาศ
               - หากตรวจพบเชื้อโรคที่สามารถติดต่อถึงคน เช่น เชื้อวิบริโอ แซลโมเนลลา หรือ โคลิฟอร์มแบคทีเรียในระหว่างการเลี้ยง ต้องแจ้งให้หน่วยงานของกรมประมงและกระทรวงสาธารณสุขทราบโดยด่วน และปฏิบัติตามคำแนะนำของหน่วยราชการดังกล่าวโดยเคร่งครัด
     5.3 การประเมินอัตราการเจริญเติบโตและอัตรารอด
          5.3.1 การตรวจวัดการเจริญเติบโต โดยการสุ่มตะพาบน้ำจากมุมบ่อทั้งสี่ มุมละ 5 ตัว รวม 20 ตัว แล้วเฉลี่ยเป็นน้ำหนักต่อตัว

                    น้ำหนักเฉลี่ย = น้ำหนักรวมของตะพาบน้ำ 20 ตัว
                                                       20

          5.3.2 การประเมินอัตรารอด ประเมินจากจำนวนตะพาบทั้งหมดในบ่อโดยการคำนวณจากปริมาณอาหารในแต่ละวันที่กินเฉลี่ยในรอบสัปดาห์และจำนวนเปอร์เซ็นต์เฉลี่ยของอาหารที่ตะพาบน้ำกินต่อวัน ( 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว) และน้ำหนักเฉลี่ยของตะพาบน้ำขณะนั้น

                    จำนวนตะพาบน้ำที่รอด = น้ำหนักอาหารเฉลี่ยที่ให้ต่อวัน
                          (โดยประมาณ)          น้ำหนักเฉลี่ยต่อตัว x 0.03

ตัวอย่างเช่น
น้ำหนักอาหารเฉลี่ยที่ให้ต่อวัน    = 10,000 กรัม (10 กิโลกรัม)
น้ำหนักตะพาบน้ำเฉลี่ยต่อตัว      = 50 กรัม
อัตราการให้อาหาร (ต่อวัน)        =   3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว
ดังนั้นจำนวนตะพาบน้ำที่รอดโดยประมาณ คือ

                    (10,000) = 6,667 ตัว
                  (50 x 0.03)

          5.3.3 การประเมินค่าอัตราแลกเนื้อ (FCR) ในแต่ละสัปดาห์ ใช้ค่าเฉลี่ยน้ำหนักตะพาบน้ำที่เพิ่มขึ้น และปริมาณอาหารสะสมที่ตะพาบน้ำกินทั้งหมดในสัปดาห์นั้น

                    อัตราแลกเนื้อ   =   น้ำหนักอาหารที่ใช้
                                      น้ำหนักตะพาบน้ำที่ได้


ค่าอัตราการแลกเนื้อที่ประเมินจะต้องควบคุมไม่ควรเกิน 1.5 (อาหารสำเร็จ) หรือ 8.0 (อาหารสด) ถ้าค่าอัตราแลกเนื้อต่างไปจากตัวเลขดังกล่าว ต้องสำรวจความผิดปกติและเร่งแก้ไขทันที
     5.4 การตรวจสอบและปรับอาหาร
     อัตราการให้อาหารตะพาบน้ำโดยเฉลี่ยจะมีค่าประมาณ 3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัวต่อวัน แต่จะต้องมีการปรับลดปริมาณอาหารเมื่อพบว่ามีอาหารเหลือในราง โดยเฉพาะในขณะที่สิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลง
กรณีปรับอาหารเพิ่มหรือลดลง 3 เปอร์เซ็นต์
                    ปริมาณอาหารที่ปรับ = ปริมาณอาหารเฉลี่ยที่ให้ต่อวัน x 0.03
                                                                    (ลดหรือเพิ่ม)


6. การจับตะพาบน้ำ
     ตะพาบน้ำที่จะจับขายต้องเป็นตะพาบน้ำที่มีสุขภาพดี ไม่มีอาการป่วยใด ๆ ในช่วง 2 สัปดาห์ก่อนกำหนดจับ
     6.1 การปฏิบัติก่อนการจับ
          6.1.1 หากมีการใช้ยาปฏิชีวนะเพื่อป้องกันและรักษาโรคตะพาบน้ำในระหว่างการเลี้ยง ต้องหยุดยาก่อนจับตะพาบน้ำขายเป็นเวลาไม่น้อยกว่า 21 วัน
          6.1.2 ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำให้มากขึ้นในช่วง 10 วันก่อนการจับตะพาบน้ำ เพื่อลดปริมาณจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนในบ่อ
       6.1.3 ในช่วง 1 สัปดาห์ ก่อนการจับตะพาบน้ำควรเปลี่ยนมาให้อาหารปลอดเชื้อเพื่อลดการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ในอาหารสด
          6.1.4 ควรงดให้อาหารตะพาบน้ำก่อนการจับขาย ไม่น้อยกว่า 48 ชั่วโมง เพื่อลดสิ่งขับถ่ายระหว่างการขนส่ง
          6.1.5 เก็บผักตบชวาและพืชน้ำอื่น ๆ ออกจากบ่อเลี้ยงก่อนการปล่อยน้ำออกจากบ่อ
          6.1.6 สูบน้ำจากบ่อเลี้ยงเข้าสู่บ่อบำบัด ห้ามปล่อยน้ำลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะโดยตรง
     6.2 การปฏิบัติหลังการจับ
          6.2.1 ตะพาบน้ำที่จับขึ้นจากบ่อแล้ว ควรล้างทำความสะอาดทันทีด้วยน้ำสะอาด หรือน้ำที่ผ่านการฆ่าเชื้อแล้วเท่านั้น
          6.2.2 ล้างทำความสะอาดตะพาบน้ำอีกครั้ง ก่อนบรรจุตะพาบน้ำลงกล่องโฟม
          6.2.3 กรณีขนส่งตะพาบน้ำโดยทางเครื่องบิน ต้องปฏิบัติตามกฎการขนส่งสัตว์น้ำมีชีวิตของกฎการบินสากล (IATA)
          6.2.4 ต้องใส่ถุงหรือขวดน้ำแข็งลงในกล่องเพื่อลดอุณหภูมิระหว่างการขนส่ง
          6.2.5 รถที่ใช้ในการขนส่งตะพาบน้ำ ควรมีหลังคา เพื่อมิให้อุณหภูมิในกล่องตะพาบน้ำสูงเกินไป หรือทำการขนส่งในช่วงกลางคืน
     6.3 การจัดการบ่อหลังการจับ
          6.3.1 พืชน้ำที่เก็บออกจากบ่อเลี้ยง ไม่ควรนำไปทิ้งในแหล่งน้ำสาธารณะหรือบ่อเลี้ยงอื่น ควรนำไปใส่ในบ่อบำบัด หรือทำปุ๋ยหมัก
          6.3.2 พื้นที่ ภาชนะ อุปกรณ์ที่ใช้ในการล้างและบรรจุตะพาบน้ำต้องทำความสะอาด หลังจากเสร็จภารกิจในแต่ละวัน
          6.3.3 บ่อเลี้ยงที่จับตะพาบน้ำออกหมดแล้ว ให้ลอกเลนออก อาจเติมจุลินทรีย์ที่มีความสามารถในการย่อยสลายลงไปช่วยจุลินทรีย์ที่มีอยู่แล้วในธรรมชาติ ช่วงนี้ให้งดยาฆ่าเชื้อทุกชนิดและเปิดระบบให้ออกซิเจนช่วยการย่อยสลายด้วย ประมาณ 5-7 วัน โรยปูนขาวในอัตรา 100 กิโลกรัมต่อพื้นที่ 1 ไร่ และตากบ่อให้แห้งแล้วทิ้งไว้อย่างน้อย 7 วัน ก่อนเตรียมน้ำครั้งต่อไป

7. การบันทึกข้อมูลการเลี้ยงและจัดการฟาร์ม
     ผู้เลี้ยงต้องบันทึกข้อมูลการเลี้ยงและการจัดการฟาร์ม เพื่อประโยชน์ในการแก้ปัญหา ในระหว่างการเลี้ยง และเป็นข้อมูลพื้นฐานในการเลี้ยงครั้งต่อไป ข้อมูลที่ควรบันทึกมีดังนี้
       7.1 แหล่งพันธุ์
     7.2 แหล่งวัตถุดิบอาหาร
     7.3 ชนิดของอาหารและปริมาณอาหารตลอดการเลี้ยง
     7.4 คุณภาพน้ำตลอดการเลี้ยง
     7.5 การเปลี่ยนถ่ายน้ำ
     7.6 การเกิดโรค
     7.7 การใช้ยาและสารเคมี
     7.8 การแก้ปัญหาต่าง ๆ ระหว่างการเลี้ยง

 

 

 

เรียบเรียงโดย.............กมลพร ทองอุไทย และคณะ

 

 

ที่มาของภาพ

https://www.77kaoded.com/