อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ในเรื่องของการอนุรักษ์เต่าทะเล ปัจจุบันทางราชการให้ความสำคัญเป็นอย่างมากไม่ว่าจะเป็นกรมประมง กรมป่าไม้ และกองทัพเรือ โดยเฉพาะเกาะมันใน จังหวัดระยอง สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ได้ทรงกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานกรรมสิทธิการใช้ประโยชน์ที่ดินเพื่อสร้างเป็นศูนย์อนุรักษ์เต่าทะเล และได้พระราชทานชื่อว่า "โครงการสมเด็จฯ อนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล"    อยู่ในความดูแลของกรมประมง ซึ่งได้เริ่มดำเนินงานมาตั้งแต่เดือนสิงหาคม พ.ศ. 2522 เป็นต้นมา

      สถาบันวิจัยชีววิทยาและประมงทะเล แหลมพันวา ตำบลวิชิต อำเภอเมือง จังหวัดภูเก็ต ได้มีการเลี้ยงและเพาะพันธุ์ไข่เต่าทะเลขึ้นดำเนินการศึกษาชีววิทยาและติดตามดูการดำรงชีวิตและพฤติกรรมของเต่าทะเล ตลอดจนดำเนินการปล่อยเต่าทะเลลงสู่ทะเล การรณรงค์ ประชาสัมพันธ์ต่าง ๆ ในอันที่จะรักษาพันธุ์เต่าทะเลเอาไว้ตลอดไป ตลอดจนทำการเพาะพันธุ์เต่าทะเลในบ่อเพาะพันธุ์ โดยการเลี้ยงเต่าทะเลจนเจริญเติบโต เพื่อเป็นพ่อแม่พันธุ์และทำการเพาะพันธุ์ขยายพันธุ์เต่าทะเลในบ่อเพาะพันธุ์
     ในการดำเนินการอนุรักษ์เต่าทะเล ควรคำนึงถึงธรรมชาติและชีววิทยาของเต่าทะเลด้วย โดยเฉพาะในการนำไข่เต่ามาทำการเพาะฟัก และการปล่อยลูกเต่าในเทศกาลและสถานที่ต่าง ๆ แต่ในทางตรงข้ามในการดำเนินการลักษณ์นี้ ถ้าไข่เต่าทะเลส่วนใหญ่ถูกนำมาใช้ในกิจกรรมเหล่านี้ เช่น การนำลูกเต่าทะเลไปปล่อยในแหล่งต่าง ๆ ก็จะมีโอกาสสูงจะเกิดการกระทบกระเทือนต่อประชากรเต่าทะเลในธรรมชาติ โดยหลักการแล้วควรให้ไข่เต่าทะเลประมาณ 50-70% ได้มีการฟักตัวเกิดและกลับสู่ทะเลตามธรรมชาติ แต่มีหลายแห่งชาวบ้านหรือชาวประมงท้องถิ่น ขาดจิตสำนึกในการอนุรักษ์ จึงไม่สามารถปล่อยให้เต่าทะเลเพาะฟักในธรรมชาติได้ จำเป็นต้องเก็บไข่เต่ามาฟัก
การอนุรักษ์เต่าทะเล จะกระทำประเทศใดประเทศหนึ่งจะได้ผลเต็มที่ จะต้องมีการร่วมมือกันในระหว่างประเทศหรืออย่างน้อยต้องมีการประสานงานกันในระดับภูมิภาค เพราะเต่าทะเลเป็นสัตว์ที่มีการโยกย้ายถิ่น แหล่งอาหาร แหล่งอาศัยที่กว้างไกล

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับเต่าทะเล

     เต่าทะเลเป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีเลือดเย็น อุณหภูมิเลือดเปลี่ยนแปลงตามอุณหภูมิแวดล้อม มีกระดูกสันหลัง หายใจด้วยปอด มีหัวใจสามห้องเหมือนสัตว์เลื้อยคลานทั่วไป ลักษณะพิเศษของเต่าโดยทั่วไปจะมีกระดองหลัง ซึ่งเกิดจากกระดูกส่วนของซี่โครง เป็นส่วนของร่างกายที่สามารถปกป้องคุ้มครองให้ชีวิตของมันอยู่ได้อย่างยาวนาน โดยทั่วไปแล้วเชื่อกันว่าเต่าเป็นสัตว์ที่มีอายุยืนที่สุดในบรรดาสัตว์ทั้งหลายในโลกปัจจุบัน
     เต่าทะเลเป็นสัตว์โลกดึกดำบรรพ์ที่บรรพบุรุษของมันเคยอยู่ร่วมยุคกับไดโนเสาร์ จากซากฟอสซิล (Fossil) ของเต่าทำให้เรารู้ว่า เต่ามีวิวัฒนาการสืบทอดกันมาอย่างน้อย 200 ล้านปี เต่าทะเลพบอยู่เฉพาะในทะเลเขตร้อยและเขตอบอุ่น เต่าทะเลทั่วโลกพบอยู่ 8 ชนิดด้วยกัน คือ
1. เต่ามะเฟือง (Dermochelys coreacea)
2. เต่าตนุ (Chelonia mydas)
3. เต่าตนุดำ (Chelonia agassizill)
4. เต่าหลังแบน (Chelonia depressa)
5. เต่ากระ (Erethnochelys imbricata)
6. เต่าหัวฆ้อน (Caretta caretta)
7. เต่าหญ้า (Lepidochelys olivacea)
8. เต่าหญ้าแอตแลนติค (Lepidochelys kemipi)
     ในประเทศไทยพบเต่าทะเล 5 ชนิด เต่าตนุ, เต่ากระ, เต่าหญ้า, เต่าหัวฆ้อนและเต่ามะเฟือง ในจำนวนเต่าทะเล 8 ชนิด เต่าหญ้าเป็นเต่าที่มีขนาดเล็กที่สุด คือ ความยาวของกระดองประมาณ 2 ฟุต (51 - 75 ซม.) น้ำหนักเฉลี่ย 38 กิโลกรัม (33 - 43 กิโลกรัม) เต่าที่ใหญ่ที่สุด คือ เต่ามะเฟือง ซึ่งอาจจะยาวถึง 2.7 เมตร น้ำหนักถึง 1,000 กิโลกรัม เต่าทะเลขึ้นมาบนฝั่งเฉพาะเพศเมีย เพื่อวางไข่แพร่พันธุ์เท่านั้น
     ประเทศไทยพบเต่าทะเลมากแถบอ่าวไทย ตามหมู่เกาะต่าง ๆ ของจังหวัดชลบุรี โดยเฉพาะเกาะคราม ระยอง ตราด และฝั่งอันดามัน ตลอดแนวชายหาดทะเลตะวันตกของจังหวัดพังงา ภูเก็ต และบริเวณหมู่เกาะต่าง ๆ ทางฝั่งอ่าวไทยพบเต่าทะเลชนิด เต่าตนุ และเต่ากระ ขึ้นวางไข่ตลอดปี โดยมีช่วงชุกชุม ในระหว่างเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคม ส่วนทางฝั่งทะเลอันดามัน เต่าทะเลที่ขึ้นมาวางไข่เป็นชนิดเต่าหญ้า เต่ามะเฟืองและเต่าตนุ โดยช่วงฤดูวางไข่ตั้งแต่เดือนตุลาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ แต่จะชุกชุมที่สุดอยู่ในระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงกลางเดือนมกราคม แหล่งขึ้นวางไข่ ได้แก่ บริเวณหมู่เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี, หาดท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา บริเวณหาดไนยาง จังหวัดภูเก็ต และพบบ้างตามหมู่เกาะต่าง ๆ ได้แก่ หมู่เกาะสิมิลัน, เกาะสุรินทร์ เป็นต้น เต่าทะเลขึ้นมาวางไข่บนหาดทรายที่เงียบสงบในช่วงเวลากลางคืน โดยแม่เต่าจะขุดหลุมเหนือบริเวณน้ำขึ้นสูงสุด แม่เต่าขึ้นวางไข่ปีละ 1-3 ครั้ง แต่เต่าเลือกทำเลที่เหมาะสมได้แล้ว จะเริ่มขุดหลุมลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร ลักษณะปากหลุมแคบก้นหลุมกว้าง แล้วจะเริ่มปล่อยไข่ลงหลุม โดยปล่อยออกจากท่อไข่ ครั้งละ 1-3 ฟอง แม่เต่าจะวางไข่เรื่อยไปจนหมด แม่เต่าวางไข่ครั้งละประมาณ 70 -150 ฟอง ใช้เวลา 20 - 30 นาที ขนาดของไข่เต่าทะเลมีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 4 เซนติเมตร ยกเว้นไข่เต่ามะเฟืองที่มีขนาดใหญ่ ประมาณ 5.5 เซนติเมตร เมื่อแม่เต่าวางไข่เสร็จแล้วจะกลบหลุมไข่ให้แน่น แล้วจึงเกลี่ยทรายเป็นวงกว้างเพื่ออำพรางไข่ที่แท้จริงเสร็จแล้วจะคลานกลับลงทะเลไป โดยไม่ย้อนมาดูแลไข่อีกเลย
      ไข่เต่าฟักตัวโดยอาศัยความร้อนจากแสงอาทิตย์และความชื้นที่เหมาะสมใต้พื้นทราย อุณหภูมิของหลุมไข่เต่าใต้ทรายอยู่ในช่วง 25 - 34 OC อุณหภูมิจะมีผลต่อการเกิดของลูกเต่ามาก ถ้าอุณหภูมิสูงมากตั้งแต่ 35 OC ขึ้นไป ลูกเต่าจะเกิดมาเป็นเพศเมียทั้งหมด และถ้าอุณหภูมิในการเพาะฟักต่ำกว่า 24 OC ลูกเต่าจะเกิดมาเป็นเพศผู้ทั้งหมด เต่าทะเลจะฟักตัวอยู่ 50 -55 วันก็จะเป็นตัวเมื่อลูกเต่าเกิดเป็นตัวแล้วจะโผล่ขึ้นมาจากหลุมทราย โดยเจาะเปลือกไข่ออกมา แล้วขยับตัวพร้อมกันในหลุมใต้ทราย วิธีการขยับตัวของลูกเต่าเหล่านี้ จะทำให้เปลือกไข่ถูกกดยุบตัวลงและเกิดช่องว่างในหลุมทราย ทรายเบื้องบนก็จะยุบตัวลงมาเป็นหลุม ลูกเต่าจะขยับตัวขึ้นมาพร้อมกันที่ปากหลุมทรายและพร้อมกันมุ่งหน้าลงสู่ทะเล ลูกเต่าแรกเกิดสามารถว่าน้ำออกสู่ทะเลลึกได้ทันที ลูกเต่าแรกเกิดมีขนาดเกล็ดกระดองเพียง 4-4.5 เซนติเมตร ลักษณะกระดองอ่อนนิ่ม จึงมักตกเป็นอาหารของสัตว์อื่น เช่น นก สุนัข ตะกวด และปลาขนาดใหญ่ ส่วนลูกเต่าที่รอดจากภัยธรรมชาติก็ถูกมนุษย์ล่าเป็นอาหาร กระดองนำไปขาย ทำเครื่องประดับ ส่วนที่เป็นไข่ถูกเก็บบริโภคและจำหน่าย อัตราเหลือรอดสุดท้ายของลูกเต่าจึงนับว่าน้อยมาก 
ชนิดของเต่าทะเลที่พบในประเทศไทย
เต่าทะเลในน่านน้ำไทยเท่าที่มีรายงานไว้มีทั้งหมด 5 ชนิด คือ
1. เต่าตนุ
ชื่ออังกฤษ : Green turtle
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Chelonia mydas (Linnaeus, 1758)
ลักษณะเด่น : เกล็ดบนส่วนหัวตอนหน้า (Prefrontal scale) มีจำนวน 1 คู่ เกล็ดบนกระดองแถวข้าง (Costal scale) มีจำนวน 4 เกล็ด ลักษณะขอบของเกล็ดจะเชื่อมต่อกันไม่ซ้อนกัน สีสรรและลวดลายสวยงาม โดยมีกระดองสีน้ำตาลอมเหลืองมีลายริ้วสีจางกว่ากระจายจากส่วนกลางเกล็ด จึงมีชื่อเรียกชื่อหนึ่งว่า เต่าแสงอาทิตย์
ขนาด : โตเต็มที่ความยาวกระดองประมาณ 150 เซนติเมตร น้ำหนักถึง 200 กก. ขนาดโตถึงแพร่พันธุ์ได้ความยาวกระดองประมาณ 80 เซนติเมตร
อาหาร : เต่าตนุเป็นเต่าทะเลชนิดเดียวที่กินพืชเป็นอาหาร เมื่อพ้นช่วงวัยอ่อนแล้วอาหารหลัก ได้แก่ พวกหญ้าทะเล และสาหร่ายทะเลชนิดต่าง ๆ เต่าตนุในวัยอ่อนจะกินทั้งพืชและเนื้อสัตว์เป็นอาหาร
แหล่งแพร่กระจาย : แหล่งวางไข่ของเต่าตนุพบมากในอ่าวไทย บริเวณเกาะคราม จังหวัดชลบุรี และพบประปรายทางฝั่งทะเลอันดามันทางหาดตะวันตกของจังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต และหมู่เกาะสุรินทร์และสิมิลัน
2. เต่ากระ
ชื่ออังกฤษ : Hawksbill turtle
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Erethmochelys imbricata (Linnaeus, 1766)
ลักษณะเด่น : จงอยปากค่อนข้างแหลมงุ้มคล้ายปากเหยี่ยว เกล็ดบนส่วนหัวตอนหน้า (Prefontal scale, P1) มี 2 คู่ เกล็ดบนหลังแถวข้าง (Costal scale) มีจำนวนข้างละ 4 เกล็ดลักษณะเด่นชัดคือเกล็ดบนกระดองมีลวดลายริ้วสีใสสวยงาม และลักษณะเกล็ดซ้อนกันเห็นได้ชัดเจน ลักษณะค่อนข้างคล้ายเต่าตนุ
ขนาด : โตเต็มที่ความยาวกระดองประมาณ 100 เซนติเมตร น้ำหนักประมาณ 120 กก. ขนาดโตถึงขั้นแพร่พันธุ์ได้ประมาณ 70 เซนติเมตร
อาหาร : เต่ากระอาศัยอยู่ตามแนวปะการัง โดยเฉพาะเมื่อขนาดเล็กจะอาศัยตามชายฝั่งน้ำตื้น กินสัตว์จำพวกฟองน้ำ, หอย และพวกสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลังต่าง ๆ เป็นอาหาร
การแพร่กระจาย : แหล่งว่างไข่เต่ากระพบมากในอ่าวไทยแถวเกาะคราม จังหวัดชลบุรี และพบกระจัดกระจายตามหมู่เกาะต่าง ๆ ทางทะเลอันดามันรวมทั้งแนวหาดทราย จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต
3. เต่าหญ้าหรือเต่าสังกะสี
ชื่ออังกฤษ : Olive Ridley Turtle
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Lepidochelys olivacea (Eschscholtz, 1829)
ลักษณะเด่น : กระดองเรียบสีเทาอมเขียว สีสรรของกระดองไม่สวยงามเท่าเต่ากระ และเต่าตนุ ส่วนหัวค่อนข้างโต จงอยปากมนกว่าเต่าตนุ ที่แตกต่างกันชัดคือเกล็ดบนส่วนหัวตอนหน้า (Prefont scale) มีจำนวน 2 คู่ และเกล็ดบนกระดองหลังแถวข้าง (Costal scale) มีจำนวน 6-8 แผ่น ในขณะที่เต่ากระและเต่าตนุมีเพียง 5 แผ่น และลักษณะพิเศษของเต่าหญ้าคือกระดองส่วนท้องแถวกลาง (Inframarginal scale) มีรูสำหรับขับถ่ายหรือรูเปิดสำหรับประสาทรับความรู้สึก (ยังไม่ทราบระบบการทำงานที่ชัดเจน) จำนวน 5 คู่
ขนาด : เต่าหญ้าเป็นเต่าทะเลที่มีขนาดเล็กที่สุดในจำพวกเต่าทะเล ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 75-80 เซนติเมตร ขนาดน้ำหนักถึง 80 กก. ขนาดโตเต็มที่สามารถแพร่พันธุ์ได้ ความยาวกระดองประมาณ 60 เซนติเมตร
อาหาร : เต่าหญ้ากินพวกหอย ปู ปลา และกุ้ง เป็นอาหารจึงอาศัยอยู่ตามชายฝั่งทะเลทั่วไป มีจงอยปากใหญ่คมและแข็งแรง สำหรับขบกัดหอยที่มีเปลือกกินเป็นอาหาร
แหล่งวางไข่ : แหล่งวางไข่เต่าหญ้าพบมากทางฝั่งทะเลอันดามัน ตามหาดทรายฝั่งตะวันตกของจังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา และหมู่เกาะต่าง ๆ ในทะเลอันดามัน ไม่พบเต่าหญ้าขึ้นวางไข่ฝั่งอ่าวไทยเลย
4. เต่าหัวฆ้อน
ชื่ออังกฤษ : Loggerhead Turtle
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Caretta caretta (Linneaus, 1758)
ลักษณะเด่น : ลักษณะทั่ว ๆ ไปคล้ายเต่าหญ้าและเต่าตนุมากต่างกันที่เกล็ดบนส่วนหัว ตอนหน้า (Prefrontal scale) มีจำนวน 2 คู่ เท่ากับเต่าหญ้าแต่เกล็ดบนกระดองหลังแถวข้าง (Costal scale) มีจำนวน 5 แผ่น ซึ่งต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่น ๆ และรูปทรงของกระดองหลังจะเรียวเล็กลงมาทางส่วนท้าย
อาหาร : เช่นเดียวกับเต่าหญ้าคือกินสัตว์จำพวกกุ้ง หอย ปู ปลา เป็นอาหาร
แหล่งวางไข่ : ปัจจุบันไม่เคยมีรายงานพบเต่าหัวฆ้อนขึ้นมาวางไข่ ในแหล่งวางไข่เต่าทะเลของไทยอีกเลยตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ซึ่งเข้าใจว่าคงจะสูญพันธุ์ไปจากน่านน้ำไทยแล้ว
5. เต่ามะเฟือง
ชื่ออังกฤษ : Leatherback Turtle
ชื่อวิทยาศาสตร์ : Dermochelys coreacea (Linnaeus, 1776)
ลักษณะเด่น : เต่ามะเฟืองแตกต่างจากเต่าทะเลชนิดอื่นอย่างชัดเจน ตรงที่มีขนาดใหญ่มาก นอกจากนั้นกระดองไม่เป็นเกล็ด มีลักษณะเป็นแผ่นหนังหนาสีดำ อาจมีแต้มสีขาวประ ๆ ทั่วตัว กระดองเป็นสันนูนตามแนวความยาวจากส่วนหัวถึงท้ายจำนวน 7 สัน ไม่มีเกล็ดปกคลุมส่วนหัว จงอยปากบนมีลักษณะเป็นหยัก 3 หยัก
ขนาด : ขนาดโตเต็มที่มีความยาวกระดองถึง 250 เซนติเมตร น้ำหนักกว่า 1,000 กก. ขนาดที่พบขึ้นมาวางไข่ไม่ต่ำกว่า 150 เซนติเมตร
อาหาร : เต่ามะเฟืองอาศัยอยู่ในทะเลเปิด กินอาหารจำพวกพืชและสัตว์ที่ล่องลอยตามน้ำ โดยอาหารหลัก ได้แก่ จำพวกแมงกะพรุน
แหล่งวางไข่ : เต่ามะเฟืองปัจจุบันมีจำนวนน้อยมาก พบขึ้นมาวางไข่บ้างบริเวณหาดทรายฝั่งทะเลอันดามัน ตะวันตกของไทย จังหวัดพังงา และจังหวัดภูเก็ต และหมู่เกาะต่าง ๆ ปัจจุบันไม่พบเต่ามะเฟืองขึ้นวางไข่ในบริเวณอ่าวไทยอีก
การขึ้นวางไข่ของเต่าทะเล
     จำนวนเต่าทะเลที่ขึ้นวางไข่แต่ละแห่ง จะมีการเปลี่ยนแปลงขึ้นลงบ้างในแต่ละปี อันเนื่องมาจากเต่าทะเลแต่ละตัวไม่ได้ขึ้นวางไข่ติดต่อกันทุกปี อาจมีการเว้น 1-3 ปี อาจมีการเว้น 1-3 ปี ขึ้นอยู่กับชนิดและความสมบูรณ์ของเต่าทะเลแต่ละตัว
เต่าทะเลแต่ละตัววางไข่ได้มากกว่า 1 ครั้ง ในแต่ละฤดู โดยเว้นช่วงตั้งแต่ 12-40 วัน จำนวนครั้ง ความดกของไข่ ขึ้นอยู่กับชนิดและความสมบูรณ์ของเต่าทะเล ข้อมูลการขึ้นวางไข่ของเต่าทะเลต่าง ๆ ในจำนวนเฉลี่ย คือ
เต่ามะเฟือง สามารถวางไข่ได้ 5 ครั้ง/ฤดู
เต่าตนุ สามารถวางไข่ได้ 5 ครั้ง/ฤดู
เต่ากระ สามารถวางไข่ได้ 4 ครั้ง/ฤดู
เต่าหญ้าฯ สามารถวางไข่ได้ 3 ครั้ง/ฤดู
เต่าหัวฆ้อน สามารถวางไข่ได้ 4 ครั้ง/ฤดู

สาเหตุที่ทำให้เต่าทะเลลดลงใกล้จะสูญพันธุ์
1. การลักลอบเก็บไข่เต่าทะเล เพื่อนำมาบริโภค เพราะมีความเชื่อว่าการบริโภคไข่เต่าทะเล โดยเฉพาะเต่าตนุ ที่เรียกว่า "ไข่เต่าจะละเม็ด" จะทำให้ร่างกายแข็งแรงและเป็นอาหารที่เลิศรส ทำให้ความต้องการไข่เต่าทะเลสูงขึ้น ไข่เต่าทะเลจึงมีราคาแพง ทำให้มีการขุดค้นหาหรือเก็บไข่เต่าทะเลขึ้นมาขายกันอย่างกว้างขวาง ดังนั้น การลักลอบเก็บไข่เต่าทะเลเพื่อบริโภคหรือจำหน่ายจึงเป็นปัญหาใหญ่ ที่ทำให้เต่าทะเลลงอย่างรวดเร็ว ประมาณว่า พ.ศ. 2522 ประเทศอินโดนีเซียมีการเก็บไข่เต่าทะเลส่งขายถึงสองแสนฟอง และในประเทศไทยของเราก็มีการเก็บไข่เต่าไปขายอยู่เป็นล่ำเป็นสัน เช่นกัน
2. การบริโภคเนื้อเต่าทะเล เนื่องจากเต่าทะเลเป็นสัตว์ที่มีคุณค่าทางอาหารทั้งไข่และเนื้อ โดยเนื้อเต่าทะเลมีโปรตีนสูงถึง 23% และมีไขมันน้อยเพียง 0.20% โดยนิยมกินเนื้อเต่าตนุและเต่าหญ้า ส่วนเนื้อเต่าทะเลชนิดอื่น ๆ ไม่ค่อยนิยมกินกัน เนื้อเต่าทะเลที่บริโภคส่วนใหญ่จะได้จากเรืออวนลากและเบ็ดราว ชาวเล (ไทยใหม่) จะเป็นผู้ซื้อจากท่าเรือประมง ไปชำแหละขายเป็นถุง ๆ
3. การนำกระดองเต่าทะเลไปเป็นเครื่องประดับ และเครื่องตบแต่ง โดยเฉพาะเต่ากระ กระดองจะมีราคาสูงมาก เนื่องจากมนุษย์นิยมนำไปประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับ เช่น กำไลมือ หวี ปิ่นปักผม ตุ้มหู และอื่น ๆ อีกมาก
เมื่อราวสิบกว่าปีที่ผ่านมา ได้มาการล่าและทำลายเต่ากระเป็น จำนวนมาก เพื่อ
นำกระดองไปจำหน่ายเป็นสินค้า โดยเฉพาะในประเทศอาเซียนนิยมซื้อขายผลิตภัณฑ์สินค้าเครื่องประดับที่ทำจากกระดองเต่ากระกันมาก เนื่องจาก เชื่อว่าเป็นสิ่งที่นำโชคมาให้แก่ผู้ครอบครอง และถือว่าเป็นของหายาก และมีราคาแพง ในปี พ.ศ. 2521 ประเทศไทยได้มีการส่งกระดองเต่าเป็นสินค้าส่งออกถึง 57,000 กิโลกรัม ซึ่งถือว่าเป็นการทำลายเต่าทะเลมากจนเกือบจะสูญพันธุ์ก่อนที่จะมีการอนุรักษ์กันอย่างจริงจัง ในเวลาต่อมา
ส่วนหนังเต่าทะเลถูกนำไปเป็นผลิตภัณฑ์จำพวกเครื่องหนังต่าง ๆ นอกจากนั้น ไขมันของเต่าทะเลยังสามารถนำไปสกัดใช้เป็นส่วนผสมของสบู่หรือน้ำหอมที่มีราคาอีกด้วย
4. การเปิดว่าประมูลเก็บฟองไข่เต่าทะเลเพื่อการค้า โดยผู้ว่าประมูลสามารถรวบรวมไข่เต่าทะเลนำไปเพื่อการค้าได้ ซึ่งมีเงื่อนไขแต่เพียงว่าให้นำไข่เต่าทะเล ประมาณ 20% ไปเพาะฟักเพื่อปล่อยกลับไปสู่ทะเล เพื่อทดแทนพันธุ์เต่าทะเลในธรรมชาติ จะเห็นว่าจำนวนลูกเต่าที่ปล่อยกลับทะเล ไม่สามารถชดเชยการทำลายพันธุ์ในธรรมชาติได้ เต่าทะเลซึ่งลดจำนวนลงอย่างรวดเร็ว
ปัจจุบันที่ว่าประมูลเต่าทะเลหรือสัมปทานเต่าทะเลถูกยกเลิกไป เนื่องจาก
จำนวนเต่าทะเลเหลือน้อยมาก จนไม่มีผู้ว่าประมูลอีกต่อไป เพราะไม่คุ้มกับค่าใช้จ่าย และอีกประการหนึ่ง บริเวณที่เคยเป็นแหล่งสัมปทานไข่เต่าทะเลปัจจุบัน ได้ประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติสิรินาถ เป็นต้น
ที่ว่าประมูลไข่เต่าทะเล ของจังหวัดภูเก็ต พังงา มีดังนี้
4.1 ที่ว่าประมูลไข่เต่าทะเลที่หาดกะตะ หาดกะรน หาดป่าตอง ซึ่งประกอบไปด้วยหาดทราย ยาวประมาณ 6 กิโลกรัม พบว่ามีเต่าทะเลชนิดเต่าหญ้าอยู่มาก และเต่ามะเฟืองอีกจำนวนหนึ่ง จากแหล่งนี้ผู้ว่าประมูลจะต้องทำการฟักเต่าทะเล เพื่อปล่อยเป็นจำนวน 500 ตัวต่อปี
4.2 ที่ว่าประมูลไข่เต่าทะเลที่หาดไนยาง หาดสวนมะพร้าว หาดทรายแก้ว อำเภอถลาง จังหวัดภูเก็ต มีลักษณะเป็นหาดที่ยาวติดต่อกันประมาณ 10 กิโลกรัม เป็นแหล่งวางไข่เต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุดของภูเก็ต ผู้ว่าประมูลต้องเพาะลูกเต่า เพื่อปล่อยลงสู่ทะเล 1,500 ตัวต่อปี
4.3 ที่ว่าประมูลไข่เต่าทะเลหาดท่านุ่น อำเภอตะกั่วทุ่ง หาดนาเตย หาดท้ายเหมือง อำเภอท้ายเหมือง มีความยาวติดต่อกันประมาณ 20 กิโลกรัม และเป็นหาดทรายกว้าง เป็นแหล่งประมูลเก็บไข่เต่าทะเลที่ใหญ่ที่สุดของฝั่งอันดามัน ผู้ว่าประมูลต้องทำการฟักไข่เต่าเพื่อปล่อย เป็นจำนวน 4,500 ตัวต่อปี
4.4 ที่ว่าประมูลไข่เต่าทะเลหมู่เกาะพระทอง อำเภอคุระบุรี จังหวัดพังงา ซึ่งประกอบไปด้วยเกาะคอเขา เกาะพระทอง และเกาะรา แต่ละเกาะจะมีลักษณะเป็นหาดทรายยาวหลายกิโลเมตร ซึ่งมีเต่าหญ้าขึ้นมาวางไข่มากที่สุด ผู้ว่าประมูลต้องฟักเต่า เพื่อปล่อยลงทะเล ประมาณ ปีละ 1,400 ตัว
5. การบุกรุกทำลายแหล่งขึ้นวางไข่ของเต่าทะเล ปัจจุบันตามชายหาดต่าง ๆ ที่เคยเป็นที่ขึ้นวางไข่ของเต่าทะเล เช่น หาดกะตะ, หาดกะรน, หาดป่าตอง, หาดไม้ขาว และหาดท้ายเหมือง ได้กลายเป็นแหล่งชุมชนและมีการประกอบกิจการการท่องเที่ยวไปจนเกือบหมด มีการก่อสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างเป็นจำนวนมาก ทำให้สภาพแหล่งวางไข่เต่าทะเลเสียสภาพ ไม่เหมาะสมที่เต่าจะขึ้นวางไข่อีกต่อไป ปัจจุบันแหล่งที่เหมาะสมสำหรับวางไข่เต่าทะเลเหลือน้อยมาก ในจังหวัดภูเก็ตยังพบเต่าทะเลขึ้นมาวางไข่เพียงแห่งเดียวคือ บริเวณอุทยานแห่งชาติสิรินาถ (หาดไนยาง - หาดไม้ขาว) จังหวัดพังงา บริเวณอุทยานแห่งชาติเขาลำปี - หาดท้ายเหมือง (หาดท้ายเหมือง) เป็นต้น สำหรับฝั่งอ่าวไทยบริเวณเกาะคราม จังหวัดชลบุรี อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือ จึงสามารถควบคุมดูแลการลักลอบเก็บไข่เต่าทะเล
6. แหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารเสื่อมโทรม เต่าทะเลส่วนใหญ่อาศัยตามแนวชายฝั่ง ยกเว้นเต่ามะเฟืองซึ่งใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในทะเลเปิด ปัจจุบัน สภาพชายฝั่งได้เสื่อมโทรมเป็นอย่างมาก ด้วยสาเหตุหลายประการ ได้แก่
6.1 การทำการประมงที่ผิดวิธี เช่น การทำการประมงอวนลาก อวนรุน ในเขต 3,000 เมตร นับจากแนวชายฝั่ง, การระเบิดปลาในแนวปะการัง, การใช้ยาเบื่อเมา
6.2 การประกอบธุรกิจการท่องเที่ยว การนำนักท่องเที่ยวไปเที่ยวทางทะเล เช่น การดำน้ำ, การใช้เรือท้องกระจก, การท่องเที่ยวแบบเดินใต้ท้องทะเล (Seawalker) เป็นการทำลายทรัพยากรปะการังเป็นอย่างมาก ซึ่งแนวปะการังเป็นแหล่งอาศัยของเต่าทะเล และการที่นักท่องเที่ยวทิ้งสิ่งปฏิกูลลงทะเลเป็นการทำลายแหล่งอาศัยของเต่าทะเล เช่นเดียวกัน
6.3 การทำการก่อสร้างและการขุดแร่ในทะเล การไถปรับหน้าดิน ตัดถนนบนชายฝั่งและการขุดแร่ในทะเล เป็นสาเหตุทำให้เกิดตะกอนดินจนทำให้สภาพแหล่งอาหารและแหล่งอาศัยของเต่าทะเลเสียสภาพไป เป็นสาเหตุหนึ่งทำให้เต่าทะเลลดลง
6.4 การประกอบธุรกิจโรงแรมตามชายหาดต่าง ๆ โรงแรมถ้ามีการถ่ายเทของเสียลงสู่ทะเล โดยไม่มีการบำบัดก่อน ก็เป็นสาเหตุที่ทำให้สภาพน้ำทะเลเสียไป
7. การทำการประมงอวนลาก, อวนลอย และเบ็ดราว เป็นสาเหตุสำคัญโดยตรงทีทำลายเต่าทะเลทั้งที่เจตนาและไม่เจตนา เครื่องมืออวนลากถูกนำเข้ามาใช้ในประมงไทยประมาณปี พ.ศ. 2507 และแพร่หลายอย่างรวดเร็วทั่วประเทศ มีทั้งอวนลากคู่ อวนลากแผ่นตะเฆ่ อวนลากคานถ่าง เรืออวนลากสามารถกวาดทุกสิ่งทุกอย่างในท้องทะเล ได้แก่ กุ้ง ปู ปลา ปะการัง เครื่องมือประมงพื้นบ้าน และเต่าทะเล ถือได้ว่าเรืออวนลาก เป็นสาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ทรัพยากรสัตว์น้ำลดลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะเต่าทะเล เรืออวนลากเป็นสาเหตุอันดับหนึ่งที่ทำให้เต่าตาย
เครื่องมือประมงที่ทำลายเต่าทะเลร้ายแรงอันดับสอง คือ เบ็ดราว เบ็ดราวเหล่านี้จะวางเป็นแนวยาวหลายร้อยเมตร เครื่องมือประมงที่ทำลายเต่าทะเลอีกชนิดหนึ่ง คือ อวนลอย และอวนถ่วง จะทำการประมงบริเวณชายฝั่ง ซึ่งยังไม่มีกฎหมายห้ามเพราะเป็นเครื่องมือประมงพื้นบ้าน แต่มีผู้ถือโอกาสทำการประมงชายฝั่งบริเวณแหล่งวางไข่เต่าทะเลในช่วงฤดูวางไข่ ถือว่าเป็นตัวการสำคัญที่ทำลายพันธุ์เต่าทะเลโดยตรง จึงเห็นว่าน่าจะมีการควบคุมการทำการประมงด้วยเครื่องมือเหล่านี้ ในบริเวณแหล่งวางไข่ในช่วงฤดูวางไข่เต่าทะเล เช่น บริเวณหน้าหาดไม้ขาว จังหวัดภูเก็ต บริเวณหน้าหาดท้ายเหมือง จังหวัดพังงา เป็นต้น เต่าทะเลเป็นสัตว์น้ำที่หายใจด้วยปอด เมื่อติดอวนหรือเบ็ด อยู่ใต้น้ำนาน ๆ ก็จะจมน้ำตายได้ นอกจากนั้น ชาวประมงบางกลุ่มทำการจับดักเต่าทะเลโดยเจตนา เพื่อนำเนื้อไปบริโภคหรือฆ่าเพื่อเอาไข่ในท้อง
8. เจ้าหน้าที่ของรัฐละเลยไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ความจริงกฎหมายเกี่ยวกับการอนุรักษ์เต่าทะเล มีมาตั้งแต่ พ.ศ. 2490 ได้แก่ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490, ต่อมามีกฎหมายอุทยานแห่งชาติ คือ พระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ 2504 เป็นต้น แต่เจ้าหน้าที่ของรัฐ ได้แก่ ตำรวจ, เจ้าหน้าที่ประมง, เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ไม่ได้นำกฎหมายเหล่านี้ไปใช้ปฏิบัติอย่างจริงจัง กฎหมายจึงไม่มีความศักดิ์สิทธิ์
9. ประชาชนขาดจิตสำนักในการอนุรักษ์เต่าทะเล ประชาชนชาวไทยยังขาดความเคารพต่อกฎหมาย และยังขาดจิตสำนักในการตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์ทรัพยากรเต่าทะเล จึงขาดความร่วมมือในการอนุรักษ์อย่างจริงจัง เต่าทะเลจึงถูกทำลายลงเรื่อย ๆ 
10. การประชาสัมพันธ์ การเผยแพร่ความรู้ให้กับประชาชนทั่วไปยังไม่ทั่วถึงทั้งทางด้านความรู้ด้านชีววิทยาและกฎหมายการอนุรักษ์ทรัพยากรเต่าทะเล จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ประชาชนไม่เห็นความสำคัญของเต่าทะเล
11. การลงโทษสำหรับผู้กระทำความผิดกฎหมายเกี่ยวกับเต่าทะเลเบาเกินไป ทำให้ประชาชนไม่เกรงกลัวกฎหมาย โดยเฉพาะกฎหมายพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2450
12. องค์กรเอกชน ในอดีตที่ผ่านมาองค์กรเอกชนยังไม่ค่อยมีบทบาทในด้านการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติเท่าที่ควร

มาตรการการอนุรักษ์เต่าทะเล
     บทบาทด้านการอนุรักษ์เต่าทะเลส่วนใหญ่จะอยู่กับทางราชการ โดยเฉพาะแต่เมื่อมีกระแสการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมขยายตัวไปกว้างขวาง ชุมชน องค์การพัฒนาเอกชนก็เริ่มเข้ามามีบทบาททางด้านนี้มากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้น การดำเนินงานการอนุรักษ์เต่าทะเลไทย จำเป็นต้องมีการควบคุมและจัดการประชากรเต่าทะเลในธรรมชาติ ควบคู่กันกับการด้านกฎหมายและประชาสัมพันธ์
มาตรการอนุรักษ์เต่าทะเล ประกอบด้วย
1. เพิ่มมาตรการคุ้มครองป้องกันการลักลอบเก็บไข่เต่าทะเล พยายามตรวจตราแหล่งวางไข่เต่าทะเล โดยร่วมมือกันกับชุมชนในท้องถิ่นโดยการจัดตั้ง "กลุ่ม" หรือ "ชมรม" การอนุรักษ์เต่าทะเลและสิ่งแวดล้อมในชุมชนนั้น โดยให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการดูแลรักษาไข่เต่าทะเลไว้ให้ได้และให้มีการเพาะฟักขยายพันธุ์ในธรรมชาติให้มากที่สุด โดยการแต่งตั้งให้เป็นอาสาสมัครอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเล เพื่อช่วยทางราชการในการป้องกันผู้ลักลอบเก็บไข่เต่าทะเลไปขาย ตลอดจนรณรงค์งดการบริโภคไข่เต่าทะเล เพื่อลดการทำลายไข่เต่าทะเลในธรรมชาติ
2. ป้องกันการล่าเต่าทะเลเพื่อนำเนื้อเต่าทะเลมาบริโภค ซึ่งมีอยู่ในหลายประเทศ ประเทศไทยก็เป็นประเทศหนึ่งที่นิยมบริโภคเนื้อเต่าทะเลโดยเฉพาะชาวเล (ไทยใหม่) เจ้าหน้าที่ต้องพยายามไปตรวจตราตามแพปลาใหญ่ ๆ เพราะแพปลาเป็นแหล่งขายเนื้อเต่าทะเลแหล่งใหญ่ที่สุด
3. เข้มงวดตรวจตราร้านค้าที่ขายกระดองเต่าทะเลสตัฟฟ์หรือนำกระดองเต่าทะเลมาประดิษฐ์เป็นเครื่องประดับต่าง ๆ
4. ป้องกันแหล่งขึ้นวางไข่เต่าทะเลบนชายหาด ไม่ให้ถูกทำลายมากกว่านี้ด้วยการพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งจำเป็นต้องสร้างอาคารและสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ มีแสงไฟและมีผู้คนพลุกพล่าน หาทางฟื้นฟูแหล่งวางไข่เต่าทะเลให้คงสภาพเหมาะสมที่เต่าทะเลจะขึ้นวางไข่ต่อไป
5. เข้มงวดตรวจตราการทำการประมงที่ผิดกฎหมาย โดยเฉพาะการทำการประมงอวนลาก อวนรุน ในระยะ 3 กิโลเมตรจากชายฝั่ง นอกจากเป็นการทำลายเต่าทะเลโดยตรงแล้ว การลากอวนยังทำลายแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของเต่าทะเลอีกด้วย เห็นสมควรมีการปราบปรามการประมงที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง และควรกำจัดเครื่องมืออวนลากให้มีจำนวนให้เหมาะสมกับจำนวนทรัพยากรสัตว์น้ำสำหรับอวนรุนไม่ควรให้มีอีกต่อไป
6. ป้องกันแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของเต่าทะเล พยายามรักษาสภาพสิ่งแวดล้อมของแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารของเต่าทะเลให้คงสภาพสมบูรณ์ โดยทั่วไปแล้ว ได้แก่ บริเวณชายฝั่งแนวปะการัง, หญ้าทะเล เป็นต้น
7. อบรมเจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ปฏิบัติให้เข้าใจมาตรการการอนุรักษ์เต่าทะเล โดยเฉพาะกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490, พระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 และพระราชบัญญัติอุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 เป็นต้น และให้เจ้าหน้าที่ของรัฐปฏิบัติงานด้านการอนุรักษ์เต่าทะเลอย่างจริงจังและจริงใจ
8. จัดอบรมนักเรียน นักศึกษา เยาวชน ชาวประมงและประชาชนทั่วไปเกี่ยวกับการอนุรักษ์เต่าทะเลของไทย เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ตระหนักถึงความสำคัญของการอนุรักษ์เต่าทะเล ให้เกิดแรงร่วมมือร่วมใจช่วยกันอนุรักษ์เต่าทะเลให้ได้ผล
9. การประชาสัมพันธ์ การรณรงค์ต่าง ๆ โดยการทำแผ่นพับ โปสเตอร์ จุลสารต่าง ๆ โดยความร่วมมือกันทั้งภาครัฐและเอกชน
10. การจัดงานปล่อยลูกเต่าทะเล พร้อมกับจัดนิทรรศการเผยแพร่เรื่องเต่าทะเล เป็นวิธีการส่งเสริมการอนุรักษ์ที่ได้ผลทางหนึ่ง การปล่อยลูกเต่าทะเลเป็นการให้ประชาชนโดยทั่วไปมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์ทางหนึ่ง คนไทยมีความเชื่อตามขนบธรรมเนียมประเพณี ว่าการปล่อยสัตว์น้ำเป็นการให้ชีวิตใหม่ จะได้บุญกุศลมากและมีอายุยืนยามเหมือนเต่า อีกประการหนึ่งเป็นการปลูกฝังให้ประชาชนและเอกชนหันมาช่วยกันอนุรักษ์เต่าทะเลให้เหลือไว้เป็นสมบัติของธรรมชาติและประเทศสืบไป
ส่งเสริมให้ภาคเอกชน มีส่วนร่วมในการจัดงานปล่อยเต่าทะเล เช่น จังหวัดภูเก็ต มีกลุ่มอนุรักษ์เต่าทะเลบ้านไม้ขาว ตำบลไม้ขาว อำเภอถลาง จัดพิธีปล่อยเต่าทะเล ขึ้นในวันที่ 13 เมษายน ของทุกปี ซึ่งตรงกับวันสงกรานต์ หรือวันประมงแห่งชาติ ณ บริเวณชายทะเลหาดไม้ขาว นอกจากนี้โรงแรมในเครือลากูน่า กรุ๊ป ตำบลบางเทา อำเภอถลาง จังหวัดภูเกต ก็มีการจัดงานปล่อยเต่าทะเลทุก ๆ ปีเช่นเดียวกัน
11. รักษาประเพณี "การเดินเต่า" ของคนภูเก็ต - พังงา เอาไว้ ชายหาดบริเวณจังหวัดภูเก็ต พังงา เต่าทะเลจะขึ้นวางไข่ ประมาณเดือนตุลาคม - กุมภาพันธ์ ของทุกปี
การเดินเต่า คือ การออกไปเดินชายหาดที่มีเต่าทะเลขึ้นวางไข่ในตอนกลางคืนโดยเฉพาะคืนเดือนมืดเป็นคณะเป็นกลุ่ม ทั้งนี้เพื่อเป็นการจัดกิจกรรมให้ประชาชนได้มีโอกาสร่วมโครงการอนุรักษ์พันธุ์เต่าทะเลกับทางราชการอีกด้วย ในปัจจุบันชายหาดที่มีการเดินเต่าทะเล ได้แก่ หาดไนยาง และหาดท้ายเหมือง แต่โอกาสที่จะได้เห็นเต่าทะเลคลานขึ้นมาวางไข่มีน้อยมาก เพราะหาดทรายถูกรบกวน จำนวนเต่าก็มีน้อย
12. จัดสัมมนาในหัวข้อ "แนวทางการอนุรักษ์เต่าทะเล" โดยเชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน เช่น กรมประมง กรมป่าไม้ กองทัพเรือ กระทรวงวิทยาศาสตร์และสิ่งแวดล้อม กลุ่ม, ชมรมอนุรักษ์ฯ และองค์กรเอกชนต่าง ๆ เพื่อมาระดมความคิดเกี่ยวกับการอนุรักษ์เต่าทะเล
13. ปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์เต่าทะเลให้เหมาะสมกับสภาพปัจจุบัน โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการประมง พ.ศ. 2490 ซึ่งใช้มาเป็นเวลานาน และได้แก้ไขเพียง 2 ครั้ง คือ พ.ศ. 2496 และ พ.ศ. 2528 เท่านั้น มีการลงโทษแก่ผู้กระทำผิดเพียงเล็กน้อย ทำให้ประชาชนไม่เกรงกลัว หรือขาดความเคารพต่อกฎหมาย
14. ให้ความสำคัญด้านการอนุรักษ์เต่าทะเลแก่องค์กรเอกชนต่าง ๆ ให้มากขึ้น ได้แก่ กลุ่ม หรือชมรมอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม หรือมูลนิธิที่เกี่ยวกับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมทั้งหลาย ต้องยอมรับว่าในปัจจุบันองค์กรเอกชนเหล่านี้มีบทบาทด้านการอนุรักษ์มาก