ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ผมนั่งรถไฟล่องใต้ไปตามเสียงเพลงจากเมืองหลวงสู่เมืองใต้ เมืองของเสียงสนและเกลียวคลื่น มุ่งสู่โรงแรมสมิหลาโรงแรมที่ทันสมัยไปงานแต่งงานของลูกชายเพื่อนที่เคยทำงานร่วมกันมาหลายปี นายเล็ก กู้สมานเกียรติ ที่ชาวสงขลารู้จักในนามบินหลา ดีเจ คนดังของสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดสงขลา

ผมนั่งรถไฟมาทั้งคืนนั่งไปนั่งมาคิดว่านั่งเรือโยกซ้ายโยกขวา ทำท่าจะเมาคลื่นนึกขึ้นได้ว่านั่งรถไฟไม่ใช่นั่งเรือ ทนไปหน่อยอีกไม่นานจะได้นั่งรถไฟความเร็วสูงของรัฐบาลนายกปูแล้ว ความหวังของผมก็เกิดขึ้นมาอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ตามทำให้หวนคิดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ร้านกาแฟที่หมู่บ้านประชานิเวศน์ 2 ระยะ 3 เช้าวันนั้นขณะที่สภากาแฟกำลังถกเถียงกับถึงเงินกู้ 2 ล้านล้าน ผมจำได้ว่าวันนั้นตรงกับวันที่ 16 มีนาคม  วันที่หลายคนมีความหวังกับหวยรัฐบาลที่จะออกในตอนบ่ายสมาชิกสภาจึงคึกคักเป็นพิเศษ เสียงลุงอู๊ดตะโกนขึ้นมาว่า “ห้ามคุยเรื่องการบ้านการเมืองเดี๋ยวเลขจะเคลื่อน” เสียงอดีตรองผู้ว่าราชการจังหวัดจิระวัฒน์กระซิบกับสมาชิกว่าคุยเบาๆหน่อย เจ้าของร้านต้องการสมาธิ ขณะนั้นลุงบุญส่ง สมาชิกท่านหนึ่งปั่นจักรยานสองล้อเก่าๆมาจากไหนไม่ทราบ ตะโกนร้องสั่งกาแฟ 
“โอเลี้ยงไม่ใส่น้ำแข็งใส่แก้วด้วย” ที่แกสั่งอย่างนี้เพราะเคยสั่งโอเลี้ยงไม่ใส่น้ำแข็งลุงอู๊ดจะถามกลับว่า จะให้ใส่แก้วหรือใส่ฝ่ามือ

“เอ้าเชิญนั่งยืนอยู่ทำไม ผู้หลักผู้ใหญ่นั่งอยู่เห็นไหม” ลุงบุญส่งผู้มีอายุ 70 กว่าปีแล้วรีบนั่งลงอย่างเรียบร้อย ผมเห็นลุงส่งนั่งคันปากยิบๆในที่สุดทนไม่ไหวพูดขึ้นมาว่า

“ได้ข่าวว่าเจ้าอู๊ดถ้าถูกรางวัลที่ 1 จะพาเจ๊อร (เมียลุงอู๊ด) ไปนั่งรถไฟความเร็วสูง” เจ๊อร ซึ่งยืนผูกถุงโอเลี้ยงอยู่ข้างๆ ลุงอู๊ดร้องขึ้น

“โอ๊ยฉันไม่ไปกับมันหรอก ปล่อยให้มันไปตายคนเดียวเถอะ”

ผมก็คิดเหมือนเจ๊อร คงไม่กล้านั่งเหมือนกันเพราะได้ยินข่าวอุบัติเหตุรถไฟความเร็วสูงจากเมืองจีนที่ตายกันเป็นเบือ ขอนั่งรถไฟไทยเรานี่แหละถึงจะโยกบ้างก็โยกแบบน่ารัก

ผมนอนหลับๆ ตื่นๆ มาตลอดทั้งคืนเช้าของวันใหม่ เวลา 6:45 น. รถเทียบชานชาลาสถานีรถไฟหาดใหญ่ตรงตามเวลา คุณอาทิตย์ จากศูนย์เก้าเส้งนำรถยนต์มารับผมที่สถานีรถไฟ ท่าน ผอ. 
ยงยุทธ์ให้ผมมารับท่านผู้ตรวจครับ อาทิตย์รายงานตัว ผมสงสัยว่า ผอ. ยงยุทธ์รู้ได้อย่างไรว่าผมจะมา แต่ทราบภายหลังว่า ผอ. ธวัช ศรีวีระชัย จากภูเก็ตบอกมาก่อนแล้ว ผมได้เดินทางจากหาดใหญ่ไปสงขลาแวะกินข้าวต้มโจ๊กร้านเกาะไทยก่อนจะเข้าที่พัก ผมรีบอาบน้ำอาบท่าเรียบร้อยแล้วบอกคุณอาทิตย์ให้พาไปคารวะท่าน ผอ. สถาบันฯ เก้าเส้ง และขอเยี่ยมชมผลงาน จากที่พักโรงแรมเดินทางไปตามถนนชลาทัศน์เลียบชายทะเลหาดสมิหลาระยะทางประมาณ 5 กิโลเมตร ถึงปากทางเข้าสถาบันฯ เลี้ยวซ้ายเข้าไปตามถนนแคบๆ ผ่านหมู่บ้านชาวมุสลิมซึ่งส่วนใหญ่มีอาชีพทำการประมงเป็นประมงระดับพื้นบ้าน เรือที่ใช้หาปลาเป็นเรือกอและ ผ่านหมู่บ้านได้กลิ่นปลาเค็มตากแห้งลอยมา จากหมู่บ้านเข้าไปประมาณ 1 กม. ก็ถึงสถาบันฯ เก้าเส้ง

สถาบันวิจัยการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเรียกกันทั่วไปว่า NICA เดิมเป็นสถานีประมงสงขลา สร้างเมื่อปี พ.ศ. 2527 มีหัวหน้าสถานีคนแรกคือ นายอำพล พงศ์สุวรรณเป็นหัวหน้าสถานีคนแรก เดิมตั้งอยู่บริเวณท่าเทียบเรือสงขลาถนนวิเชียรชม มีนักวิชาการรุ่นบุกเบิกหลายท่าน นายไพโรจน์ พรหมมานนท์ ต่อมาท่านได้เป็นหัวหน้าสถานีต่อจากหัวหน้าอำพล คุณสุชล จูฑาทิพย์ อาจารย์ประจวบ สุขเจริญ คุณสุชาติ วิเชียรสรรค์ คุณสวัสดิ์ วงศ์สมนึก

ผอ.ทรงชัย สหวัชรินทร์ สำหรับตัวผมได้รับการบรรจุแต่งตั้งเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2511 พร้อมกับคุณยุทธ์ ฮั่นโสภา งานที่ทำแรกๆ คืองานสำรวจชีววิทยาประมงในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา และตลอดแนวชายฝั่งอ่าวไทย ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราช ถึงจังหวัดนราธิวาส สำหรับสถานีได้มีการศึกษาด้านการเพาะฟัก เช่น การเพาะฟักกุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปลากะพงขาว ปลากระบอก ปูทะเล และสาหร่ายทะเลที่มีค่าทางเศรษฐกิจ

สภาวะการประมงของประเทศในสมัยนั้น อยู่ในสภาวะที่เสื่อมโทรมมาก ทรัพยากรสัตว์น้ำถูกจับขึ้นมาใช้ประโยชน์จำนวนมากที่เรียกว่า Overfishing สัตว์ทะเลมีปริมาณลดน้อยลง จากการที่เคยจับสัตว์น้ำด้วยเครื่องมืออวนลากได้ 250 กก./ชม. เมื่อปี 2505 เหลือเพียงจับได้ 20 กก./ชม.ในปี 2511 ราคาสินค้าสัตว์น้ำที่สำคัญทางเศรษฐกิจ เช่น ปลากะพงขาว ราคากก.ละ 200 บาท กุ้งทะเลแชบ๊วย ราคา กก.ละ 300 บาท ในขณะที่อัตราเงินเดือนข้าราชการชั้นตรีบรรจุใหม่ได้เพียง 1,050 บาท และนับวันราคาปลาและกุ้งเพิ่มสูงขึ้นไปเรื่อยๆ มีนักวิชาการหลายท่านกล่าวว่าปลากะพงขาวและกุ้งทะเลราคาอาจจะขึ้นไปถึง 1,000 บาทในไม่ช้า

นับว่าเป็นความโชคดีของประเทศ  ที่ได้มีนักวิชาการของสถานีประมงสงขลา  พร้อมด้วยผู้บริหารของกรมประมงสมัยนั้น  ได้ช่วยกันศึกษาค้นคว้าทางด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจนประสบความสำเร็จได้เป็นครั้งแรก เช่น การเพาะพันธุ์กุ้งก้ามกราม กุ้งทะเล ปลากะพงขาว ปลากระบอก ปลาเก๋า การเพาะเลี้ยงหอยนางรม การเพาะเลี้ยงหอยแมลงภู่ การเพาะสาหร่ายทะเล การเพาะพันธุ์ปูทะเล และยังได้ส่งเสริมการเลี้ยงกุ้งและปลา เช่น การเลี้ยงปลากะพงขาวและปลาเก๋าในกระชังในทะเลสาบสงขลา จนเกิดธุรกิจการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อยจนเจริญก้าวหน้ามาจนทุกวันนี้

สถานีประมงสงขลาได้พัฒนามาเป็นสถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแห่งชาติ โดยได้รับการช่วยเหลือจากรัฐบาลญี่ปุ่น ต่อมา กรมประมงได้รับพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้าล้นกระหม่อมจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปทรงเปิดสถาบันฯ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2524 กรมประมงถือว่าเป็นมหามงคลและเป็นเกียรติแก่สถาบันอย่างยิ่ง จากวันที่ได้รับสถาปนาเป็นต้นมา สถาบันได้สร้างผลงานวิจัยและพัฒนางานด้านประมงเป็นที่ประจักษ์ทั้งภายในและต่างประเทศมากมาย

ผมยืนดูแผ่นศิลาฤกษ์ที่องค์พระประมุขของประเทศ พระมหากษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ของปวงชนชาวไทยทรงวางไว้ ณ สถานที่แห่งนี้ ผมยังมีความหวังว่าสักวันสถาบันฯแห่งนี้จะต้องกลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง จากนั้นผมเดินต่อไปยังห้องทำงานของ ผอ.สถาบันฯ ที่ประตูหน้าห้องผมยืนคำนึงว่าครั้งหนึ่งผมเคยนั่งทำงาน ณ.สถานที่แห่งนี้เมื่อหลายปีมาแล้วผมถือว่าเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธ์แห่งหนึ่ง ผู้ที่มีวาสนาเท่านั้นที่จะได้นั่งทำงานในห้องนี้

ผอ. ยงยุทธ ปรีดาลัมพะบุตร นักวิชาการหนุ่มใหญ่ไฟแรงผู้มีความตั้งใจจริงในการทำงานท่านเป็นลูกหม้อของสถาบันฯแห่งนี้ปัจจุบันท่านเป็น ผอ.ของสถาบันอันทรงเกียรตินี้

เมื่อผมย่างเท้าเข้าไปในห้อง ผมมองตรงไปที่โต๊ะทำงานของ ผอ. น่าแปลกใจแทนที่จะเป็น ผอ.ยงยุทธ กลับกลายเป็นหญิงสาววัยกลางคนตั้งหน้าตั้งตาเขียนหนังสืออย่างขะมักเขม้น ผมพยายามใช้สายตาของอดีตชายหนุ่มที่กำลังย่างเข้าสู่วัยชรา เมื่อเพ่งมองดูอีกครั้งเพื่อความไม่ผิดพลาดและแน่นอนทีเดียวเป็นใครไปไม่ได้ ท่านคือ ดร.วารินทร์ ธนาสมหวัง อดีตผู้อำนวยการกองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ปัจจุบันเป็นผู้เชี่ยวชาญพิเศษด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เธอร้องทักออกมาก่อน

“สวัสดีค่ะ พี่สมชาติ”

“สวัสดี ตั้งหน้าตั้งตาทำอะไรอยู่หนู” เป็นคำที่ ผช. วารินทร์แทนตัวเองมาตลอด

“หนู กำลังเขียนแผนวิจัยโครงการของบประมาณพิเศษให้ ผอ.ยงยุทธ อยู่ค่ะ งบประมาณปรกติได้น้อยมาก ทำให้งานวิจัยของกรมประมงไม่สามารถพัฒนาก้าวหน้าไปได้ หลายแห่งต้องของบวิจัยพิเศษจากกองทุนการวิจัยแห่งอื่นๆ”

เป็นความโชคดีของ ผอ. สถาบันฯ ที่ผู้เชี่ยวชาญ ดร. วารินทร์ได้ลงมาให้ความช่วยเหลือเช่นนี้ หรือว่าความฝันของผมได้เป็นจริงขึ้นแล้ว

ผอ.ยงยุทธ นั่งอยู่ที่โต๊ะรับแขก เราต่างทักทายกันตามประสาพี่ๆน้องๆ จากสถาบันเดียวกัน เราคุยกันสัพเพเหระหลายเรื่อง สุดท้าย ผอ. ยงยุทธ ได้เชิญผมไปดูผลงานของสถาบันฯ ผมยินดีที่ได้มีโอกาสในครั้งนี้ ไม่นานผมได้มาเดินอยู่ท่ามกลางนักวิชาการและคนงานประมงที่ตั้งหน้าตั้งตาทำงานกันอยู่อย่างขะมักเขม้น

นักวิชาการที่ ผอ. ยงยุทธ แนะนำให้รู้จักคือ ดร. มาวิทย์ อัศวอารีย์ นป.ชำนาญการ ชื่อเล่นว่าม้า ผมดูหน้าตาแล้วไม่เห็นคล้ายม้าสักหน่อย แล้วทำไมเพื่อนๆเรียกม้าน่าสงสัย เมื่อดูความสง่างามของใบหน้าผมขอเรียกว่าพี่ม้า พี่ม้ากำลังดูแลลูกปลากะพงขาวอายุ 20 กว่าวันที่มีอยู่จำนวนมาก และกำลังทำการคัดขนาดของลูกปลา ลูกปลากะพงขาวต้องหมั่นคัดขนาดเนื่องจากลูกปลาเติบโตไม่เท่ากัน ตัวโตจะโตเร็วมากแล้วจะกินตัวเล็ก และทั้งตัวที่กินและถูกกินก็จะตายทั้งคู่ การคัดขนาดก็จะใช้ตะแกรงที่มีรูเล็กใหญ่ตามต้องการทำการช้อนลูกปลา ตัวเล็กก็จะลอดรูออกไปได้ส่วนตัวโตก็ย้ายไปลงบ่ออื่นต่อไป ผมเห็นเจ้าหน้าที่ที่ยืนคัดปลามีหน้าตาเหี่ยวย่น ตัวผอมเหมือนคนขาดสารอาหาร แต่ทำงานด้วยความขยันขันแข็ง ผมถาม ผอ. ยงยุทธว่าคนงานคนนี้สงสัยที่บ้านไม่มีข้าวกิน หน้าตาก็แก่เกินวัย ผมกลัวว่าจะเป็นลมตกบ่อตายแล้วจะยุ่งกันใหญ่ ผอ. ยงยุทธหัวเราะ ฝ่ายคนงานที่ผมพูดถึงหันมายิ้มเห็นแต่เหงือก เหลือฟันอยู่ 2-3 ซี่ ยกมือไหว้ผมแล้วพูดกับผมว่า ผอ. จำผมไม่ได้หรือครับ  ผมมองดูหน้าตาก็คุ้นๆ ว่าเคยเห็นที่ไหนหน้าตายับๆ ยิ้มเห็นแต่เหงือกแบบนี้ เอ๊ะหน้าตาคุ้นๆ ผมถามไปว่า”ชื่ออะไร” มีคำตอบกลับมาว่า ผมประคอง ชุ่มจันทร์ครับ อ้าวประคองน้องจำนงค์ ชุ่มจันทร์นี่เอง ประคอง เคยเป็นลูกน้องเก่าสมัยอยู่สถานีประมงสงขลา เมื่อก่อนหน้าตาหล่อเหลาเอาการแล้วนี่ทำไมหน้าตาเหมือนคนแปดริ้ว 
ก็ผมอายุ 65 ปีแล้วแล้วจะไม่แก่ได้อย่างไร ผอ.ยงยุทธ บอกผมว่า ผมเห็นนายประคองเป็นคนมีฝีมือชำนาญในการคัดปลาขยันทำงานถึงแม้อายุเกิน 60 แล้วผมก็จ้างเป็นคนงานต่อ ผมจับมือลูกน้องเก่า ขยันหายใจไว้นะเพื่อน ถ้าจะตายก็ไปตายที่บ้านอย่าตายที่โรงเพาะฟักเพราะเด็กๆ มันกลัวผี กลางคืนจะไม่มีใครกล้ามาทำงาน ครับลูกพี่ ลูกพี่ให้พรแบบนี้เป็นกำลังใจให้ผมอยู่ดูโลกที่สวยงามไปอีกนาน

จากนั้น ผอ. ยงยุทธ และพี่ม้าได้พาผมไปดูบ่อปลาขนาดใหญ่บรรจุน้ำได้ 600 ตัน จำนวน 2 บ่อ สำหรับเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลาหมอทะเล มีปลาจำนวน 30 ตัว/บ่อ พี่ม้าอธิบายว่า ต้องเลี้ยงให้ได้ขนาดเจริญพันธุ์โดยตัวเมียมีขนาด 20-30กิโลกรัม/ตัว จากนั้นปลาตัวเมียจะเปลี่ยนเพศเป็นปลาตัวผู้ เมื่อปลามีขนาด 50-60 กิโลกรัม

ปัจจุบันพ่อแม่พันธุ์ปลาหมอทะเลได้มีการเลี้ยงอยู่ที่ศูนย์วิจัยฯกระบี่ มี ผอ. ไพบูลย์ (แอ๋ว) เป็นผอ. ศูนย์ และได้ประสบผลสำเร็จในการเพาะพันธุ์ปลาหมอทะเลได้เป็นจำนวนมากทางสถาบันฯ ได้รับลูกปลาหมอทะเลมาจากศูนย์ฯวิจัยกระบีนำมาเลี้ยงเป็นพ่อแม่พันธุ์ ต่อไป ต่อจากนั้นได้ไปดูการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ปลากะพงขาว  บ่อเลี้ยงมีขนาดใหญ่เท่ากับบ่อเลี้ยงปลาหมอทะเลใส่พ่อแม่ปลากะพงที่มีขนาด 5-11 กก. คุณม้าได้อธิบายว่า แม่ปลาที่มีขนาด 3.5 กก ขึ้นไปจะใช้ทำเป็นพ่อแม่พันธุ์ ปลากะพงที่มีอายุยิ่งมากจะให้ไข่ที่มีคุณภาพดี การเพาะพันธุ์ใช้วิธีฉีดฮอร์โมนสังเคราะห์โดยฉีดทั้งตัวผู้และตัวเมีย พ่อแม่พันธุ์ 80 ตัว จะได้ไข่ปลาประมาณ 50 ล้านฟอง ไข่จะฟักเป็นตัวได้ถึง 80% เมื่อไข่ฟักจะได้ลูกปลาประมาณ 40 ล้านตัว ลูกปลาได้รับการอนุบาลในบ่ออนุบาล การอนุบาลลูกปลาขนาดเล็กจะต้องมีการคัดแยกลูกปลาอยู่เสมอเพื่อไม่ให้ลูกปลากินกันเอง นอกจากเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวแล้วทางสถาบันยังมีการศึกษาวิจัยพันธุ์ปลากะพงชนิดอื่นๆอีกเช่น ปลากะพงดำ (Lobotes surinamensis) ชาวบ้านเรียกว่า 
ปลาหม้อแตก กะพงขี้เซาหรือปลากะพงสามหาง (Triple tale) ปลาตัวนี้จะเจริญเติบโตเร็วมาก เลี้ยง 1 ปีได้น้ำหนักกว่า 2.5 กก ปลาชนิดนี้เป็นปลาที่มีเนื้อดีใกล้เคียงกับปลากะพงขาว

ระบบน้ำที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงปลาของสถาบันฯเป็นการใช้ระบบปิดน้ำหมุนเวียน โดยใช้พื้นที่ทั้งหมด 1 งาน แบ่งบ่อเลี้ยงปลาออกเป็น 8 บ่อ แต่ละบ่อมีขนาด 35 คิว เป็นบ่อบำบัด 3 บ่อ ส่วนของบ่อบำบัด 2 บ่อแรก จะปล่อยพันธุ์ปลานิลลงไปเลี้ยงเพื่อควบคุมคุณภาพน้ำ ของเสียที่ปลานิลขับถ่ายออกมาจะเป็นปุ๋ยเร่งให้เกิดพืชน้ำจำพวกสาหร่ายสีเขียวจำพวกคลอเลลล่า สาหร่ายนี้มีคุณสมบัติทำให้น้ำมีคุณภาพดีและเป็นตัวช่วยกำจัดปุ๋ยไนเตรดที่ที่เกิดผลมาจากการย่อยสลายกากของเสียและเศษอาหารของแบคทีเรีย น้ำจากบ่อปลานิลจะปล่อยไปสู่บ่อตกตะกอน บ่อนี้มีอวนเก่าที่เป็นวัสดุเหลือใช้จากเรือประมงมาเป็นตัวกรองน้ำ โดยเนื้ออวนเป็นเหมือนคอนโดของแบคทีเรีย ที่เรียกว่า แอโรแบคเตอร์ แบคทีเรียตัวนี้มีชีวิตอยู่ในน้ำที่มีออกซิเจน มันช่วยย่อยเศษอาหารและของเสียของกุ้งและปลาที่เป็น
ไนไตรท์ให้เป็นไนเตรด

หลังจากเดินดูงานการเลี้ยงปลาทะเลที่น่าตื่นตาตื่นใจ ผอ. ยงยุทธ หยุดเดินแล้วหันมามองหน้าผมด้วยสายตาห่วงใยถามผมคล้ายกระซิบ แต่ได้ยินกันทั่วว่า เหนื่อยแล้วหรือยังครับเหงื่อไหลโชก
เต็มตัวเลยผมกลัวผู้ตรวจฯจะเป็นลมเป็นแร้ง ผมยืดอกเหี่ยวๆ ตอบไปว่า เรื่องเป็นลมผมไม่กลัวแต่กลัวเป็นแร้ง  เหงื่อออกมากแสดงว่าสุขภาพดี ร่างกายพยายามรักษาสมดุลย์ เมื่อลมทะเลพัดมาหนาวจิต เจอเหงื่อที่เปียกชุ่มจะทำให้รู้สึกเย็นสบาย ผอ. ไม่ต้องห่วงถึงผมเตะปี๊บไม่ค่อยจะดัง แต่ยังมีแรงเคี้ยวข้าวยำ งั้นผมจะพาท่านไปดูโครงการที่ได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก มีผู้มาดูงานหลายหน่วยงานรวมทั้งกลุ่มชาวประมงภาคกลาง ได้ให้ความสนใจโครงการนี้กันอย่างมาก คือโครงการเลี้ยงปลากะพงความหนาแน่นสูงในบ่อที่มีระบบน้ำหมุนเวียน จากนั้นเดินต่อไปประมาณ 20 เมตร เข้าโครงการเลี้ยงปลาระบบน้ำหมุนเวียนใช้พื้นที่ของโครงการเพียง 1 งาน มีบ่อเลี้ยงอยู่ 8 บ่อ เป็นบ่อกลมที่ทำจากผ้าใบอย่างดี แต่ละบ่อมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 5 เมตร สูง 2 เมตร ไม่เหมือนกับบ่อโครงการอื่นๆที่เป็นบ่อซีเมนต์ แต่ละบ่อมีปลากะพงขาวขนาดความยาว 2 นิ้ว ปล่อยลงบ่อจำนวนเท่าใดผมไม่ได้ถาม แต่ผลที่ได้หลังจากเลี้ยงมา 9 เดือน จะได้ปลากะพงน้ำหนักเฉลี่ย 700กรัม/ตัว จำนวนปลาที่จับได้ 1,700 ตัว/บ่อ ในแต่ละบ่อจะควบคุมด้วยอุปกรณ์อีเล็กทรอนิคส์ที่ออกแบบโดยวิศวกรไฟฟ้าควบคุมระบบในบ่อทั้งหมดเช่น ควบคุมคุณภาพน้ำ ควบคุมการให้อากาศในบ่อ ระบบฆ่าเชื้อโรค ควบคุมค่าพีเอช อัลคาลินิตี้ และระบบปั๊มน้ำ สำหรับน้ำทะเลที่ใช้เลี้ยงปลาในบ่อเป็นระบบปิด คือใช้ระบบน้ำหมุนเวียน  โดยมีบ่อบำบัด 3 บ่อ 2 บ่อแรกจะเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล ปลาตะกรับ และปลานิล ปลาเหล่านี้จะเป็นตัวคอยกินแพลงค์ตอนตัวที่เรียกว่า “แพลงค์ตอนฟีดเดอร์” ที่เหลืออีกบ่อใช้เป็นบ่อตกตะกอน บ่อนี้มีแบคทีเรีย
แอโรแบคเตอร์และสาหร่ายทะเลเป็นตัวควบคุมคุณภาพน้ำ และมีอวนเก่าเป็นคอนโดให้แบคทีเรียอยู่ซึ่งมันจะย่อยไนไตรให้เป็นไนเตรดซึ่งจะเป็นปุ๋ยให้กับสาหร่ายต่อไป

ระบบการหมุนเวียนของน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาในบ่อปลาที่มีความหนาแน่นสูงนี้ จะเป็นระบบที่จะเป็นประโยชน์ต่ออาชีพการเลี้ยงปลาของเกษตรกรในอนาคตต่อไป ก่อนการเดินทางมาดูงานในครั้งนี้ ผมได้ดูข่าวจากโทรทัศน์ช่องหนึ่งเป็นข่าวเกษตรได้เกิดน้ำเสียในแม่น้ำทางภาคอีสาน ส่งผลกระทบต่อการเลี้ยงปลาในกระชังของเกษตรกรทำให้ปลาในกระชังตายหมด  ทั้งนี้เกิดจากอากาศร้อน น้ำในแม่น้ำแห้ง อุณหภูมิในน้ำสูง น้ำขาดออกซิเจน ภาพที่โทรทัศน์ถ่ายออกมาจะเห็นเกษตรกรสองสามีภรรยา ที่สามีนั่งบีบนวดภรรยาที่เป็นลมล้มพับเมื่อเห็นปลาในกระชังตายหมด ขาดทุนนับล้านบาท ผมได้หันไปจับมือกับ ผอ .หนุ่ม กล่าวแสดงความยินดีที่ได้สร้างผลงานอันก่อให้เกิดประโยชน์ต่อวงการประมงไทย เป็นความหวังและเป็นหลักประกันให้ความมั่นคงต่ออาชีพการประมงต่อไปในอนาคต

 

 

เรียนเรียงโดย.......สมชาติ  สุขวงศ์