ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

กบบลูฟรอกมีถิ่นกำเนิดในสหรัฐอเมริกาเป็นกบขนาดใหญ่ มีความยาวประมาณ 8 นิ้ว ผิวส่วนใหญ่เรียบ แต่มีบางส่วนขรุขระและมีสีน้ำตาลปนเขียว มีจุดสีน้ำตาลลักษณะเด่นเห็นชัดคือ มีส่วนหัวที่เป็นสีเขียวเคลือบน้ำตาลและที่ข้างท้องมีลายน้ำตาล ใต้ท้องเป็นสีขาว ขาทั้งสี่เป็นลายน้ำตาลดำ

ลำตัวอ้วนโดยเฉพาะส่วนท้องใหญ่กว่ากบนา กบตัวเมียจะมีวงแก้วหูเล็กกว่าตา บริเวณใต้คางมีสีขาวอ่อนกว่าตัวผู้ และบริเวณหัวมีสีเขียวเข้ม ส่วนตัวผู้มีวงแก้วหูใหญ่กว่าตา ใต้คางมีสีเหลืองปนเขียว บริเวณหัวมีสีน้ำตาล กบที่โตเต็มที่จะมีลักษณะกระเดียดไปทางอึ่งอ่าง

ภาพจาก https://th.wikipedia.org/

 

 การเลี้ยงกบบลูฟรอก
        การเลี้ยงกบในประเทศไทยมีมานานหลายปีแล้วโดยเริ่มแรกเกษตรกรได้นำกบมาจากธรรมชาติแล้วนำมาเลี้ยงโดยการเลียนแบบธรรมชาติ แต่ไม่ค่อยได้ผลเท่าที่ควรเนื่องจากกบมักจะตื่นและกระโดดชนขอบบ่อทำให้เกิดบาดแผลและตายในที่สุด หรือบางทีก็หลบซ่อนตัวไม่ยอมกินอาหารจนตายในที่สุด จึงได้เปลี่ยนแนวทางใหม่โดยการไปช้อนไข่กบจากแหล่งน้ำธรรมชาติมาฟัก แล้วอนุบาลด้วยลูกไร จนลูกอ๊อดกลายเป็นกบจึงเริ่มหัดให้กินหนอน , ลูกปลา , ปลวก , แมลง ในระยะแรกเพราะเชื่อว่ากบจะกินอาหารที่เคลื่อนไหวเท่านั้น
        ต่อมาจึงได้เริ่มเพาะพันธุ์ลูกกบเองโดยอาศัยหลักธรรมชาติเช่นกัน โดยในขั้นแรกได้เลือกช่วงระยะเวลาที่พบว่ากบมีการผสมพันธุ์วางไข่กันตามธรรรมชาติ คือช่วงหน้าฝน จึงคัดกบพ่อแม่พันธุ์ที่ดูแล้วมีลักษณะสมบูรณ์ลงในบ่อผสมพันธุ์ ซึ่งภายในบ่อจะมีสาหร่าย ผักบุ้ง ผักตบชวา ลอยอยู่ เพื่อให้เป็นที่เกาะของไข่กบ จากนั้นจึงพ่นน้ำให้เป็นฝอยลงในบ่อให้มีลักษณะคล้ายฝนตก เกษตรกรบางรายได้เปิดเทปเสียงฟ้าร้องประกอบด้วย โดยมีความเชื่อว่าจะเป็นการกระตุ้นให้กบผสมพันธุ์ ในเช้าวันรุ่งขึ้นหลังจากกบวางไข่แล้ว จึงจับพ่อแม่พันธุ์ออกปล่อยให้ไข่ฟักในบ่อที่ผสมพันธุ์นั้น เมื่อไข่ฟักออกเป็นลูกอ๊อดแล้ว จึงอนุบาลด้วยไรน้ำ สำหรับการเพาะเลี้ยงกบในปัจจุบันจะทำโดยการคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีอายุระหว่าง 1-3 ปี มีลักษณะสมบูรณ์ ปล่อยลงในบ่อที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้ว และเติมน้ำใหม่หลังจากทิ้งไว้ข้ามคืน กบจะผสมพันธุ์วางไข่เองโดยไม่ต้องอาศัยฝนเทียม หลังจากนั้นจึงจับพ่อแม่พันธุ์ออกปล่อยให้ไข่ฟักเองในบ่อ เมื่อลูกอ๊อดฟักเป็นตัวและเริ่มกินอาหาร เกษตรกรส่วนใหญ่จะอนุบาลลูกอ๊อดด้วยอาหารผงสำเร็จรูปสำหรับลูกปลาดุกเป็นอาหารแก่ลูกอ๊อด แต่ก็มีเกษตรกรหลายรายที่ยังนิยมใช้ไรแดงเป็นอาหารเลี้ยงลูกอ๊อดอยู่ หลังจากนั้นจึงเปลี่ยนเป็นอาหารเม็ดขนาดเล็กสำหรับปลาดุก เมื่อลูกอ๊อดหางหดกลายเป็นกบเล็ก (อายุประมาณ 30-45 วัน ) เกษตรกรผู้เพาะกบก็จะขายลูกกบในระยะนี้ให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยงกบ เพื่อไปขุนให้เป็นกบใหญ่ต่อไป ซึ่งใช้เวลาขุนประมาณ 4-6 เดือน จึงได้กบขนาดที่ตลาดต้องการ ปัจจุบันมีการดัดแปลงและเลียนแบบธรรมชาติเพื่อหลอกให้กบผสมพันธุ์และวางไข่ในฤดูอื่นๆที่ไม่ใช่ในฤดูฝน โดยเฉพาะในช่วงฤดูร้อน ทำให้มีลูกกบเลี้ยงได้ตลอดปี วิธีการเริ่มแแรกด้วยการถ่ายเทน้ำเก่าในบ่อออกและนำน้ำใหม่ที่สะอาดใส่ลงไปแทน เป็นการเพิ่มความกระชุ่มกระชวยให้แก่กบในขั้นแรก ถ้าหากเป็นคอกเลี้ยงกบที่มีลักษณะเป็นบ่อซีเมนต์อยู่ตรงกลางก็ต้องใส่น้ำในบ่อให้เต็มอยู่เสมอ และจะต้องฉีดน้ำลงบนพื้นที่ภายในคอกให้ชุ่มชื่นอยู่เสมอ วันละ 1-2 ครั้ง โดยฉีดน้ำทำฝนเทียมติดต่อกัน 6-7 วัน แล้วหยุดไป 6-7 วัน พอถึงวันที่ 8 เริ่มทำฝนเทียมขึ้นอีกเมื่อเวลา 17.00 น. โดยฉีดขึ้นไปบนหลังคาให้สูง 4-5 เมตร ฉีดให้ทั่วคอกประมาณ 15 นาที พอตกกลางคืนกบจะส่งเสียงร้องเรียกหาคู่ ในวันที่ 9 จึงทำฝนเทียมขึ้นอีกในช่วงเวลาเที่ยงและบ่าย 2 ครั้งๆละ 30 นาที ซึ่งกบจะร้องหาคู่ในเวลากลางวันที่กำลังฉีดน้ำอยู่ พอตกกลางคืนให้สังเกตดูกบจะเริ่มกระโดดเล่นน้ำและจับคู่กัน จึงนำกบที่จับคู่กันไปใส่ในบ่อเพาะในตอนหัวค่ำ ควรฉีดน้ำในบ่อเพาะนี้ให้ชุ่มบ่อประมาณ 15 นาที แล้วให้สังเกตว่ากบที่เราปล่อยนั้นมีการแยกคู่หรือเปล่า ถ้าไม่แยกคู่กบจะออกไข่ประมาณ 4.00-5.00 น. ของวันรุ่งขึ้น เมื่อพบว่ากบออกไข่แล้วควรนำพ่อแม่ออกจากบ่อเพาะ แล้วใช้เครื่องพ่นอากาศช่วยในการเพาะฟัก ซึ่งจะทำให้ เปอร็เซนต์การฟักสูงขึ้น 80-90 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าไม่ใช้เครื่องพ่นฟองอากาศไข่จะมีโอกาสฟักออกเป็นตัวเพียง 30% เท่านั้น
 สำหรับอาหารที่นิยมเลี้ยงกบใหญ่มีด้วยกัน 2 แบบ 
+ อาหารสด ได้แก่ หนอน , ปลวก , ปลาเป็ด และไส้ไก่ เป็นต้น การเลี้ยงด้วยอาหารชนิดนี้ นิยมเลี้ยงกันในจังหวัดเพชรบุรี ซึ่งสามารถหาปลาเป็ดได้ง่าย
+ อาหารสำเร็จรูป ได้แก่ อาหารเม็ดสำหรับปลาดุก อาหารเม็ดสำหรับกบ โดยในช่วงแรกที่เกษตรกรหันมาฝึกกบให้กินอาหารเม็ด เพื่อสะดวกในการดูแลนั้น ยังไม่มีอาหารกบในประเทศไทย จึงใช้อาหาร ปลาดุกแทนซึ่งก็ได้ผลพอสมควร ต่อมาปี 2535 จึงเริ่มมีอาหารกบจำหน่ายในประเทศไทย โดยมีปริมาณโปรตีนในอาหารประมาณ 40 % เกษตรกรบางรายจึงเปลี่ยนมาใช้อาหารกบแทน แต่ยังมีเกษตรกรอีกมากที่ยังใช้อาหารปลาดุกอยู่ เนื่องจากอาหารกบมีราคาแพงกว่าอาหารปลาดุกและเกษตรกรยังมีความเชื่อว่าอัตราการเจริญเติบโตของกบที่เลี้ยงด้วยอาหารกบปลาดุกและอาหารกบไม่มีความแตกต่างกัน 
การเลือกสถานที่เลี้ยงกบ
1. ควรอยู่ใกล้บริเวณบ้าน สะดวกต่อการดูแลและป้องกันศัตรู
2. เป็นที่สูง ที่ดอน เพื่อป้องกันน้ำท่วม
3. พื้นที่ราบเสมอ สะดวกต่อการสร้างบ่อและแหล่งน้ำในคอก
4. ใกล้แหล่งน้ำเพื่อสะดวกต่อการถ่ายเทน้ำ
5. ควรห่างไกลจากท้องถนน เพื่อป้องกันเสียงรบกวน ให้กบได้พักผ่อนเต็มที่และโตเร็ว
 รูปแบบการเลี้ยงกบในปัจจุบัน
         การเลี้ยงกบในบ่อดิน ใช้พื้นที่ประมาณ 100-200 ตารางเมตร ภายในคอกเป็นบ่อน้ำลึกประมาณ 1 เมตร บางแห่งอาจจะทำเกาะกลางบ่อเพื่อเป็นที่พักของกบ
และให้อาหาร แต่บางแห่งก็ใช้ไม้กระดานทำเป็นพื้นลาดลงจากชานบ่อก็ได้ ส่วนพื้นที่รอบๆขอบบ่อภายในที่ห่างจากรั้วคอกอวนไนล่อนกว้าง 1 เมตร ปล่อยให้หญ้าขึ้น
หรือบางรายอาจปลูกตะไคร้เพื่อให้กบใช้เป็นที่หลบอาศัย ภายในบ่อที่เป็นพื้นที่น้ำจะมีพวกผักตบชวา หรือพืชน้ำอื่นๆให้กบเป็นที่หลบภัยและอาศัยความร่มเย็นเช่นกัน 
คอกที่ล้อมรอบด้วยอวนไนล่อนนี้ ด้านล่างจะใช้ถังยางมะตอยผ่าซีกหรือแผ่นสังกะสีฝังลึกลงดินประมาณ 1 ศอกเพื่อป้องกันศัตรูบางชนิด เช่น หนู 
ขุดรูลอดเข้าไปทำร้ายกบที่อยู่ในบ่อหรือคอก ส่วนด้านบนของบ่อมุมใดมุมหนึ่งจะมุงด้วยทางมะพร้าวเพื่อเป็นร่มเงาและยังใช้เป็นที่ให้อาหารกบอีกด้วย 
นอกจากนั้นบางแห่งยังใช้เสื่อรำแพนเก่าๆที่ใช้ทำฝาบ้านวางซ้อนกันโดยมีลำไม้ไผ่ขัดกลางเพื่อให้เกิดช่องว่างให้กบเข้าไปหลบอาศัย และด้านบนนั้นก็เป็นที่รองรับอาหารที่โยนลงไปให้กบกินได้เช่นกัน 
       ลักษณะบ่อเลี้ยงกบเช่นนี้ มีเลี้ยงกันมากที่อำเภอกงไกรลาศ จังหวัดสุโขทัย โดยใช้พันธุ์กบที่ซื้อมาจากนักล่ากบในท้องที่ ที่ออกจับกบตามธรรมชาติเป็นลูกกบขนาด 20-
30 ตัวต่อกิโลกรัม ซื้อขายกันในราคากิโลกรัมละ 20-30 บาท และจะนำลูกกบที่มีน้ำหนักรวม 100 กิโลกรัม ปล่อยลงในเนื้อที่ 100 ตารางเมตร หลังจากปล่อยลูกกบแล้ว 2-
3 วัน จึงเริ่มให้อาหาร เพราะเมื่อปล่อยลูกกบลงเลี้ยงใหม่ๆ มันยังเหนื่อยและตื่นต่อที่อยู่ใหม่ อาหารที่นำมาให้ก็ไม่เป็นไปตามที่มันเคยกิน อาหารที่ให้คือ 
ปลาสับหรือปลาบดที่โยนให้กินทีละน้อยๆก่อนจนกว่าลูกกบจะเคยชิน และเมื่อกบโตขึ้นจึงเปลี่ยนเป็นปลาหั่นเป็นชิ้นๆหรือถ้าเป็นปลาเล็กก็ให้ทั้งตัว 
หรือถ้าเป็นปูนาก็ต้องเด็ดขา เด็ดก้ามทิ้งเสียก่อน หรือถ้าเป็นหอยโข่งก็ต้องทุบเปลือกออกเอาเฉพาะเนื้อใน แล้วโยนลงบนแผงที่ให้อาหารในบ่อเพื่อให้กบกินอาหารต่อไป
        การเลี้ยงกบในคอก เป็นการเลี้ยงกบอีกแบบหนึ่ง โดยเมื่อปรับพื้นที่ราบเสมอกันดีแล้ว ก็ทำการขุดแหล่งน้ำไว้ตรงกลางคอก เช่น คอกขนาด 4 ด4 เมตร ขนาด 6 ด 6 เมตรหรือขนาด 8ด8 เมตร ต้องทำแหล่งน้ำขนาด 2 x 3 เมตร มีความลึกประมาณ 20 เซนติเมตร เป็นบ่อซีเมนต์และลาดพื้นแอ่งน้ำ ขัดมันกันรั่ว ใส่ท่อระบายน้ำจากแอ่งขนาด .5 นิ้ว รอบๆแอ่งน้ำเป็นพื้นที่ชานบ่อทั้ง 4 ด้าน เพื่อสะดวกต่อการให้อาหารและที่กบได้พักอาศัย รอบๆคอบปักเสาทั้ง 4 ด้านให้ห่างกันช่วงละ 2 เมตร ผูกเคร่าบนและล่างยึดเสาไว้ นำอวนสีเขียวขึงรอบนอก และด้านล่างให้ฝังอวนลงใต้ดินลึก 20 ซม. แล้วเหยียบดินให้แน่น จากนั้นจึงนำไม้มาวางพาดด้านบนและผูกให้ติดกับเคร่าห่างช่วงละ 1 เมตร นำทางมะพร้าวแห้งมาพาดให้เต็มแต่อย่าให้แน่นเกินไป แล้วหากะละมังแตก หรือกระบอกไม้ไผ่อันใหญ่ๆมาวางไว้ในคอกเพื่อให้กบหลบซ่อนตัวในเวลากลางวัน ส่วนกระบอกหรือรังไม้ที่นำมาวาง ให้เจาะประตูเข้าออกทั้งด้านหัวและท้ายเพื่อสะดวกต่อการจับกบจำหน่าย การทำคอกกบแบบนี้ มีอัตราการปล่อยกบเลี้ยง คือ 
คอกขนาด 4 x 4 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ไม่เกิน 1,000 ตัว
คอกขนาด 4 x 6 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ไม่เกิน 1,200 ตัว
คอกขนาด 6 x 8 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ไม่เกิน 2,500 ตัว
         การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ เป็นการเลี้ยงที่มีผู้นิยมกันมากในปัจจุบัน เพราะดูแลรักษาง่าย กบมีความเป็นอยู่ดีและมีการเจริญเติบโตดี อีกทั้งเป็นการสะดวกต่อผู้เลี้ยงในด้านการดูแลรักษา บ่อกบดังกล่าวนี้สร้างด้วยการก่อแผ่นซีเมนต์ หรือที่เรียกว่าแผ่นซีเมนต์บล็อก และฉาบด้วยปูนซีเมนต์ ปูนที่ฉาบจะหนาเป็นพิเศษตรงส่วนล่างที่เก็บกักน้ำ คือมีความสูงจากพื้นเพียง 1 ฟุต พื้นล่างเทปูนหนาเพื่อรองรับน้ำ และมีท่อระบายน้ำอยู่ตรงส่วนที่ลาดสุด พื้นที่ที่เป็นที่ขังน้ำนี้ นำวัสดุลอยน้ำ เช่น ไม้กระดาน ขอนไม้ ต้นมะพร้าว ทิ้งให้ลอยน้ำเพื่อให้กบขึ้นไปเป็นที่อยู่อาศัย บางแห่งในส่วนพื้นที่ใต้น้ำยังเป็นที่เลี้ยงปลาดุกได้อีก โดยปล่อยปลาดุกลงเลี้ยงร่วมกับกบ อัตรากบ 100 ตัว ต่อ ปลาดุก 20 ตัว ซึ่งจะเป็นผลดีเมื่อเปรียบเทียบจะเห็นได้ชัด คือ ปลาดุกจะช่วยทำความสะอาดภายในบ่อโดยเก็บเศษอาหารและมูลกบกิน ทำให้น้ำในบ่อสะอาดและอยู่ได้นานกว่าบ่อที่ไม่ได้ใส่ปลาดุก สำหรับด้านบนของบ่อจะเปิดกว้างเพื่อให้แสงแดดส่องถึง ซึ่งกบจะขึ้นมาตากแดดกันอย่างปกติสุข นอกจากตัวแห้งมากๆ ก็จะกระโดดลงในน้ำแล้วขึ้นมาใหม่ แต่ถึงอย่างไรที่มุมใดมุมหนึ่งของบ่อก็ต้องหาวัสดุ เช่น ทางมะพร้าว เพื่อเป็นส่วนของร่มเงาและปิดบังเงาวูบวาบของนกที่บินผ่าน ซึ่งจะทำให้กบตกใจและไม่กินอาหาร หรือแม้แต่ไม่ผสมพันธุ์อีกด้วย
        บ่อเลี้ยงกบแบบนี้ เป็นขนาด 3 x 4 เมตร ปล่อยกบลงเลี้ยงได้ 1,000 ตัว และปลาดุกอีก 200 ตัว พื้นล่างของบ่อดังกล่าวนอกจากจะเป็นพื้นน้ำทั้งหมดและใช้วัสดุลอยน้ำให้กบได้อาศัยอยู่แล้ว บางแห่งอาจก่อปูนในลักษณะเกาะกลาง คือ เทพื้นซีเมนต์และเป็นเนินลาดจากตรงกลาง ทำแบบพื้นก้นกะทะ และมีชานบ่ออยู่ริมโดยรอบ เพราะจะทำให้กบมีแรงจากเท้าหลังยันพื้นกระโดดไปได้ แต่ถ้าเป็นลักษณะเนินตรงกลางและมีพื้นที่น้ำอยู่รอบๆ กบก็ไม่สามารถมีแรงกระโดดได้ ถึงอย่างไรการเลี้ยงกบในลักษณะนี้ กบก็ไม่สามารถมองเห็นโลกภายนอก และไม่คิดดิ้นหรือกระโดดหนีออกไปอยู่แล้ว
 การเลี้ยงกบในกระชัง
         โดยใช้กระชังเลี้ยงเช่นเดียวกับกระชังเลี้ยงปลามีความกว้างประมาณ 1.50 เมตร และยาว 4 เมตร การเลี้ยงในกระชังดังกล่าวนี้สืบเนื่องมาจากการเพาะพันธุ์กบ คือ เมื่อเพาะกบและเลี้ยงลูกอ๊อดจนเป็นกบเต็มวัยแล้ว จึงคัดขนาดลูกกบนำไปเลี้ยงในบ่อซีเมนต์หรือในกระชังอื่นๆหรือจำหน่าย ส่วนที่เหลือก็เลี้ยงต่อในกระชังต่อไป พื้นที่ใต้กระชังใช้แผ่นกระดานหรือแผ่นโฟมสอดด้านล่างเพื่อให้เกิดส่วนนูนในกระชังและกบได้ขึ้นไปอยู่อาศัยส่วนรอบๆภายนอกกระชังใช้วัสดุ เช่นแฝกหญ้าคา หรือทางมะพร้าว เพื่อไม่ให้กบมองเห็นทิวทัศน์นอกกระชัง มิฉะนั้นกบจะหาหนทางหลบหนีออกโดยกระโดดหรือชนผืนอวนกระชัง เป็นเหตุให้กบเกิดบาดแผลและเจ็บปวดจนกินอาหารไม่ได้ บนกระชังก็มีวัสดุพรางแสงให้เช่นกัน
 การจับกบจำหน่าย
          เนื่องจากสภาพบ่อเลี้ยงกบมีความแตกต่างกัน ทำให้ความสะดวกในการดูแลรักษาย่อมแตกต่างกันดังกล่าวแล้ว ยังรวมไปถึงการจับกบจำหน่ายก็แตกต่างกันอีกด้วย 
กล่าวคือ
    การเลี้ยงกบในบ่อดิน ลักษณะการเลี้ยงกบแบบนี้จะจับกบจำหน่ายได้เพียงครั้งเดียวในเวลาที่พร้อมกัน ไม่มีการจับกบจำหน่ายปลีกหรือเป็นครั้งคราว ทั้งนี้เพราะสภาพบ่อเลี้ยงไม่เอื้ออำนวย ถึงแม้ว่าจะเป็นการจับเพียงครั้งเดียวให้หมดบ่อ จะต้องใช้ผู้จับหลายคนลงในบ่อเลี้ยงที่สภาพเป็นโคลนตมและต้องมีพืชน้ำ เช่น ผักบุ้ง ผักตบชวา ขึ้นให้หมดก่อน จึงต้องใช้เวลาและแรงงานมาก
     การเลี้ยงกบในคอก สามารถจับกบได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะจับหมดทั้งคอก หรือมีการจำหน่ายปลีก โดยมีกระบะไม้ และทำเป็นช่องเข้าออกในด้านตรงกันข้ามวางอยู่หลายอันบนพื้นดินภายในคอก ซึ่งกบจะเข้าไปอาศัยอยู่ เมื่อถึงเวลาจะจับกบก็ใช้กระสอบเปิดปากไว้รออยู่ที่ช่องด้านหนึ่ง และใช้มือล้วงเข้าไปในช่องตรงกันข้าม กบจะหนีออกมาอีกช่องหนึ่งที่มีปากกระสอบรอรับอยู่และเข้าไปในกระสอบกันหมด เป็นการกระทำที่สะดวก กบไม่ตกใจและช้ำ
    การเลี้ยงกบในบ่อปูนซีเมนต์ สามารถจับกบได้ทุกโอกาสไม่ว่าจะจับหมดทั้งบ่อ หรือจับจำหน่ายปลีก โดยใช้คนเพียงคนเดียวพร้อมสวิง เมื่อลงในบ่อซีเมนต์ซึ่งมีระดับน้ำเพียง 1 ฟุต กบจะกระโดดลงไปมุดอยู่ใต้น้ำก็สามารถใช้สวิงช้อนขึ้นมาได้
 ปัญหาด้านการจัดการฟาร์ม
        เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่ค่อยเห็นความสำคัญของการจัดการฟาร์มเท่าที่ควร โดยมากเกษตรกรจะไปจำรูปแบบของฟาร์มที่ประสบความสำเร็จ จากนั้นก็ทำการเลียนแบบการจัดการโดยมิได้คำนึงถึงสภาพฟาร์มของตัวเอง และอุปนิสัยของกบจึงทำให้เกิดปัญหาขึ้น ดังต่อไปนี้
 -  ปัญหาที่เกิดจากการเลือกสถานที่
       สถานที่ ที่เหมาะสมต่อการเลี้ยงกบ ควรจะมีปริมาณน้ำที่เพียงพอ และเป็นน้ำที่มีคุณภาพที่เหมาะสม สามารถที่จะถ่ายน้ำได้ในเวลาที่จำเป็นที่ต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำ ควรพึงระลึกไว้ว่าการเปลี่ยนถ่ายน้ำจะทำให้กบมีสุขภาพดี และน้ำที่ใช้ในการเลี้ยงกบ ควรมีความเป็นกรดเป็นด่างที่เหมาะสม ( 6.5-8.5 ) เนื่องจากถ้าน้ำมีความเป็นกรดเป็นด่างมากหรือน้อยเกินไป จะมีผลให้กบขับเมือกออกมา เกิดอาการเครียดและตายได้ สำหรับฟาร์มที่ใช้น้ำบาดาลเพื่อการเลี้ยงกบ มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีบ่อพักน้ำหลังจากสูบน้ำใต้ดินขึ้นมา ควรพักน้ำในบ่อพักก่อนที่จะนำน้ำขึ้นมาใช้กับบ่อเพาะหรือบ่อเลี้ยงกบ เพื่อให้สารแขวนลอยในน้ำตกตะกอน เพิ่มออกซิเจนที่ละลายในน้ำ และลดอุณหภูมิของน้ำ
- การสร้างบ่อไม่เหมาะสม
        เนื่องจากกบเป็นสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ ฉะนั้นรูปแบบของบ่อกบโดยทั่วไปควรมีทั้งพื้นที่แห้งและส่วนที่เป็นน้ำ โดยอาจจะสร้างให้พื้นที่เอียงไปทางด้านใดด้านหนึ่งของขอบบ่อก็ได้ กรณีที่ต้องการประหยัดต้นทุนโดยการสร้างบ่อเป็นแบบพื้นเรียบ แล้วใช้ขอนไม้ หรือ แผ่นโฟมลอยเป็นทุ่นให้กบนั้น เกษตรกรควรเพิ่มความเอาใจใส่ในการทำความสะอาดบ่อ เนื่องจากขอนไม้และโฟมจะเป็นแหล่งสะสมเชื้อโรคได้ดี ฉะนั้นเราควรมีการเปลี่ยนขอนไม้หรือโฟมเมื่อเห็นว่ามีการใช้งานนานแล้วหรือขอนไม้เริ่มเน่า
- การทำความสะอาดบ่อ
         ก่อนปล่อยกบลงเลี้ยงทั้งในบ่อเพาะและบ่อเลี้ยง ควรมีการฆ่าเชื้อโดยการตากบ่อให้บ่อโดนแดดจัด 2-3 วัน หรืออาจใส่ยาฆ่าเชื้อ ได้แก่คลอรีน คลอร๊อค เดดตอบ ด่างทับทิม หรือBKC เป็นต้น ระหว่างช่วงการเลี้ยงควรมีการถ่ายน้ำสม่ำเสมอ และใช้น้ำอัดฉีดไล่ตะกอนและเศษอาหารให้ออกจากบ่อ ไม่ควรใช้แปรงขัดถูโดยตรงซึ่งอาจทำให้กบเกิดความเครียด หรืออาจเกิดบาดแผลขึ้นบนตัวกบด้วย
-  ปัญหาการปล่อยกบในอัตราที่หนาแน่นเกินไป
        การปล่อยกบลงเลี้ยงในอัตราที่หนาแน่นมาก จะมีผลทำให้กบกัดกันเอง ขาขาด หรือมีแผล ซึ่งจะทำให้เชื้อโรคเข้าถึงแผลได้ อัตราที่เหมาะสมควรเป็น 50-100 ตัวต่อตารางเมตร
-  การให้อาหารมากเกินไป
       การให้อาหารกบควรให้หลายครั้งต่อวัน และแต่ละวันควรให้ในปริมาณที่ไม่มากนัก ต้องอาศัยการสังเกตว่ากบกินอาหารในปริมาณวันละเท่าไร อย่าให้ปริมาณอาหารมากเกินไป เพราะเศษอาหารที่กบ กินเหลือจะทำให้น้ำเน่าเสียเป็นบ่อเกิดของแบคทีเรียทำให้กบเป็นโรคง่าย
และในการให้อาหารควรให้อาหารในพื้นที่แห้งในภาชนะต่างหาก เพื่อว่าเมื่อกบกินอาหารไม่หมดจะได้เก็บออกและทำความสะอาดได้ง่าย
-  การใช้ยาและอาหารผิดวิธี
        การใช้ยาและสารเคมีควรใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น ไม่ควรใช้ตลอดเวลา เกษตรกรบางรายเชื่อว่าการใช้ยาและสารเคมีอย่างสม่ำเสมอ จะเป็นแนวทางป้องกันการเกิดโรคนั้นเป็นความคิดที่ไม่ค่อยถูกต้องนัก ทั้งนี้เพราะการใช้ยานานๆโดยเฉพาะยาปฏิชีวนะ และสารเคมีที่จะใช้ควรมีการศึกษาก่อนว่าจะใช้รักษาโรคอะไร ใช้ในปริมาณเท่าไร และมีวิธีการใช้อย่างไร
-  ปัญหาที่เกิดจากคุณภาพกบไม่ดี
        ได้แก่การใช้พ่อแม่พันธุ์กบที่มีอายุมาก หรืออายุน้อยเกินไปมาทำการผสมพันธุ์ หรือเพาะกบนอกฤดูกาล ส่วนใหญ่จะได้ลูกกบที่มีลักษณะไม่ค่อยสมบูรณ์ โตช้า ไม่โต หรือเกิดโรคง่าย
 ปัญหาที่เกิดจากการติดเชื้อโรคต่างๆ
+ ปรสิตภายนอก ได้แก่ เห็บระฆัง มักพบในการอนุบาลลูกอ๊อด
+ ปรสิตภายใน ได้แก่ พยาธิภายในทางเดินอาหาร พบทั้งในลูกอ๊อด และกบใหญ่
+ เชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ โรคตัวด่าง ขาแดง ท้องบวม ตกเลือด
 ปัญหาการตลาด
        การเลี้ยงกบเป็นอาชีพที่ให้ผลตอบแทนค่อนข้างดี เงินลงทุนไม่มากนัก และมีระยะเวลาการคืนทุนสั้น แต่การตัดสินใจเลี้ยงกบจะต้องทำความเข้าใจด้านการจัดการ ทั้งด้านการผลิต และ การตลาด โดยเฉพาะอย่างยิ่งการวางแผนและการจัดหาตลาดก่อนการตัดสินใจเลี้ยง
ปัญหาด้านการตลาดและการส่งออกที่พบอยู่ทั่วไปมีดังนี้ คือ
 การตลาดภายในประเทศ
        เนื่องจากปัจจุบัน มีเกษตรกรลงทุนเพาะเลี้ยงกบเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ทำให้มีผลผลิตกบออกสู่ตลาดในปริมาณสูง แต่ตลาดกบในประเทศไทยยังจำกัดอยู่ ดังนั้นกบที่ผลิตได้จึงมีเป้าหมายเพื่อการส่งออกสู่ตลาดต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ ปัจจุบันไทยส่งออกกบไปยังประเทศฮ่องกงเป็นหลัก นอกนั้นมีการส่งออกประปรายไปยังสิงคโปร์ และมาเลเซีย มีผู้ส่งออกหลายรายพยายามที่จะส่งออกไปยังประเทศ สหรัฐอเมริกา แต่ยังมีปัญหาอยู่ว่าต้นทุนในการผลิตกบในประเทศไทยสูงกว่าอินโดนีเซียมาก เนื่องจากราคาอาหารกบในประเทศไทยยังสูงกว่าของมาเลเซีย เป็นผลให้กบของไทยไม่สามารถแย่งตลาดกบในสหรัฐอเมริกาได้ สำหรับปัญหาของธุรกิจกบในปัจจุบันไม่ใช่มาจากการเพาะเลี้ยงไม่สำเร็จ แต่เป็นปัญหาทางด้านการตลาดเนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมาก ในขณะนี้มีผลทำให้กบมีราคาลดลงอย่างมาก เนื่องจากเกษตรกรตัดราคากันเองเพื่อขายผลผลิตของตน และพ่อค้าผู้ส่งออกถือโอกาสกดราคา นอกจากนี้กบที่ผลิตขึ้นมาส่วนใหญ่ เกษตรกรขาดการจัดการที่ดีเป็นผลให้ ผลผลิตไม่ค่อยมีคุณภาพ เช่น ไม่เคยถ่ายพยาธิกบ เลี้ยงกบโดยไม่เปลี่ยนน้ำเป็นเวลานานๆ เป็นต้น          ดังนั้นเมื่อผู้ส่งออกส่งตัวอย่างกบมาตรวจเช็คคุณภาพเพื่อขอรับใบปลอดโรค และเพื่อใช้ประกอบในการส่งออก กบที่ถูกสุ่มตัวอย่างมักตรวจพบพยาธิโดยเฉพาะพยาธิในทางเดินอาหาร จึงทำให้ทางสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำไม่สามารถออกใบรับรองคุณภาพสัตว์น้ำของกบนั้นได้ จึงเป็นปัญหาทำให้ผู้ส่งออกไม่ซื้อกบจากฟาร์มนั้นๆ ซึ่งกรณีนี้นอกจากจะเกิดความเสียหายแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงกบแล้ว ผู้ส่งออกที่ไปรับใบสั่งซื้อมาจากต่างประเทศ บางครั้งก็ต้องชดใช้ค่าเสียหายให้กับพ่อค้าผู้รับซื้อจากทางต่างประเทศอีกด้วย 

 

 

 

เรียบเรียงโดย......กมลศิริ พันธนียะ

 

 

อ้างอิง

เต็มดวง สมศิริ. 2537. สถานการณ์การเลี้ยงกบเพื่อส่งออก. วารสารการประมง ปีที่ 47 ฉบับที่ 4.หน้า 357-361.
นภา รายะนาค . 2534 . การเลี้ยงกบ . วารสารการประมง ปีที่ 44 ฉบับที่ 4 .หน้า 382-386.
นิวุฒิ หวังชัย , สมศักดิ์ พิภพภิญโญ. 2540. การเจริญเติบโตและการพัฒนาของกบบลูฟลอกที่อนุบาล ด้วยอาหารสำเร็จรูป. วารสารการประมง ปีที่ 50 ฉบับที่ 3. หน้า 239-240.
พงศ์พัฒน์ บุณชูวงศ์. 2540. การตลาดและการส่งออกกบของไทย. วารสารการประมง ปีที่ 21 
ฉบับที่ 11. หน้า 16-21.
สมศักดิ์ พิภพภิญโญ , นิวุฒิ หวังชัย. 2540. การเลี้ยงกบบลูฟรอก. วารสารการประมง ปีที่ 50 ฉบับที่ 1. หน้า 80-81.