ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ในสมัยแรกเริ่มเป็นนิสิตปีที่ 1 มหาวิทยาลัยเกษตรศาตร์ ในปี พ.ศ. 2511 สิ่งหนึ่งที่มีความประทับใจมากที่สุดได้แก่ เมื่อเข้ามาในมหาวิทยาลัยผ่านสระน้ำหน้าหอประชุม จะพบกับบ่อเลี้ยงปลา มีป้ายบอกว่าบ่อเพาะพันธุ์ปลานิลพระราชทาน ซึ่งได้รับความรู้ว่า ปลานิลนี้เป็นปลาที่องค์มกุฎราชกุมารอากิฮิโตแห่งประเทศญี่ปุ่นในสมัยนั้น ซึ่งเป็นองค์จักรพรรดิในปัจจุบันได้ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เป็นจำนวน 50 ตัว ในปี พ.ศ. 2508


       พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงเพาะเลี้ยงขยายพันธุ์ปลานิลนั้นภายในพระตำหนักจิตรลดารโหฐานจนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น และได้พระราชทานให้กรมประมงนำไปขยายพันธุ์ต่อจนมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นไปอีก และได้พระราชทานพันธุ์ปลาแจกจ่ายแก่พสกนิกรทั่วประเทศ ให้นำไปเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายมาจนถึงปัจจุบันนี้ ซึ่งปรากฏว่าปลานิลนี้สามารถอาศัยอยู่ในแหล่งน้ำทั่วประเทศได้ดี เลี้ยงง่าย มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี เป็นแหล่งโปรตีนคุณภาพดี ราคาถูก นับได้ว่าปลานิลนี้เป็นปลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานให้ประชาชนคนไทยทั่วทุกคนได้มีโอกาสได้รับอาหารโปรตีนที่ดีเท่าเทียมเสมอกัน นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันยิ่งใหญ่หาที่เปรียบมิได้ประการหนึ่ง จนตราบเท่าถึงทุกวันนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้ทรงริเริ่มโครงการหลวงเมื่อปี พ.ศ. 2512 โดยใช้พระราชทรัพย์ส่วนพระองค์สนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาพื้นที่ของราษฎรที่อาศัยอยู่บริเวณพื้นที่สูงของภาคเหนือ เพื่อเป็นการช่วยเหลือราษฎรเหล่านั้น ลดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติ ได้แก่ ป่าไม้และลำธาร และกำจัดการปลูกฝิ่น โดยการผลิตพืชผลทางการเกษตรเพื่อเพิ่มประโยชน์ในทางเศรษฐกิจแก่ราษฎรและประเทศชาติ การดำเนินงานตามพระราชประสงค์ดังกล่าวก่อให้เกิดผลดีต่อราษฎรในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นตามลำดับ และได้มีการขยายกิจกรรมอย่างต่อเนื่องมาจนเท่าที่ปรากฏในปัจจุบัน
           ปลาเทราท์ (Rainbow Trout : Oncorhynchus mykiss) เป็นปลาอีกชนิดหนึ่งที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงสนพระทัยเป็นอย่างยิ่งที่จะนำมาเลี้ยงบนพื้นที่สูง เพื่อเป็นแหล่งเพิ่มรายได้ เนื่องจากบนพื้นที่สูงเป็นพื้นที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ และปลาเทราท์เป็นปลาเศรษฐกิจที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่มีอุณหภูมิต่ำ เป็นปลาที่มีคุณค่าทางอาหารสูงและรสชาติดี ได้รับความนิยมในการบริโภคอย่างกว้างขวาง ในปี พ.ศ. 2513 ได้ทรงปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญจากประเทศแคนาดาถึงแนวทางในการเพาะเลี้ยงปลาเทราท์ในประเทศไทย เป็นผลทำให้มีการทดลองนำปลาเทราท์จากประเทศแคนาดามาเลี้ยงเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ที่สถานีทดลองเกษตร อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2516 แต่ปรากฏว่าการทดลองในครั้งนั้นไม่ประสบผลสำเร็จ จึงได้มีการย้ายสถานีทดลองมายังดอยอินทนนท์ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ในปี พ.ศ. 2518 จนถึงปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ทำให้กล่าวได้ว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเป็นผู้ทรงริเริ่มการเลี้ยงปลาเทราท์ในประเทศไทย เช่นเดียวกับที่ได้ทรงริเริ่มทำให้ปลานิลเป็นแหล่งอาหารโปรตีนประจำทุกครอบครัวของประชาชนคนไทยมาแล้ว

ความสำเร็จการเพาะฟักไข่ปลาเทราท์จนเป็นลูกปลา
     การทดลองเลี้ยงปลาเทราท์ ได้ดำเนินการต่อมาจากปี พ.ศ. 2518 แต่ไม่ประสบผลสำเร็จเป็นที่น่าพอใจจนกระทั่งในปี พ.ศ. 2541 โครงการหลวงได้รับไข่ปลาเทราท์จำนวนหนึ่งจากประเทศสหรัฐอเมริกา จึงมอบหมายให้กรมประมงแต่งตั้งคณะทำงานเพื่อทำการเพาะเลี้ยง ได้แก่ กลุ่มนักวิชาการจากศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่ ผลปรากฎว่าการทดลองในครั้งนี้ได้ทำการเพาะฟักไข่ปลาจนเป็นลูกปลาได้สำเร็จ
    แต่เนื่องจากในขณะนั้นเกิดปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพน้ำของแหล่งน้ำในบริเวณสถานีทดลองทำให้ลูกปลาตายไปเป็นจำนวนมาก เหลือลูกปลาที่รอดชีวิตจากการแก้ไขช่วยเหลือมาได้เพียงประมาณ 1,000 ตัวเศษ และได้ทำการเลี้ยงลูกปลาเหล่านั้นจนมีขนาดใหญ่และทดลองจำหน่ายปลาชุดนี้เข้าสู่ตลาด โดยนำส่งตามภัตตาคารต่าง ๆ ผลปรากฏว่าได้รับการตอบสนองด้วยดี เป็นที่นิยมของผู้บริโภค เนื่องจากปลาเทราท์ที่เพาะเลี้ยงที่ดอยอินทนนท์มีความสดและใหม่กว่าปลาเทราท์ที่นำเข้าจากต่างประเทศที่จำเป็นต้องผ่านการแช่แข็งหรือแช่เย็นมาเป็นเวลานานพอสมควร เป็นผลทำให้ลักษณะเซลล์ภายในเนื้อปลาอาจจะผิดปรกติไปบ้าง ซึ่งอาจจะส่งผลทำให้เมื่อนำปลาเหล่านี้ไปปรุงเป็นอาหารแล้ว มีรสชาติด้อยกว่าปลาที่มีความสดกว่าก็เป็นได้ นอกจากนี้ได้มีการสาธิตการประกอบอาหารจากปลาเทราท์หลายชนิดหลายโอกาสในวาระต่าง ๆ กัน เช่นการสาธิตการทำปลาเทราท์รมควันซึ่งมีรสชาติอร่อย มีกลิ่นหอมเฉพาะตัวของปลาชนิดนี้ร่วมกับกลิ่นหอมควันไฟ เป็นต้น
การเพาะเลี้ยงปลาเทราท์ที่ประสบผลสำเร็จเป็นครั้งแรกในประเทศไทย ก็เริ่มเป็นที่รู้จักแพร่หลายเพิ่มมากขึ้นและได้รับความสนใจจากประชาชนทั่วไปเพิ่มขึ้น รวมทั้งจากคณะทูตานุทูตจากหลายประเทศ ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และรัฐบาลที่มีโอกาสเข้าเยี่ยมชมในโครงการฯ ดังกล่าว

 การผสมพันธุ์ปลาเพื่อผลิตลูกปลาเองในประเทศไทย
     หลังจากได้ทำการเพาะฟักลูกปลาจนเป็นผลสำเร็จแล้ว ขั้นตอนต่อไปเป็นการทดลองที่จะทำการผสมพันธุ์ปลาให้วางไข่และฟักออกเป็นลูกปลาให้ได้โดยจะเป็นการผลิตลูกปลาเองภายในประเทศไทย ไม่ต้องพึ่งพาการนำเข้าไข่ปลาจากต่างประเทศอีกต่อไป แต่เนื่องจากปลาชุดแรกที่เพาะฟักได้ซึ่งเป็นไข่ปลาจากประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นปลาเพศเมียทั้งหมด ทำให้ไม่สามารถที่จะผสมพันธุ์ปลาเหล่านี้ได้ ทั้งนี้อาจจะเป็นด้วยเหตุผลทางการค้าหรือเหตุผลอื่นใดที่อาจจะไม่ต้องการให้มีการแพร่พันธุ์ปลาเหล่านี้ต่อไปได้อีก
      ด้วยสาเหตุแห่งปัญหาดังกล่าว ทางคณะผู้ดำเนินการจึงได้แสวงหาวิธีการที่จะทำการผลิตพันธุ์ปลาให้ได้เองภายในประเทศ และก็ได้ประสบผลสำเร็จจากความร่วมมือจากประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมัน โดยที่ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีโครงการความร่วมมือทางวิชาการกับคณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัย Goettingen ได้ร่วมให้การสนับสนุนโครงการนี้ โดยเริ่มต้นในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2541 ได้รับความอนุเคราะห์ไข่ปลาในระยะต่าง ๆ กันจากฟาร์มทดลองของมหาวิทยาลัย Goettingen จากปลาเทราท์หลายสายพันธุ์และยังได้ส่งนักวิชาการเข้ามาให้คำแนะนำในการเพาะฟักไข่ปลาเหล่านั้น พร้อมทั้งได้เชิญนักวิชาการให้เดินทางไปศึกษาวิธีการผสมพันธุ์ปลาเทราท์ ณ สถานีทดลองของมหาวิทยาลัย Goettingen เพื่อที่จะได้นำประสบการณ์มาเตรียมการผสมพันธุ์ปลาต่อไป หลังจากนั้นได้มีศาสตราจารย์ชาวเยอรมันที่ชำนาญการในด้านการเพาะเลี้ยงและปรับปรุงพันธุ์ปลาเทราท์ ได้เดินทางมาศึกษาร่วมกับโครงการฯ ที่ดอยอินทนนท์ เพื่อหาลู่ทางที่จะทำการปรับปรุงให้ได้พันธุ์ปลาเทราท์ที่เหมาะสมกับประเทศไทยต่อไป
ผลการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2542 ปรากฏว่าสามารถเพาะฟักไข่ปลาที่ได้รับจากประเทศสหพันธ์สาธารณารัฐเยอรมันได้ดี ปลาเหล่านี้มีอัตราการเจริญเติบโตดี สามารถปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในประเทศไทยได้ดี และในช่วงฤดูหนาวของปีนั้นได้คัดเลือกปลาเพศผู้จำนวนหนึ่ง ซึ่งแม้ว่าจะมีอายุที่ค่อนข้างน้อยก็ตาม นำมารีดน้ำเชื้อและทำการผสมกับปลาเพศเมียชุดแรกที่มีอายุมากกว่าที่อยู่ในสภาวะที่สร้างไข่ได้แล้วเป็นครั้งแรก ผลปรากฏว่าสามารถผสมพันธุ์ปลาเทราท์ได้สำเร็จ เป็นปลาชุดแรกที่เกิดจากพ่อแม่พันธุ์และการเพาะฟักเป็นที่น่าพอใจเป็นอย่างยิ่ง นับได้ว่าเป็นลู่ทางที่ดีสำหรับการเลี้ยงปลาเทราท์ในประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง
     นอกจากนี้ ทางโครงการฯ ยังได้รับความอนุเคราะห์ไข่ปลาจากประเทศเนปาลและฟินแลนด์ ผลปรากฏว่าสามารถเพาะฟักไข่เหล่านั้นได้ดี และปลาก็มีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี ทั้งนี้เนื่องจากบุคลากรมีความชำนาญและมีประสบการณ์เพิ่มสูงขึ้นสิ่งที่น่าสังเกตเป็นอย่างยิ่งในการทดลองเลี้ยงปลาเทราท์ในประเทศไทยก็คือ โดยธรรมชาติแล้วปลาเทราท์จะเจริญเติบโตได้ดีภายใต้สภาพแวดล้อมที่อุณหภูมิต่ำกว่า 24 องศาเซลเซียส และถ้าอุณหภูมิสูงเกินกว่า 24 องศาเซลเซียสแล้ว ปลาชนิดนี้จะอยู่ไม่ได้ และตายไปเองในที่สุด ด้วยเหตุนี้ทำให้สามารถเลี้ยงปลาเทราท์ได้ทั่วไปในเขตอบอุ่น เช่น ยุโรป และอเมริกาแต่จากการที่ในเขตอบอุ่นนั้นมีอุณหภูมิที่ต่ำมากในช่วงฤดูหนาว และมีระยะเวลายาวนานลักษณะเช่นนี้จะมีผลกับอัตราการเจริญเติบโตโดยพลังงานส่วนหนึ่งที่ปลาได้รับจะถูกนำไปใช้ในการรักษาอุณหภูมิของร่างกายมิให้ต่ำเกินไปทำให้อาหารพลังงานที่จะนำไปใช้สำหรับการเจริญเติบโตลดน้อยไปส่วนหนึ่ง เป็นผลทำให้การเจริญเติบโตจะช้ากว่าสภาพแวดล้อมที่มีอุณหภูมิสูงกว่า
      ในขณะที่ประเทศไทยซึ่งอยู่ในเขตร้อน แต่บนพื้นที่สูงมีอุณหภูมิไม่ต่ำจนเกินไปนัก โดยมีอุณหภูมิเฉลี่ย 18 องศาเซลเซียส ซึ่งอุณหภูมิขนาดนี้เป็นระดับที่เหมาะสมที่สุด (optimum temperature) ที่จะทำให้ปลาเทราท์เจริญเติบโตได้ดีที่สุด เมื่อปลากินอาหารเข้าไปก็จะใช้พลังงานเพียงบางส่วนที่น้อยกว่าปลาในเขตอบอุ่น ไปใช้ในการรักษาอุณหภูมิของร่างกาย เป็นผลทำให้มีพลังงานเหลือสำหรับใช้ในการเจริญเติบโตมากกว่าปลาในเขตอบอุ่นที่อุณหภูมิต่ำกว่า ทำให้มีอัตราการเจริญเติบโตที่เร็วกว่า อาหารถูกใช้ประโยชน์สำหรับการเจริญเติบโตได้มากกว่า ทำให้อัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อดีกว่า  ดังนั้นปลาเทราท์ที่เลี้ยงบนดอยอินทนนท์จึงมีอัตราการเจริญเติบโตที่ดี โตเร็วกว่าปลาที่เลี้ยงในเขต อบอุ่น โดยจะใช้เวลาที่เลี้ยงเฉลี่ย 7 เดือน จะให้น้ำหนักตัวเฉลี่ยประมาณ 350 กรัม ซึ่งเป็นขนาดพอดีสำหรับส่งตลาด และมีอัตราการเปลี่ยนอาหารเป็นเนื้อ 1.3-1.5 ปรากฏการณ์นี้ บ่งได้ว่าเป็นการใช้ประโยชน์จากภาวะวิกฤตที่อากาศร้อน เปลี่ยนเป็นโอกาสที่ดีทำให้ปลาโตเร็วกว่าในขณะที่อากาศเย็นจัด
      ในส่วนของความวิตกกังวล เกี่ยวกับการนำปลาเทราท์ซึ่งเป็นปลาต่างถิ่นเข้ามาเลี้ยงโดยเกรงว่าจะมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อมหรือจะไปกินปลาชนิดอื่นเป็นอาหารนั้น ปัญหาเช่นนี้จะไม่เกิดขึ้นแต่อย่างใด เนื่องจากปลาเทราท์สายพันธุ์นี้เป็นปลาที่ผ่านการเพาะเลี้ยง คัดเลือกพันธุ์มาเป็นเวลานาน จำเป็นต้องได้รับการดูแลเอาใจใส่ตลอดเวลาจนไม่สามารถที่จะหากินได้ด้วยตัวเองได้แบบปลาธรรมชาติ ต้องพึ่งพาอาหารที่ให้อยู่ตลอดเวลา ดังนั้นถ้าปลาเทราท์หลุดรอดออกไปก็จะไม่สามารถหากินเองได้และถ้าหลุดรอดไปถึงพื้นที่ราบด้านล่างโดยไม่ถูกปลาอื่นกินเป็นอาหารแล้ว อุณหภูมิน้ำจะสูงกว่า 24 องศาเซลเซียสแล้ว ปลาก็จะดำรงชีวิตอยู่ไม่ได้จะตายเองตามธรรมชาติ โอกาสที่จะขยายพันธุ์ต่อไปก็จะไม่มีหรือถ้ารอดตายไปได้การขยายพันธุ์ตามธรรมชาติก็จะไม่เกิดขึ้น เพราะปลาเทราท์ต้องการอุณหภูมิที่ต่ำมาก ๆ และช่วงแสงตอนกลางวันที่สั้นกว่าปกติ ปลาทั้งเพศผู้และเพศเมียถึงจะพร้อมที่จะผสมพันธุ์ ซึ่งลักษณะเหล่านี้ไม่มีตามธรรมชาติในเขตร้อน
ในส่วนที่เกรงว่าปลาเทราท์จะไปกินปลาชนิดอื่นเป็นอาหารนั้น คงจะเป็นไปไม่ได้เพราะจากตามธรรมชาติมีปลากินเนื้อที่ดุร้ายกว่า เช่น ปลาช่อน ปลาดุก ปลาหมอ และปลาอื่น ๆ เป็นต้น ถ้าปลาเทราท์หลุดรอดไปเจอปลาประเภทนี้ก็คงจะเอาตัวรอดได้ยาก นอกจากนี้ในส่วนที่เกรงว่าปลาเทราท์จะทำให้สภาพน้ำหรือสภาพแวดล้อมเสียหายนั้น ปรากฏว่าจากสภาพการเลี้ยงที่แบ่งน้ำจากลำธารให้ไหลผ่านบ่อเลี้ยงปลาเทราท์ในอัตราเฉลี่ย 250 ลิตร/นาที ในฤดูร้อนและ 500 ลิตร/นาที ในฤดูฝน ซึ่งอัตราขนาดนี้นับว่าน้อยมากเมื่อเปรียบเทียบกับจำนวนน้ำทั้งหมดที่ไหลมาตามธรรมชาติ น้ำจำนวนน้อยมากที่ไหลผ่านบ่อเลี้ยงปลาเทราท์นี้ไม่ได้ทำให้ค่าของจำนวนออกซิเจนในน้ำลดลงแต่อย่างใด และไม่ได้ทำให้น้ำนั้นสกปรกเพิ่มมากขึ้นจากเศษใบไม้เน่า ดิน โคลน ที่มีตามธรรมชาติอยู่แล้ว นอกจากนี้ยังได้เคยทำการทดลองเลี้ยงปลาชนิดอื่น เช่น ปลากดหลวง ปลาแรดและปลานิล ด้วยน้ำที่ไหลผ่านบ่อปลาเทราท์มาก่อน ผลปรากฏว่าปลาเหล่านี้สามารถเติบโตได้ดีเป็นปกติ และสภาพน้ำที่ออกจากบ่อปลาเหล่านี้ไม่แตกต่างจากน้ำในลำธารที่ไหลตามปกติแต่อย่างใด ทั้งนี้เนื่องจากน้ำที่แบ่งมาใช้เลี้ยงปลานั้นน้อยมากและให้ไหลผ่านในระยะเวลาอันสั้นมากจนไม่มีผลกระทบต่อสภาพน้ำโดยรวม
       ปัจจุบันโครงการฯ อยู่ในระหว่างการทดลองศึกษาปรับปรุงสายพันธุ์ปลาเทราท์ที่เหมาะสมที่สุดสำหรับสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย โดยคาดหวังว่าจะได้สายพันธุ์ใหม่ที่สามารถนำไปเลี้ยงได้อย่างดีบนพื้นที่สูงของประเทศ และสามารถผลิตไข่ปลาได้เองภายในประเทศอย่างพอเพียง โดยไม่ต้องอาศัยการนำเข้าไข่ปลาจากต่างประเทศอีกต่อไป เป็นการลดการสูญเสียเงินตราจากต่างประเทศ เนื่องจากปัจจุบันประเทศไทยนำเข้าปลาเทราท์ประมาณปีละหลายร้อยล้านบาท ส่วนปลาเทราท์ที่ผลิตได้ในขณะนี้โครงการหลวงได้วางจำหน่ายตามซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป และได้ทดลองผลิตปลาเทราท์รมควันวางจำหน่ายตามร้านดอยคำบ้างแล้ว
     ในอนาคต ปลาเทราท์จากยอดดอยอาจจะเป็นสินค้าส่งออกชนิดใหม่ของประเทศไทยไปยังประเทศใกล้เคียง แทนที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศเช่นที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสามารถนำเงินตราต่างประเทศเข้าประเทศได้อีกทางหนึ่ง และเมื่อถึงเวลานั้นปลาเทราท์ก็จะเป็นที่รู้จักแพร่หลายทั่วไป เช่นเดียวกันกับปลานิลที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทยจนตราบเท่าทุกวันนี้

 

 

 

เขียนโดย

รศ.ดร.เทอดชัย เวียรศิลป์
ภาควิชาสัตวศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 50200

ดร.โกมุท อุ่นศรีส่ง
ศูนย์พัฒนาประมงน้ำจืดเชียงใหม่ ตำบลหนองหาร อำเภอสันทราย จังหวัดเชียงใหม่ 50290 

 

 

อ้างอิง

(วารสารนนทรี สมาคมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์ 
ปีที่ 49 ฉบับกรกฎาคม-กันยายน 2545)