ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ปลิงทะเล เป็นสัตว์น้ำเค็มชนิดหนึ่งซึ่งผู้นิยมบริโภคโดยเฉพาะชาวจีน ปลิงทะเลเป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง จัดอยู่ใน Phylum Echinodermata, Class Holothuroidea อาศัยอยู่ตามก้นทะเล โดยฝังตัวขุดรูอยู่ในโคลน ทราย หรืออาศัยอยู่ตามกอสาหร่ายทะเล ปะการัง มีขนาดรูปร่างแตกต่างกัน โดยทั่ว ๆ ไปมีรูปร่างทรงกระบอก ยาวคล้ายถุง มีปากและช่องขับถ่ายอยู่ที่ปลายส่วนหัวและหาง รอบ ๆ ปากมีหนวด (tentacles)

หนวดมีจำนวนมากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของปลิงทะเล เช่น สกุล Cucumaria thyone มีหนวด 10 เส้น สกุล Holothuria มีหนวด 20-30 เส้น เป็นต้น ผิวตัวของปลิงทะเลอาจจะนุ่ม มีลักษณะบางโปร่งแสง หรือหนาทึบแสง บางชนิดผิวเรียบ แต่ปกติมักจะมีปุ่มยื่นออกมาคล้าย หูด ที่บริเวณผิวตัวจะมีสปิคุล (spicules) ซึ่งเป็นแผ่นโครงร่าง (skeletal plates) ลักษณะของสปิคุลใช้ในการจำแนกชนิดของปลิงทะเล ซึ่งแต่ละชนิดจะมีสปิคุลแตกต่างกันออกไป บางชนิดสปิคุลจะมีลักษณะคล้ายรูปสมอเรือ เช่น สกุล Holothuria ในการศึกษาสปิคุลของปลิงทะเลโดยแช่ชิ้นของผิวตัวที่ตัดมาจากปลิงทะเลในโซเดียมไฮดรอกไซด์เข้มข้น 10 เปอร์เซ็นต์ จนส่วนที่เป็นเนื้อเยื่อยุ่ยสลายออก ตั้งทิ้งไว้ให้ตกตะกอน รินส่วนที่เป็นสารละลายทิ้งล้างไขมันที่ติดมาด้วยปิโตรเลียมอีเทอร์จนหมด ล้างตะกอนด้วยน้ำกลั่นหลาย ๆ ครั้ง จนสะอาดแล้วนำไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์

ภาพจาก http://oknation.nationtv.tv/


ปลิงทะเลกินอาหารประเภทแพลงก์ตอน และสิ่งมีชีวิตขนาดเล็ก เช่น โปรโตซัว สาหร่ายทะเล และไดอะตอม ใช้หนวดพุ่มไม้จับอาหารโดยอาศัยเมือกหนียว ซึ่งฉาบอยู่ตามผิวหนวด คอยดักอาหารที่ผ่านมากับน้ำ และอาหารประเภทอินทรีสารที่ตกอยู่ใต้ท้องน้ำ ซึ่งมักจะปนไปกับโคลนและทรายที่มันฝังตัวอยู่
     การแพร่กระจายของปลิงทะเล อาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเลในระดับความลึก 20-30 เมตร สามารพบได้ในบริเวณหาดทรายปนเลนหรือทรายล้วน ๆ หรือตามบริเวณที่มีกระแสน้ำ ตามเกาะบริเวณปะการัง และสภาพน้ำทั่วไป อุณหภูมิน้ำอยู่ระหว่าง 24-28 องศาเซลเซียส ความเค็มสามารถอยู่ได้ในระดับ 27-35 ppt และสามารถอยู่ได้ในระดับความเค็มต่ำกว่า 10 ppt ถึง 17 ชั่วโมง ซึ่งถ้าอยู่ในระดับความเค็มสูง จะมีความแข็งแรงกว่าความเค็มต่ำ
ปลิงทะเลสามารถงอกส่วนที่ขาดได้ภายในระยะเวลา 2 เดือน (chen jia xin, 1990) และปลิงทะเลจะเริ่มลงสู่พื้นในระยะ Perdactula เมื่อมีอายุประมาณ 12 วัน
     ปลิงทะเลปกติไม่ชอบแสงสว่าง และออกหาอาหารในเวลากลางคืน จะยื่นหนวดลงสู่พื้นดินเสมอเพื่อหาอาหาร ปลิงทะเลป้องกันตัวเองโดยการพ่นเส้นใยออกมาทางทวารหนัก มีอวัยวะสร้างเซลล์สืบพันธุ์เพียงอันเดียว การผสมพันธุ์เป็นแบบผสมภายนอกและมีลักษณะแยกเพศ
     คุณค่าทางอาหารของปลิงทะเล มีโปรตีนประมาณ 10-12% ความชื้น 70-80% ไขมัน 0.002-0.04% และเนื้อปลิงทะเลยังมีสารมิวโคโปรตีนที่มี Chondroitin sulfurie acid คาดว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้สูงอายุ โดยการช่วยให้กล้ามเนื้อทำงานได้ดี
     นักวิทยาศาสตร์ชาวญี่ปุ่นพบว่า ในเนื้อปลิงทะเล Stichopus japonicus มีมิวโคโปรตีน (mucoprotein) ปริมาณสูงซึ่งมิวโคโปรตีนนั้น มีคอนดรอยติน ซัลฟุริค แอซิด (Chondroitin - sulfuric acid) อยู่เป็นองค์ประกอบที่สำคัญ และจากการศึกษาในผู้สูงอายุยังพบว่า การที่กล้ามเนื้อไม่สามารถทำงานได้นั้น เนื่องจากปริมาณของคอนดรอยติน ซัลฟุริค แอซิด ลดลง ดังนั้นจึงอาจใช้เรื่องนี้เป็นเหตุผลอธิบายการที่ชาวจีนนิยมรับประทานปลิงทะเลกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ คอนดรอยติน ซัลฟุริค แอซิด ตามธรรมชาติมักอยู่ในสภาพมิวโคโปรตีน ซึ่งเป็นองค์ประกอบของส่วนต่าง ๆ ของร่างกายมนุษย์ เช่น กระดูกอ่อน เอ็น และของเหลวที่หล่อลื่นตามข้อต่าง ๆ ดังนั้น การรับประทานปลิงทะเลก็นับว่าให้ประโยชน์แก่ร่างกายได้เช่นกัน

 

ภาพจาก https://www.thairath.co.th/


การทำการประมง
     ในอดีต การประมงปลิงทะเลส่วนใหญ่ทำโดยการเก็บในเขตน้ำขึ้นน้ำลง และเขตน้ำตื้นชายฝั่ง เมื่อจำนวนปลิงทะเลลดน้อยลง มีการดำน้ำเก็บรวบรวมปลิงทะเลที่ความลึกช่วง 5-10 เมตร โดยใช้ฉมวกในการรวบรวมปลิงทะเลเฉพาะชนิดที่มีราคาสูง เช่น T ananas, Actinopyga echinite และ H. nobilis ที่อาศัยอยู่ในน้ำค่อนข้างลึกแต่ยังไม่ปรากฏมีรายงานการทำการประมงด้วยเครื่องช่วยหายใจใต้น้ำแบบ SCUBA นอกจากนี้ยังมีปลิงบางส่วนที่ติดมากับเรืออวนลาก ซึ่งปลิงที่ได้จะถูกแยกและนำมาขายให้ผู้รับซื้อที่แพปลา เพื่อแปรรูปต่อไป
     จากการสำรวจพบว่า ชาวประมงชายฝั่งมักจะเก็บปลิงทะเลจากบริเวณอ่าวใกล้เคียงแถบหมู่บ้านขณะน้ำลง ชาวประมงบางกลุ่ม เช่น ชาวเลบริเวณหมู่เกาะสุรินทร์จะเดินทางไปทำการประมงในบริเวณที่หางฝั่งออกไป ซึ่งอาจต้องใช้ระยะเวลาระหว่าง 1-7 วัน โดยปลิงทะเลจะถูกผ่าเอาลำไส้ออกบนเรือแล้วก่อนเดินทางกลับเข้าฝั่งเพื่อแปรรูปต่อไป ส่วนรายได้จากการรวบรวมปลิงทะเลจะแตกต่างกันไปในแต่ละครั้งขึ้นอยู่กับการทำการประมง จำนวน และชนิดของปลิงทะเลที่จับได้ สำหรับเวลาในการทำการประมงก็จะแตกต่างกันไป เช่น ในเวลากลางวันจะพบชนิด H. leucospilota เป็นจำนวนมาก แต่สำหรับบางชนิดจะต้องทำการประมงในเวลากลางคืน เช่น S. Variegatus

ภาพจาก http://kongtunraksukkapap.blogspot.com/

 

การแปรรูปปลิงทะเล
     โดยที่กล่าวไว้แล้วข้างต้น การแปรรูปปลิงทะเลโดยทั่วไปทำโดยผ่าหัวท้ายของปลิงเพื่อเอาอวัยวะภายในออก จากนั้นล้างทำความสะอาดและตากแห้ง ซึ่งแต่ละพื้นที่จะมีวิธีการแปรรูปตากแห้งแตกต่างกัน ศุภผล (2527) สำหรับน้ำหนักของผลผลิตหลังจากการแปรรูปจะแตกต่างกันไปตามชนิดของปลิง เช่น พบว่าปลิงทะเลสดชนิด H.leucospilota จำนวน 100 กิโลกรัม จะได้ปลิงแห้งรมควันเพียง 10 กิโลกรัมเท่านั้น
     ปลิงทะเลตากแห่งนับว่าเป็นอาหารที่ขึ้นชื่อในประเทศทางตะวันออก โดยเฉพาะทางหมู่เกาะทะเลใต้ (South Pacific) ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ซึ่งมีผู้นิยมรับประทานปลิงทะเลกันมาก ปลิงทะเลที่ยังสดอยู่มีความยาวประมาณ 12.5-45 เซนติเมตร หรือมากกว่า มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.5-8 เซนติเมตร ลักษณะคล้ายไส้กรอก


การทำปลิงทะเลตากแห้งที่นิยมกันมี 3 วิธี
1. การตากแห้ง (Air drying) โดยนำปลิงแช่น้ำทะเล ผ่าท้องทำความสะอาด นำไปต้ม 10-30 นาที แล้วแต่ขนาดของปลิง แล้วนำไปตากแดดจนแห้ง
2. การตากแห้ง และย่างไฟ (Combination Air and Fire Drying) วิธีนี้นิยมทำกันในฟิลิปปินส์ โดยต้มปลิงในหม้อ 20 นาที นำขึ้นจากหม้อ ปลิงจะแข็งและยืดหยุ่นได้ ใช้มีดผ่าท้องนำอวัยวะภายในออก และนำไปตากจนเกือบแห้ง จึงนำเข้ารมควันอีก 24 ชั่วโมง จึงเก็บใส่ถุง
3. การย่างไฟ (Fire drying) วิธีที่นิยมใช้กันทางหมู่เกาะอินเดียตะวันออก
     ปลิงทะเลที่รับประทานได้ส่วนใหญ่อยู่ในวงศ์ Stichopodidae และ Holothuriidae
ส่วนชาวจีน มีวิธีการคือ จับเอาปลิงทะเลขึ้นมาผ่าท้องเอาอวัยวะภายในออก ต้มจนแข็งและยืดหยุ่นได้คล้ายยาง จึงเอาไปตากแดดรมควันจนแห้งแล้วเก็บไว้ในลัง

ความสำคัญทางเศรษฐกิจ
     จากสถิติการประมงของประเทศไทย ปลิงทะเลที่จับได้ มีจำนวนเพื่อขึ้นทุกปี กล่าวคือ ในปี 2512 จับได้ 2 ตัน ปี 2513 จับได้ 46 ตัน ปี 2514 จับได้ถึง 158 ตัน
     สำหรับการทำปลิงทะเลตากแห้งที่จังหวัดสงขลาและตรัง มีวิธีการเช่นเดียวกับการทำปลิงทะเลแห้งของชาวจีน ส่วนการเอาสปิคุล (Spicules) ที่ผิวตัวออกเพื่อให้เนื้อไม่สากนั้น ทำโดยใช้มีดขูดผิวของปลิงทะเลที่ต้มสุกแล้ว
ในประเทศไทยปลิงทะเลที่พบส่วนมากอยู่ในบริเวณ อ่าวไทยฝั่งตะวันออก อ่าวไทยฝั่งตะวันตก และมหาสมุทรอินเดีย ซึ่งเก็บตัวอย่าง จากจังหวัดภูเก็ต เมื่อนำมาจัดจำแนกหมวดหมู่ จะได้ 4 อันดับ (Orders) 5 วงศ์ (Families) 8 สกุล (genera) และ 17 ชนิด (Species) ในบรรดาปลิงทะเลทั้งหมดนี้ จากรายงานพบว่าสามารถนำมารับประทาน ได้ 2 สกุล 6 ชนิด คือ Holuthuria scabra (Jaeger) เรียกกันทั่วไปว่า ปลิงขาว,ปลิงดำ ในบ้านเราชนิดที่นิยมนำมารับประทาน และมีขายตามท้องตลาดในสภาพปลิงทะเลตากแห้ง คือ Holuthuria scabra
     ปลิงทะเลเป็นสัตว์ที่มีความสำคัญทั้งต่อระบบนิเวศน์และด้านเศรษฐกิจจากการสำรวจพบว่า ในพื้นที่ชายฝั่งทะเลทั้งทางด้านทะเลอันดามันและอ่าวไทย มีการค้าปลิงทะเล ทั้งเพื่อการบริโภคภายในประเทศ และส่งออกทำให้ปลิงทะเลในธรรมชาติมีปริมาณลดลงอย่างมากในปัจจุบัน กระทรวงเกษตรและสหกรณ์จึงได้สั่งการให้กรมประมงหาข้อมูลสถานภาพของปลิงทะเลในประเทศไทย จากการรวบรวม ข้อมูลด้าน ความหลากหลาย ของชนิดปลิงทะเลในน่านน้ำไทยรวมทั้งชนิดปลิงทะเลที่มีการใช้ประโยชน์ ด้านการบริโภค ซึ่งมีทั้งชนิดที่อาศัยอยู่ในแหล่งหญ้าทะเล และแนวปะการัง คือ ชนิด Holothuria scabra, H.atra, H.leucospitota, Stichopus chloronatus, S.variegatus, Bohadchia marmorata และ B.argus ซึ่งมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการศึกษาต่อไป ทั้งทางด้าน อนุกรมวิธาน ชีววิทยา และนิเวศวิทยา เพื่อที่จะประเมินทรัพยากรปลิงทะเล ตลอดจนฟื้นฟูและการอนุรักษ์ปลิงทะเลในประเทศไทย
ปลิงทะเล มีความสำคัญต่อระบบนิเวศน์ในแง่ของการย่อยสบายสารอินทรีย์ในตะกอนดิน และปลดปล่อย ธาตุอาหาร สู่วงจรอาหารในธรรมชาติ นอกจากนี้ปลิงทะเลยังนับว่าเป็นสัตว์เศรษฐกิจชนิดหนึ่ง ของหลายประเทศในมหาสมุทรอินเดีย และมหาสมุทรแปซิฟิกตอนใต้ สำหรับประเทศไทย พบการทำประมงปลิงทะเล เพื่อการบริโภค ภายในประเทศ และส่งออกทั้งฝั่งทะเลอ่าวไทย และทะเลอันดามัน โดยการเอาอวัยวะภายในออกแล้วนำมาต้มและตากแห้งเพื่อทำเป็นปลิงทะเลแห้ง สำหรับนำไปประกอบอาหาร และส่งออกไปยัง ประเทศมาเลเซียเพื่อใช้ทำยา และผลิตเป็นผลบรรจุแคปซูลขายเป็น อาหารเพื่อสุขภาพได้อีกด้วย

การตลาด
     ปลิงทะเลที่ต้มแล้วมีวางขายในตลาดสดตามจังหวัดใหญ่ ๆ เช่น จังหวัดภูเก็ตส่วนใหญ่ นำไปประกอบอาหาร ประเภทซุป และยำในภัตคารอาหารจีน ในจังหวัดกระบี่ ปลิงขาวมีราคา กิโลกรับละ ประมาณ 270 บาท ส่วนชนิดอื่นมีราคา กิโลกรัมละประมาณ 90 บาท ส่วนน้ำในตัวปลิงทะเลซึ่งมักนำไป เป็นส่วนผสมของยา จะขายในราคา 100 บาท ต่อ 1 แกลลอน (20 ลิตร) ที่หมู่เกาะสุรินทร์ชาวเล จำนำปลิงตากแห้งมาขายที่ฝั่งจังหวัดระนองในราคา กิโลกรัมละ 200-400 บาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับคุณภาพ และชนิดของปลิงทะเล ส่วนที่จังหวัดพังงา ราคาขายปลิงทะเลสด 3-35 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับ ชนิดของปลิงทะเลหลังจากการแปรรูปแล้วจะขายต่อให้พ่อค้าคนกลางในราคา 130-300 บาทต่อกิโลกรัม สำหรับที่จังหวัดชลบุรี จะมีผู้รับซื้อ จากจังหวัดระนองนำชาวประมงจากจังหวัดระนอง และจังหวัดสตูลเพื่อจับและแปรรูปปลิงทะเลที่ได้โดยสนับสนุนอุปกรณ์และเครื่องมือในการทำการประมง และการแปรรูป โดยพ่อค้าดังกล่าว จะรับซื้อปลิงทะเลตากแห้งในราคาค่อนข้างต่ำ คือ ประมาณ 30 บาท ต่อกิโลกรัม สำหรับปลิงดำ (H.Leucospilota) ส่วนปลิงชนิด S varigatus จะรับซื้อในราคากิโลกรัมละ 50 บาท และรวบรวมนำไปขายต่อที่จังหวัดระนองและสตูล ในราคา 100 - 200 บาท ส่วนน้ำจากตัวปลิงทะเลที่ต้มแล้วจะขายได้ในราคา 130 - 140 บาท ต่อ 20 ลิตร

 

 

 

 


เอกสารอ้างอิง

มัทนา แสงจินดาวงษ์ 2523 ปลิงทะเลของไทย วารสารประมงฉบับที่ 1 ปีที่ 33 หน้า 25 - 32.
สมชัย บุศราวิช และ นลินี ทองแถม 2543 การประมงและการค้าปลิงทะเลในประเทศ วารสารการ
ประมง ฉบับที่ 2 ปีที่ 53 หน้า 161 - 168
ชนินทร์ แสงรุ่งเรือง 2535 การศึกษาฤดูกาลสืบพันธุ์ของปลิงทะเลที่ใช้ปรับปรุง คุณภาพหน้าดินในบ่อกุ้ง
บริเวณอ่าวคุ้งกระเบน เอกสารวิชาการ ฉบับที่ 8/35 ศูนย์วิจัยทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมประมงชายฝั่ง แหลมเสด็จ กรมประมง 12 หน้า
ชนินทร์ แสงรุ่งเรือง และนิวัติ สุธีมีชัยกุล 2535 การศึกษาการปรับปรุงคุณภาพหน้าดิน ของบ่อเลี้ยงกุ้งโดย
ใช้ปลิง เอกสารวิชาการฉบับที่ 7/35 ศูนย์วิจัยทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมประมงชายฝั่งแหลมเสด็จ 
กรมประมง 8 หน้า