อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ในการส่งเสริมการเลี้ยงสัตว์น้ำนั้น การลำเลียงขนส่งพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อลงบ่อเลี้ยง ซึ่งไม่ว่าจะใกล้หรือไกลก็เป็นเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่ง สัตว์น้ำบางชนิดจะต้องขนส่งในระยะไกล เช่น การลำเลียงพันธุ์ปลาจีนจากประเทศจีนมาเมืองไทยเมื่อสมัยประมาณ 50-60 ปีมาแล้ว ได้ใช้ถังไม้สูง 2 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางขนาด 2 เมตร เป็นภาชนะลำเลียง ในระหว่างการลำเลียงจะมีการตีน้ำเพื่อเพิ่มแก๊สอกซิเจน และจะต้องใช้เวลาลำเลียงเป็นแรมเดือน

สมัยก่อนการลำเลียงลูกปลาสวายจากจังหวัดนครสวรรค์มาขายในกรุงเทพฯลำเลียงด้วยกระชังไม้ไผ่ผูกติดมากับข้างเรือ การลำเลียงปลานวลจันทร์ทะเลของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ก็ต้องลำเลียงจากแหล่งลูกปลามายังบ่อเลี้ยงด้วยระยะทางไกลๆทั้งสิ้นภาชนะที่ใช้ในการลำเลียงแตกต่างกันไปตามจุดมุ่งหมายและตามลักษณะท้องถิ่นของแต่ละประเทศ ประเทศอินโดนีเซียมีครุไม้ไผ่ทำด้วยน้ำมันดินขนาดบรรจุ 15 ลิตร ในฟิลิปปินส์ อินเดียใช้หม้อดินในการลำเลียงพันธุ์ปลาในบางท้องที่ ในประเทศไทยในสมัยริเริ่มส่งเสริมการเพาะเลี้ยงได้ใช้ถังสังกะสีกลม เส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 50-60 ซม. ลำเลียงพันธุ์ปลามาแล้ว 
          ต่อมาได้มีการพัฒนาเกี่ยวกับการลำเลียงขนส่งพันธุ์สัตว์น้ำจำนวนมากๆซึ่งจะต้องเตรียมภาชนะขนาดใหญ่หรือจำนวนมากในระยะทางไกล จึงมีการใช้ถังรูปแบบต่างๆและจะมีการใช้เครื่องปั๊มอากาศเพื่อเพิ่มออกซิเจนแก่สัตว์น้ำในเวลาเดินทาง มีการใช้ถุงพลาสติกใส่น้ำอัดออกซิเจน มีการใช้สารเคมีเพื่อให้ปลาสลบ ตลอดจนลดอุณหภูมิ เพื่อเป็นการให้สัตว์น้ำลดการใช้ออกซิเจนให้น้อยลง ซี่งวิธีการเหล่านี้เป็นความก้าวหน้าอย่างหนึ่งในการขนส่งลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำ
ปัจจัยสำคัญอันเป็นผลกระทบต่อการเลียงพันธุ์สัตว์น้ำ
มีปัจัยสำคัญอันเป็นผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมที่ขอนำมากล่าวถึงคือ
          1. การหายใจของสัตว์น้ำ
             การหายใจของสัตว์น้ำก็มีจุดประสงค์คล้ายคลึงกับสัตว์อื่นๆกล่าวคือ หายใจเข้าเพื่อเอาแก๊สออกซิเจนไปใช้ในการเผาผลาญเพื่อให้เกิดพลังงาน ( Metabolism ) และมีการหายใจเอาแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออก และสะสมอยู่ในน้ำที่ใช้ในการลำเลียง หากน้ำที่ใช้ในการลำเลียงมีออกซิเจนอยู่มากพอและมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่น้อย การลำเลียงสัตว์น้ำก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าหากมีคาร์บอนไดออกไซด์มากเกินถึงขีดอันตรายต่อปลาแต่ละชนิดแล้ว มันก็จะมีอาการไม่สบายหรือตายได้
กรรมวิธีการหายใจของสัตว์น้ำส่วนใหญ่นั้นจะหายใจทางเหงือก ซึ่งมีเส้นโลหิตฝอยกระจายอยู่ทั่วไปในเหงือก ที่เส้นโลหิตฝอยนี้จะมีเม็ดเลือดแดงซึ่งมีเฮโมโกลบิน ( haemogiobin ) เป็นตัวดึงหรือสัมผัสเอาแก๊สออกซิเจนเข้าไปใช้เป็นพลังงานในตัวของสัตว์น้ำ แต้ถ้ามีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ละลายอยู่ในน้ำในปริมาณมากถึงจุดหนึ่งแล้ว แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์จะถูกไปสะสมในเม็ดเลือดแดง และยังผลให้เม็ดเลือดแดงมไม่สามารถนำเอาออกซิเจนไปใช้ได้อีกต่อไป
การหายใจของสัตว์น้ำในภาชนะลำเลียงนั้น ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางเคมีดังกล่าว มีผลกระทบที่เกิดขึ้นตามมาดังต่อไปนี้
           - ผลกระทบจากแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ คาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ใช้ในการลำเลียง และเป็นตัวการสำคัญอันดับแรกที่ทำให้สัตว์น้ำนั้นตายถ้าปริมาณของคาร์บอนไดออกไซด์ซี่งเป็นผลจากการหายใจของปลาสะสมในเม็ดเลือดสูง ประกอบกับคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายอยู่ในน้ำที่ใช้ในการลำเลียงสูงเช่นกันแล้ว ผลที่เกิดขึ้นก็คือ คาร์บอนไดออกไซด์ในเม็ดเลือดจะไม่สามารถถ่ายหรือระบายออกมาจากตัวสัตว์นั้นได้ มันจะกลายเป็นพิษโดยทำให้สัตว์น้ำดังกล่าวไม่สามารถนำเอาออกซิเจนไปใช้ในการหายใจซึ่งจะทำให้ตายในที่สุด ดังนั้นการตายของสัตว์น้ำจึงไม่เพียงแต่ขาดออกซิเจนหายใจเท่านั้น ถึงแม้จะมีออกซิเจนเหลืออยู่ในน้ำหรือในภาชนะลำเลียงมากมายเพียงใด ถ้าหากมีคาร์บอนไดออกไซด์มากก็จะทำให้สัตว์น้ำนั้นตายได้เช่นกัน ความทนทานของสัตว์น้ำแต่ละชนิด และขนาดต่อปริมาณของแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายอยู่ในน้ำนั้นก็จะมีระดับต่างกันด้วย
          - ผลกระทบจากแก๊สออกซิเจนเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปว่า ออกซิเจนมีความจำเป็นสำหรับการหายใจของปลาและสัตว์น้ำทั่วๆไป สัตว์น้ำต่างชนิดหรือชนิดเดียวกันแต่ต่างขนาดก็มีความต้องการออกซิเจนสำหรับการหายใจในปริมาณต่างกัน ปริมาณออกซิเจนที่ละลายอยู่ในน้ำได้มากน้อยเพียงใดนั้นมีอุณหภูมิเป็นปัจจัยที่สำคัญเป็นส่วนประกอบด้วย กล่าวคือ ออกซิเจนจะละลายในน้ำได้ในปริมาณที่สูง หากอุณหภูมิของน้ำต่ำลง และสัตว์น้ำหายใจ และใช้ออกซิเจนในปริมาณสูงในอุณหภูมิที่สูงขึ้น มีการทดลองและพบกันว่า ลูกปลาวัยอ่อน ( larvae ) จะหายใจเอาออกซิเจน 2-5 เท่าของลูกปลา ( fry ) หากคิดเป็นน้ำหนักตัวของลูกปลาวัยอ่อนและลูกปลาที่มีน้ำหนักเท่ากันพอจะสรุปได้ว่า การใช้ออกซิเจนของลูกปลาแต่ละชนิดจะน้อยมาก มีส่วนสัมพันธ์กับขนาดและน้ำหนักของตัวปลาด้วย
          - ผลกระทบจากแก๊สแอมโมเนีย แก๊สแอมโมเนียที่เกิดขึ้นในภาชนะลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำนั้นเกิดจากการสลายตัวของอินทรียวัตถุที่หลงเหลืออยู่ในน้ำ จากสัตว์น้ำที่ตายและเน่าเปื่อยและจากการถ่ายของเสียของสัตว์น้ำเองในขณะลำเลียงผลกระทบของแอมโมเนียที่ละลายอยู่ในน้ำจะเป็นพิษต่อสัตว์น้ำโดยตรง ระดับของการเป็นพิษมากน้อยเพียงใดจะแตกต่างตามชนิดของสัตว์น้ำนั้นๆด้วย
        - ผลกระทบจากการเป็นกรดเป็นด่าง (pH ) ในน้ำที่ใช้ในการลำเลียงปลาได้มีการศึกษาและพบว่าในระดับของ pH 6.8-8.1 ปลาบางชนิดสามารถนำเอาออกซิเจนไปใช้ได้ประโยชน์สูงสุด และนอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงระดับของคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายอยู่ในน้ำเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ pH เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย ดังนั้นความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำที่ใช้ในการลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำ จึงควรเป็นข้อหนึ่งที่ควรพิจารณาถึงผลกระทบอันอาจเกิดขึ้นด้วย
ได้มีผู้คิดค้นเอาสารจำพวกที่รักษาระดับของความเป็นกรดเป็นด่างให้อยู่ระหว่างกลาง ( buffer ) เช่น
      - Secondary sodium phosphate ในอัตราความเข้มข้น 1 กรัม/ลิตรของน้ำ
      - Sodium phosphate ในอัตราความเข้มข้น 1.5 กรัม/ลิตรของน้ำ
      - Sigma 7-9 หรือ Trihydroxymethyl-aminomethane ในระดับความเข้มข้น 2-5 กรัม/แกลลอน ของน้ำ
สารดังกล่าวนี้ยังไม่มีผู้ใช้กันอย่างแพร่หลายนัก หากมีผู้ใดจะใช้เพื่อการลำเลียงควรจะได้มีการทดลองหาผลที่แน่นอนก่อน
           2. อุณหภูมิ
อุณหภูมิของน้ำที่ใช้ในการลำเลียงสัตว์น้ำ มีผลต่อการหายใจของมันในน้ำ หรืออากาศที่มีอุณหภูมิสูงจะทำให้สัตว์น้ำหายใจเร็วและมีส่วนสัมพันธ์ในการใช้ออกซิเจนและปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์มากขึ้น ในทางตรงกันข้ามหากอุณหภูมิต่ำจะมีผลให้สัตว์น้ำหายใจช้าลงและใช้ออกซิเจนน้อย ปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์น้อยด้วย ดังนั้นในการลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเลือกเวลาในการลำเลียงในขณะที่อุณหภูมิต่ำ เช่น ตอนเย็น กลางคืน หรือตอนเช้า หากจะมีการลำเลียงในเวลาอื่นหรือขณะที่มีอุณหภูมิสูง ก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาทางลดอุณหภูมิในภาชนะที่ลำเลียงหรือภาชนะที่ใช้ลำเลียง เช่น ลำเลียงในรถยนต์ที่มีเครื่องปรับอากาศ หรือใช้น้ำแข็งใส่ในพาหนะหรือภาชนะลำเลียงที่ปิดเพื่อลดอุณหภูมิให้ต่ำลง เป็นต้น อุณหภูมิที่เหมาะสมในการลำเลียงสัตว์น้ำในประเทศไทยควรจะประมาณ 22-23 องศาเซลเซียส
         3. สัตว์น้ำตื่นตกใจ
การตื่นตกใจของสัตว์น้ำมีผลกระทบโดยตรงต่อการลำเลียง นอกจากการตื่นตกใจของมันจะทำให้มันต้องใช้ออกซิเจนในการหายใจเพิ่มขึ้นแล้ว การตื่นตกใจยังทำให้มันกระโดดและชนภาชนะในการขนส่งซึ่งบางครั้งอาจถึงตายเลยก็มี การลำเลียงขนส่งสัตว์น้ำโดยไม่ได้หาทางแก้ไขเกี่ยวกับการตื่นตกใจไว้จะทำให้มีเปอร์เซ็นต์การตายของสัตว์น้ำมากขึ้น
ในการแก้ไขการตื่นตกใจของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกปลานั้นได้มีการใช้สารเคมีจำพวกยาสลบ ( anesthetic ) ซึ่งมีส่วนช่วยให้ปลามีการเคลื่อนไหวน้อยลง และมีการหายใจช้า ซึ่งยังผลให้มีการใช้ออกซิเจนน้อยลงด้วย สารเคมีจำพวกยาสลบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน ได้แก่
- Sodium amytal ที่มีความเข้มข้นประมาณ 21-28 ppm.
- MS 222 หรือ Tricane methane sulfonate ที่มีความเข้มข้นประมาณ 40-50 ppm. หรือขนาด 0.4-1 gm/น้ำแกลลอน
- Quinaldine ที่มีความเข้มข้น 2-5 ppm.
- สารเคมีที่ใช้เป็นยาสลบอื่นๆ เช่น Mythyl Penthynol , Urethane , Sodium seconal , etc ก็เคยมีผู้นำมาใช้เช่นกัน
อย่างไรก็ตามการใช้สารเคมีประเภทยาสลบเพื่อช่วยในการขนส่งพันธุ์สัตว์น้ำนั้น ควรจะได้มีการระมัดระวังผ่านการทดสอบกับสัตว์น้ำแต่ละชนิดแต่ละขนาดเพื่อหาผลที่แน่นอนก่อนที่จะไปใช้
            4. ผลกระทบจากการใช้ภาชนะโลหะที่เป็นพิษในการลำเลียงสัตว์น้ำ
เพื่อที่จะได้ระมัดระวังเกี่ยวกับการใช้โลหะชนิดต่างๆทำเป็นภาชนะลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำโดยเฉพาะอย่างยิ่งปลานั้น ได้มีการศึกษาพบว่าโลหะบางพวก เช่น ทองเหลือง นิเกิล โดยเฉพาะทองแดงเป็นโลหะที่เป็นพิษ ได้มีการศึกษาเกี่ยวกับสังกะสีพบว่าเป็นพิษต่อปลาในอุณหภูมิและความกระด้างของน้ำแตกต่างกัน ดังนั้น การใช้สังกะสีทำภาชนะในการขนส่งพันธุ์ปลานั้น ควรจะได้รับการพิจารณาระมัดระวังด้วย

วิธีการลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำ
ในการลำเลียงพันธุ์สัตว์นั้นมีวิธีการปฎิบัติงานเป็นขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้
1. การเตรียมพันธุ์สัตว์น้ำ
ในขั้นแรกก่อนการลำเลียงสัตว์น้ำนั้นมีวิธีปฎิบัติงานเป็นขั้นตอนต่างๆดังต่อไปนี้
(1) การป้องกันโรคและพาราสิต เริ่มจากจับสัตว์น้ำจากบ่อมาขังไว้ จะป้องกันมิให้โรคและพาราสิตที่ติดตัวสัตว์น้ำไปจนถึงผู้รับปลายทาง สัตว์น้ำที่เป็นโรคและพาราสิตจะอ่อนแอและตายง่ายมากเมื่ออยู่ในระยะการลำเลียง นอกนั้นเชื้อโรคหรือพาราสิตต่างๆยังจะแพร่พันธุ์ติดต่อกับสัตว์น้ำตัวอื่นๆซึ่งอยู่ในภาชนะลำเลียงเดียวกันด้วย ดังนั้น ทางที่ดีจึงควรจะได้มีการให้น้ำยาเคมีบางอย่างเพื่อฆ่าเชื้อโรคและเป็นการป้องกันเชื้อโรคและพาราสิตก่อนที่จะมีการลำเลียง กล่าวคือ
- ใช้ด่างทับทิมที่มีความเข้มข้น 10 ppm. เป็นเวลา 1 ชั่วโมงเพื่อกำจัดโรครา พาราสิตในเหงือกและพวกโปรโตซัว พาราสิตที่เกาะภายนอกตัว
- ใช้ฟอร์มาลีน 15 ppm. เป็นเวลา 6 ชั่วโมงเพื่อกำจัดพยาธิในเหงือกและโปรโตซัวพาราสิตซึ่งเกาะภายนอกตัว
- ใช้ยาเหลือง ( acriflavine ) ขนาด 1 ppm. เป็นเวลา 12 ชั่วโมงเพื่อลดการตายจากโรคต่างๆอันเกิดจากพวกแบคทีเรีย เฉพาะยาเหลืองนี่ควรได้รับการพิจารณาใส่ลงในภาชนะลำเลียงในระดับความเข้มข้นเดียวกันนี้ด้วย เพราะเป็นตัวยาที่ให้คุณประโยชน์ และไม่มีผลอันตรายติดตามมาภายหลังด้วย
การใช้ยาดังกล่าวแล้วไม่จำเป็นจะต้องใช้ทั้ง 3 ชนิด แต่ควรพิจารณาเลือกใช้จากการสังเกตว่ามีโรคหรือพาราสิตชนิดใดที่เราเคยพบในตัวปลาที่เราทำการขนส่ง แล้วจึงเลือกใช้ยาที่เหมาะสมในการกำจัดก่อนการลำเลียงการให้สัตว์น้ำอดอาหาร สัตว์น้ำที่ถูกลำเลียงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องให้อดอาหารอย่างน้อย 24 ชั่วโมง ทั้งนี้เพื่อให้อาหารที่มีอยู่ในกระเพาะได้ถูกใช้ให้หมดก่อนที่จะถูกลำเลียงในระยะที่ถูกขังให้อดอาหารนี้จะสังเกตว่าสัตว์น้ำจะถ่ายของเสียออกมาเป็นจำนวนมาก จึงต้องให้มันถ่ายออกในระยะขังให้อดอาหารนี้ ของเสียดังกล่าวจะเป็นเหตุให้น้ำในภาชนะลำเลียงเกิดเสียเพราะเหตุมีแก๊สแอมโมเนีย คาร์บอนไดออกไซด์ และพวกซัลไฟด์สะสม อันเป็นสาเหตุให้สัตว์น้ำถึงแก่ความตาย
(2) การคัดเลือกขนาดของสัตว์น้ำที่จะลำเลียง การคัดเลือกสัตว์น้ำขนาดเดียวกันหรือใกล้เคียงกัน เพื่อการลำเลียงขนส่งในภาชนะลำเลียงเดียวกันนั้น มีความจำเป็นที่ควรได้รับการพิจารณาอย่างยิ่ง เพราะสัตว์น้ำที่ให้อดอาหารนั้นจะแสดงอาการดุร้าย หงุดหงิด ชอบทำร้ายขนาดที่เล็กกว่าและเป็นสัตว์น้ำที่อ่อนแอกว่า หรือตายขณะลำเลียงด้วย อาจถูกรุมกัดและกินเป็นอาหารไปเลย ในกรณีนี้เศษซากที่เหลือจากการกิน ตลอดจนการขับถ่ายของเสียออกจากสัตว์น้ำที่กินกันเองเข้าไป จะทำให้น้ำในภาชนะลำเลียงเสีย และเป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำที่เหลืออยู่ได้
2. การเลือกภาชนะที่ใช้ในการลำเลียงและวิธีการ
ภาชนะที่ใช้ลำเลียงสัตว์น้ำอาจแบ่งออกได้เป็น 2 แบบคือ
(1) ภาชนะแบบเปิด เป็นภาชนะที่ใช้ลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำแบบเปิดฝา หรือปิดฝา แต่มีรูถ่ายอากาศเข้า-ออกในภาชนะลำเลียงได้ ภาชนะดังกล่าวอาจทำด้วยโลหะ พลาสติก เป็นตะกร้าไม้ไผ่สานและทาด้วยชันหรือน้ำมันดิน หม้อดิน ถังไม้ ฯลฯ การเคลื่อนไหวขณะลำเลียงหรือการกระทุ่มน้ำด้วยไม้เป็นวิธีเพิ่มออกซิเจนในน้ำที่ใช้ในการลำเลียงด้วย
ต่อมาได้มีการพัฒนาภาชนะเปิด สำหรับลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกกุ้ง-ปลาที่ต้องการขนส่งจำนวนมากในระยะทางไกล ได้ประดิษฐ์เครื่องให้อากาศ (Airator) หรือออกซิเจนทางท่อโดยตรงไปยังถังลำเลียงสัตว์น้ำ วิธีการดังกล่าวอาจใช้กับการลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำโดยตรง หรือนำพันธุ์น้ำขนาดใหญ่เพื่อส่งไปขายในตลาด
ในการลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำแบบเปิดโดยใช้ภาชนะขนาดเล็กสำหรับเจ้าของบ่อรายย่อยที่มีเนื้อที่บ่อเลี้ยงน้อยนั้น ส่วนใหญ่จะลำเลียงด้วยถังน้ำธรรมดาแล้วใส่จักรยานหรือใช่รถกระบะขนาดเล็กลำเลียง บางครั้งทำให้สัตว์น้ำตื่นตกใจ มีความจำเป็นจะต้องหาพันธุ์ไม้น้ำ ใบตองกล้วย หรือใบไม้ชนิดอื่นใส่ลงไปในถังเล็กน้อย เพื่อให้เป็นร่มเงาหลบซ่อนไม่ให้ตื่นตกใจและไม่ให้น้ำกระฉอกหก แต่ต้องระมัดระวังคัดเลือกเอาพันธุ์ไม้น้ำหรือใบไม้ที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยต่อสัตว์น้ำ
(2) ภาชนะแบบปิด เป็นภาชนะลำเลียงที่มีอยู่แพร่หลายในปัจจุบัน ภาชนะชนิดนี้หมายถึงภาชนะที่มีฝาปิด หรือใช้วัสดุชนิดหนึ่งชนิดใดปิดภาชนะที่ใช้ลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำ ภาชนะชนิดนี้จำเป็นต้องอัดออกซิเจนหรืออากาศใส่ลงไปในภาชนะก่อนปิด เพื่อเป็นการเพิ่มออกซิเจนในภาชนะลำเลียง ส่วนใหญ่จะใช้ออกซิเจนบริสุทธ์บรรจุลงไป เพราะมีออกซิเจนมากกว่าอากาศธรรมดาในปริมาณเท่ากัน
ในสมัยก่อนได้มีการประดิษฐ์ภาชนะลำเลียงปิด โดยใช้ปี๊บหรือถังแบบถังน้ำเป็นภาชนะ หลังจากบรรจุน้ำและสัตว์น้ำลงไปแล้ว ก็จะอัดออกซิเจนลงไปแทนน้ำประมาณ 2 ใน 3 ถึง 3 ใน 4 ส่วน แต่ปัจจุบันการใช้ถุงพลาสติกเป็นภาชนะลำเลียงราคาถูกกว่าและสะดวกกว่า จึงไม่มีผู้นิยมใช้ภาชนะแบบโลหะหรือถังน้ำชนิดอื่นๆ นอกจากการลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำขนาดใหญ่ซึ่งจะไม่ขอกล่าวในที่นี้
วิธีการลำเลียงสัตว์น้ำแบบปิด มีการเตรียมการเช่นเดียวกับการลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำแบบเปิด ดังได้กล่าวมาแล้ว
ขั้นตอนในการลำเลียงสัตว์น้ำแบบปิดทั่วๆไป ซึ่งเป็นการลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำโดยใช้ถุงพลาสติกอัดออกซิเจน อันเป็นการลำเลียงที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีดังต่อไปนี้
การเตรียมถุงพลาสติก ถุงพลาสติกที่ใช้ในการลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำไปเลี้ยงเพื่อการบริโภคหรือเลี้ยงในตู้กระจกเพื่อความสวยงามนั้นมีขนาดต่างๆกัน แต่ขนาดที่ใช้กันมากที่สุดนั้นเป็นขนาด 20 ด 30 นิ้ว ขนาดดังกล่าวมีทั้งชนิดหนาและชนิดบาง ช นิดหนาเหมาะสำหรับใส่ลำเลียงพวกปลาที่มีเงี่ยง เช่น ปลาสวาย ปลาดุก กุ้งก้ามกราม ส่วนชนิดบางนั้นเป็นชนิดที่ใช้กับปลาและลูกปลาทั่วๆไป การลำเลียงสัตว์น้ำในระยะทางไกลหรือในท้องถิ่นกันดารมักจะใช้ซ้อนกัน 2-3 ชั้น เพื่อป้องกันมิให้มีการรั่วหรือฉีกขาดในชั้นใดชั้นหนึ่งซึ่งมักจะเกิดขึ้นเสมอ
น้ำที่ใช้บรรจุนั้นควรเป็นน้ำกรองและสะอาด น้ำที่ใช้นี้ควรเป็นน้ำที่มาจากแหล่งเดียวกับที่ใช้ขังสัตว์น้ำให้อดอาหารก่อนการลำเลียง ทั้งนี้เคยปรากฏว่าสัตว์น้ำบางชนิดไม่เคยชินกับน้ำใหม่ เวลาบรรจุลงไปในถุงจะมีอาการช็อกหรือตื่นผิดปกติ และอาจถึงตายไปก็มี จึงควรตั้งข้อสังเกตไว้และหลีกเลี่ยงปัญหาที่จะเกิดขึ้นดังกล่าว ปริมาณน้ำที่ใช้บรรจุลงในถุงนั้น ควรจะประมาณ 1/3-1/4 ของปริมาตรของถุง
การนำพันธุ์สัตว์น้ำลงถุง การนำพันธุ์สัตว์น้ำเพื่อบรรจุลงถุงนั้น ควรพิจารณาบรรจุดังต่อไปนี้
- ในระยะทางเท่าๆกัน บรรจุสัตว์น้ำขนาดเล็กได้ปริมาณมากกว่าสัตว์น้ำขนาดโต
- อุณหภูมิของน้ำหรืออากาศที่ต่ำกว่า บรรจุปริมาณสัตว์น้ำขนาดเดียวกันได้มากกว่า
- ในการขนส่งทางไกลหรือระยะทางซึ่งต้องใช้เวลานาน ให้ลดปริมาณสัตว์น้อยลงตามสัดส่วนที่พอเหมาะ
ปริมาณของสัตว์น้ำที่จะบรรจุลงถุงมากน้อยเพียงใดนั้น ผู้เขียนได้นำมาจากผลการทดลอง และจากคำบอกเล่าของผู้ที่พอเชื่อถือได้ ดังต่อไปนี้
- ปลานิล ขนาดความยาว 1-2.5 ซม. ระยะเวลาลำเลียง 6-12 ชม. จำนวน 1,500 ตัว/ถุง , ระยะเวลาลำเลียง 24 ชม. จำนวน 1,000 ตัว , ระยะเวลาลำเลียง 48 ชม. จำนวน 500 ตัว/ถุง
- ปลาไน ขนาดความยาว 1-2 ซม. ระยะเวลาลำเลียง 6-12 ชม. จำนวน 2,500 ตัว/ถุง , ระยะเวลาลำเลียง 24 ชม. จำนวน 1,500 ตัว , ระยะเวลาลำเลียง 48 ชม. จำนวน 500 ตัว/ถุง
- ปลาสลิด ขนาดความยาว 1.5-2.5 ซม. ระยะเวลาลำเลียง 6-12 ชม. จำนวน 1,500 ตัว/ถุง , ระยะเวลาลำเลียง 24 ชม. จำนวน 500 ตัว , ระยะเวลาลำเลียง 48 ชม. จำนวน 500 ตัว/ถุง
- ปลาดุก ขนาดความยาว 2-3 ซม. ระยะเวลาลำเลียง 6-12 ชม. จำนวน 2,000 ตัว/ถุง
- ปลาดุก ขนาดความยาว 3-5 ซม. ระยะเวลาลำเลียง 24 ชม. จำนวน 1,500 ตัว , ระยะเวลาลำเลียง 48 ชม. จำนวน 500 ตัว/ถุง
- ปลาหมอตาล ขนาดความยาว 2-2.5 ซม. ระยะเวลาลำเลียง 6-12 ชม. จำนวน 500 ตัว/ถุง , ระยะเวลาลำเลียง 24 ชม. จำนวน 500 ตัว
- ปลาตะเพียนขาว ขนาดความยาว 1.5-3 ซม. ระยะเวลาลำเลียง 6-12 ชม. จำนวน 1,000 ตัว/ถุง
- กุ้งก้ามกราม ขนาดเพิ่งคว่ำ ระยะเวลาลำเลียง 6-12 ชม. จำนวน 2,000-2,500 ตัว/ถุง
- กุ้งก้ามกราม ขนาดความยาว 2-2.5 ซม. ระยะเวลาลำเลียง 6-12 ชม. จำนวน 1,500 ตัว/ถุง 
การอัดออกซิเจน ในการอัดออกซิเจนลงในถุงพลาสติกนั้นจะปล่อยแก๊สจากถังตามสายยางซึ่งจุ่มลงน้ำภายในถุง โดยปล่อยให้ฟองแก๊สแทนที่อากาศภายในถุง 2 ใน 3 ส่วน ถึง 3 ใน 4 ส่วนของปริมาตรความจุของถุง
สัตว์น้ำบางประเภทที่มีอวัยวะช่วยในการหายใจ เช่น ลูกปลาช่อน ลูกปลาดุก ฯลฯ ต้องการเนื้อที่บรรจุถุงแก๊สภายในถุงมากกว่าน้ำ อาจถึง 3 ใน 4 หรือ 4 ใน 5 ส่วนของความจุของถุง
การวางถุงอัดออกซิเจนเพื่อลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำ ควรวางตามแนวนอนเพื่อเพิ่มเนื้อที่ของสัตว์น้ำให้มากขึ้น ในการขนส่งทางไกลซึ่งอาจต้องกินเวลา 2-3 วัน ควรหาทางลดอุณหภูมิหรือรักษาอุณหภูมิเพื่อให้สัตว์เคลื่อนไหวน้อยที่สุด ใช้กล่องโฟมบรรจุถุงพลาสติกซึ่งมีอุปกรณ์ช่วยลดอุณหภูมิ
1. ยานพาหนะที่ใช้ในการขนส่งลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำ
ยานพาหนะที่ใช้ในการลำเลียงขนส่งพันธุ์สัตว์น้ำในปัจจุบันได้พัฒนาไปมาก แต่พอจะจำแนกได้ดังนี้
(1) เครื่องบิน การลำเลียงขนส่งทางเครื่องบินในปัจุบันนี้ได้ทำกันอย่างแพร่หลาย ส่วนมากหากขนส่งภายในประเทศซึ่งเป็นระยะทางสั้นๆ จะเอาสัตว์น้ำใส่ถุงพลาสติกอัดออกซิเจน และมีกล่องกระดาษลำเลียงอย่างธรรมดา แต่ถ้าเป็นการส่งออกนอกประเทศซี่งต้องใช้เวลานานนับชั่วโมง ส่วนใหญ่จะบรรจุถุงพลาสติกใส่ลงในกล่องโฟม และโดยที่เครื่องบินมีเครื่องปรับอากาศดีอยู่แล้วการลำเลียงจึงไม่ค่อยมีปัญหาอะไร
(2) รถปรับอากาศ เป็นรถที่ใช้เครื่องปรับอากาศที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ อาจแบ่งออกเป็น
- รถปรับอากาศที่ทำขึ้น เพื่อขนส่งพันธุ์น้ำโดยเฉพาะส่วนรูปแบบคล้ายกับห้องเย็นทั่วไป
- รถปรับอากาศที่ดัดแปลง หรือใช้รถปรับอากาศสำหรับรับ-ส่งคนโดยสารมาใช้เป็นครั้งคราว
(3) รถยนต์บรรทุกเล็ก ที่มีหลังคาผ้าใบแบบธรรมดาดัดแปลงโดยปูพื้นด้วยกระสอบชุบน้ำ แล้วใส่ขี้เลื่อยหรือใช้ต้นกล้วยใส่รองพื้นกระบะรถยนต์แล้วนำเอาน้ำแข็งห่อด้วยกระสอบใส่ขี้เลื่อยเพื่อให้น้ำแข็งละลายมากน้อยตามต้องการ จากกนั้นก็นำเอาถุงพลาสติกลำเลียงพันธุ์สัตว์น้ำวางลงไป แล้วคลุมหรือปิดด้วยผ้าใบภายในรถเพื่อรักษาอุณหภูมิให้เย็นคงที่ และกันไม่ให้อากาศภายนอกซึ่งมีอุณหภูมิสูงกว่าเข้าไปภายในรถหรือให้เข้าไปน้อยที่สุด
(4) ใช้รถยนต์บรรทุกเล็ก แล้วนำตู้ลำเลียงตั้งบนกระบะรถมีโครงชั้นนอกประกอบด้วยไม้อัด ส่วนภายในใช้แผ่นโฟมหนา 1 ซม.เพื่อเป็นฉนวนกันความร้อน ภายในตู้วางเป็นชั้นเพื่อใช้วางถุง พลาสติกกบรรจุพันธุ์สัตว์น้ำ และใช้น้ำแข็งบรรจุในถังพลาสติกขนาดถังละ 16 แกลลอน ใส่ลงไปในตู้เพื่อให้ความเย็น ถ้าต้องการให้อุณหภูมิต่ำลงหรือน้อยลงเท่าใดก็ให้ใส่น้ำแข็งมากขึ้นเป็นสัดส่วน ส่วนการหมุนเวียนของอากาศภายในนั้น ใช้พัดลมติดรถยนต์ 1 ตัว เดิมการทำตู้ลำเลียงนี้มีจุดประสงค์เพื่อลำเลียงลูกก้ามกราม แต่เห็นว่านำไปใช้ลำเลียงพันธุ์ปลาได้เช่นกัน
หลักการโดยทั่วไปในการขนส่งสัตว์น้ำนั้น ไม่ว่าจะเลือกภาชนะในการลำเลียงใดและขนส่งด้วยวิธีใด ควรต้องพิจารณาถึงปัจจัยอันเป็นผลกระทบที่จะเป็นสาเหตุทำให้สัตว์น้ำตายในระหว่างเดินทางจนถึงปลายทางตามที่กล่าวมาแล้ว และเมื่อถึงปลายทางก่อนจะปล่อยลงบ่อหรือภาชนะขัง ก็ควรจะพิจารณาถึงอุณหภูมิของน้ำในบ่อ ตลอดจนคุณสมบัติของน้ำที่จะเลี้ยงหรือขังขั้นต่อไปด้วย โดยเฉพาะอุณหภูมินั้นควรจะปรับอุณหภูมิของน้ำที่ใส่ลำเลียงและน้ำที่จะปล่อยลงให้ใกล้เคียงกันก่อนจึงค่อยปล่อยลงไป

 

 

 

เขียนโดย.....อำพล พงศ์สุวรรณ , อารีย์ สิทธิมังค์

 

อ้างอ้ง

คู่มือการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

http://www.siamtilapia.com/