อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ตามปกติน้ำฝนถือว่าสะอาดบริสุทธิ์นั้นจะมีสิ่งเจือปนอยู่เล็กน้อย ซึ่งอาจมี แร่ธาตุ แก๊ส หรือ สารอื่น ๆ ที่มีอยู่ในบรรยากาศของโลกเจือปนอยู่ด้วย เมื่อน้ำฝนตกลงสู่พื้นโลก น้ำฝนจะได้รับความสกปรกเนื่องจาก แร่ธาตุของอินทรีย์ จุลินทรีย์ ตลอดจนสิ่งสกปรกอื่น ๆ เพิ่มขึ้นอีก เมื่อมันไหลผ่านพื้นดินก็จะมีอนุภาคของดินติดไปด้วย ทำให้เกิดความขุ่นในน้ำ นอกจากนั้นความสกปรกของน้ำเกิดขึ้นจากการกระทำของมนุษย์ก็มี

อาทิ การปล่อยน้ำโสโครกลงแม่น้ำลำคลอง การทิ้งสิ่งของเหลือใช้และซากสัตว์ลงไป เพิ่มความสกปรกอีกด้วย เมื่อน้ำผิวดินซึมผ่านลงไปในดิน ผ่านชั้นของวัตถุต่าง ๆ อนุภาพที่แขวนลอยอยู่ในน้ำก็จะถูกกรองเอาไว้ โดยการกรองตามธรรมชาติซึ่งสามารถขจัด Bacteria และ particulate matters อื่น ๆ ได้อีกด้วย อย่างไรก็ดีคุณสมบัติทางเคมีอาจจะเปลี่ยนแปลงผันแปรตามชั้นดินและแร่ธาตุที่มันซึมลงไป ซึ่งอาจมีสารที่เป็นพิษหรือยาฆ่าแมลงปนอยู่ด้วยก็ได้
     Souuce of water supply โดยทั่วไป เช่น แม่น้ำ ลำคลอง บึง สระ เป็นต้น น้ำผิวดินตามธรรมชาติจะต้องมี Impurities อยู่ตั้งแต่ฝนตกลงมายังโลก ปริมาณและชนิดของ Impurities ในน้ำขึ้นอยู่กับ Location ที่มันไหลผ่าน, การไหลของน้ำ (Water shed) แหล่งเกิดที่สกปรก (Source of pollution) ตลอดจนการฟอกตัวของมันเอง (Self purification)

สิ่งเจือปน (Impurities) ในน้ำผิวดินแบ่งออกได้ 3 ชนิด
     1. สิ่งแขวนลอยในน้ำ (Suspended Impurities) ได้แก่อนุภาคของดินขนาดต่าง ๆ Mineral matter, 
organic matter, algea, protozoa และ bacteria ซึ่งรวมทั้งชนิดที่ทำให้เกิดโรคและชนิดที่ไม่ทำให้เกิดโรค (Pathogenic and Non-pathogenic bacteria) Suspended matters เหล่านี้ทำให้น้ำมีสี กลิ่นและขุ่น เมื่อตั้งทิ้งไว้สิ่งเจือปนเหล่านี้ตกตะกอนนอนกันได้
     2. สิ่งละลายน้ำ (Dissolved impurities) ได้แก่ แก๊สต่าง ๆ เช่น Oxygen, Nitrogen, Hydrogen 
Sulphide, Ammonia, Carbondioxide, Methane, Chloride, Nitrite, Nitrate เป็นต้น
     3. สารคอลลอยด์ในน้ำ (Colloidal impurities) ได้แก่อนุภาคที่เล็กที่สุดของ Sillica และดินอินทรีย์
วัตถุที่เน่าเปื่อย (Orgenic matter), Organic acid ซึ่งอยู่ในรูปของ Colloid ที่ไม่ตกตะกอน (Colloidal or Pseudo solution) 

คุณสมบัติของน้ำแยกได้ตามประเภทของ สิ่งที่ทำให้มันสกปรกได้ดังต่อไปนี้ คือ
     1. คุณสมบัติทางกายภาพหรือทางฟิสิคส์ (Physical Quality)
     2. คุณสมบัติทางเคมี (Chemical Quality)
     3. คุณสมบัติทางจุลชีววิทยา (Microbiological Quality)
     4. คุณสมบัติทางกัมมันตรังสี (Radiological Quality)ในที่นี้จะกล่าว

          4.1 คุณสมบัติทางกายภาพ (Physical Quality)
     คุณสมบัติทางกายภาพหรือทางฟิสิคส์ของน้ำ หมายถึง ลักษณะความสกปรกในน้ำที่ ปรากฏให้เห็นด้วยตา ให้รู้รส หรือให้ดมกลิ่นได้ ลักษณะเหล่านี้ได้แก่ สี ความขุ่น รสและกลิ่นอุณหภูมิ จะสังเกตได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5
คุณสมบัติของน้ำและสาเหตุที่ทำให้น้ำมีคุณสมบัติเปลี่ยนแปลงไปทางด้าน Physical มีอยู่หลายประการดังนี้
          ก. ความขุ่น (Turbidity)
     ความขุ่นของน้ำนั้นเกิดจากในน้ำมีสารพวก Suspended matters ซึ่งได้แก่พวก Clay, Plankton, Finely devided organic matters หรือพวก Micro organisms ซึ่งเมื่อแสงส่องกระทบสารพวกนี้เข้าจะเกิดหักเหของแสงอย่างไม่เป็นระเบียบหรือแสงนั้นอาจจะถูกกั้นไม่ให้ทะลุผ่านไปได้ จึงทำให้มองเห็นน้ำนั้นขุ่น ซึ่งความขุ่นของน้ำจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับสิ่งต่อไปนี้ คือ
          ข. สี (Color) 
สีของน้ำเกิดจากอินทรีย์สารที่ละลายอยู่ในน้ำ ซึ่งมาจากพืชที่เน่าเปื่อยด้วย นอกจากนั้นยังอาจเกิดจากสีของสารอินทรีย์อื่น ๆ การเกิดสีอาจจำแนกเป็น 2 พวก
     1. พวก Dissolved impurities ต่าง ๆ ที่อยู่ในน้ำ
     2. พวก Suspended matter ทำให้สีของน้ำเปลี่ยนไป ทั้งสองพวกนี้เกิดจาก (decomposing vegetation) ที่อยู่บนพื้นดิน
สีของน้ำแบ่งออกเป็น 2 อย่าง
     1. สีแท้ (True color) เกิดจากสารที่ละลายในน้ำได้อย่างเดียว (dissolved impurities)
     2. สีปรากฏ (Appearent color) เกิดจากสารเคมี พวก dissolved impurities and suspended matter รวมกันสำหรับสีของน้ำที่เกิดจาก Industrial waste ขึ้นอยู่กับชนิดการผลิตผลของโรงงาน
          ค. กลิ่น (Odor)
     กลิ่นของน้ำเกิดจากพวก Micro ogranisms ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในน้ำ ทำการย่อย Organic matters ทำ
ให้เกิดการเน่าเปื่อย ซึ่งในการนี้ถ้าน้ำมันมี Dissolved Oxygen ไม่เพียงพอ จะทำให้เกิดกลิ่นขึ้น นอกจากนี้กลิ่นของน้ำยังมีสาเหตุมาจากการที่น้ำนั้นมีพวก Blue-green algea
พวก gases ที่ก่อให้เกิดกลิ่น เช่น ไฮโดรเยนซัลไฟด์ พวก Industrial waste อยู่ด้วยและยังอาจเกิดขึ้นเนื่องจาก
การใช้สารเคมีในการ treat น้ำ
          ง. รส (Tastes)
     รสของน้ำ เช่น เค็ม เปรี้ยว หวาน และขมนี้มีสาเหตุมาจากสิ่งต่อไปนี้ คือ
     1. เนื่องจากน้ำนั้นมี Dissolved salt อยู่เป็นจำนวนมาก
     2. เนื่องจากน้ำนั้น สารที่เป็นกรดหรือด่างปนอยู่ด้วย
     3. เนื่องจากน้ำนี้มี Iron compound อยู่ด้วย
     4. เนื่องจากน้ำนี้มี Excessive chemical treatment

4.2 คุณสมบัติทางเคมี (Chemical Quality)
     คุณสมบัติของน้ำทางด้านเคมี เกิดขึ้นเนื่องจากน้ำนั้นละลายเอาแร่ธาตุ ๆ ไว้ ซึ่งมีคุณสมับติทาง
เคมีที่สำคัญ ๆ ของน้ำมีดังนี้คือ
     ก. ความกระด้างของน้ำ (Hardness) ความกระด้างของน้ำแบ่งออกเป็น 2 ชนิด คือ
          ก.1 ความกระด้างชั่วคราว (Temporary Hardness) น้ำพวกนี้มีความกระด้างที่มีสาเหตุจาก
สารพวก Carbonate และ Bicarbonate ของ Calcium และ Magnesium ในบางครั้งเราเรียกน้ำกระด้างชนิดนี้ว่าเป็นพวก Carbonate Hardness
          ก.2 ความกระด้างถาวร (Permanent Hardness or non-carbonate Hardness) ความกระด้าง
ชนิดนี้เกิดจากพวก sulfate และ chloride ของ Calcium และ Magnesium ที่มีอยู่ในน้ำ
                    ลักษณะของน้ำกระด้าง (Description of water)
                    (Hardness-mg/1 as calciumcarbonate orppm)
                              50 ppm          เรียกว่า           Soft water
                      50-100 ppm               "               Moderately soft ใช้ดื่มได้
                    100-150 ppm               "               Slightly hard
                    150-250 ppm               "               Moderately hard
                    250-300 ppm               "               Hard water ไม่ควรใช้ดื่ม
                            300 ppm                "               Very hard or Excessively hard
     ข. ความเป็นกรดเป็นด่างของน้ำ (pH Value of Water)
     ถ้าเราแบ่งชนิดของน้ำโดยอาศัย pH ของน้ำแล้ว เราจะแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภท คือ
          ข.1 Acid Water : น้ำพวกนี้ จะมี Hydrogen ion concentration สูง คือมี pH ตั้งแต่ 6-1 น้ำ
พวกนี้ได้แก่น้ำฝนที่ตกลงมายังบริเวณป่าหรือทุ่งหญ้า ซึ่งจะเป็นกรดอ่อน ๆ เพราะตามป่าหรือทุ่งหญ้ามักจะมีพวก Organic acid อยู่มาก และนอกจากนั้น ความเป็นกรดของน้ำอาจมาจากว่าน้ำนั้นได้รับ Waste จากโรงงานอุตสาหกรรม พวกน้ำที่เป็นกรดนี้สามารถละลายตะกั่วหรือคอนกรีตได้ดี และอาจทำให้เกิดสีและความขุ่นอันเนื่องจากการเน่าเปื่อยของพวกผักที่มีอยู่ในน้ำที่เป็นกรดนี้
          ข.2 Alkaline Water : น้ำพวกนี้จะมีพวก Hydrogen lon อยู่สูง คือมี pH อยู่ระหว่าง 8.5-14 
น้ำพวกนี้มักมีเกลือของ Sodium Carbonate หรือ Free carbon dioxide ละลายปนอยู่ด้วย เมื่อเทียบกับน้ำที่เป็นกรดแล้ว น้ำที่มีฤทธิ์เป็นด่างก็มีน้อยมาก โทษก็คือ ทำให้เหล็กเป็นสนิม ทำให้หม้อน้ำผุกร่อน
     ค. Dissolved Oxygen 
ปริมาณของ Oxygen ที่ละลายอยู่ในน้ำจะทำให้น้ำนั้นมีรสดีขึ้น ถ้าน้ำนั้น
ไม่มี Oxygen อยู่เลย จะทำให้น้ำนั้นมีรสจืดและปร่า (Flat) นอกจากนี้ปริมาณของ Oxygen ที่ละลายอยู่ในน้ำยังเป็นตัวช่วยกำจัด Pollution ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในน้ำโดยการเกิด Oxidation ขึ้นทำให้ลดพวก Organic matter และ Bacteria ในน้ำลงได้
     ง. Toxic substances คือพวกสารเคมีที่ละลายอยู่ในน้ำ ซึ่งสามารถทำให้คนหรือสัตว์ที่บริโภค
น้ำนั้นเข้าไป เป็นอันตรายอย่างร้ายแรงถึงแก่ชีวิตได้ สารเหล่านี้ได้แก่ Lead, Selenium, Arsenic, Chromium, Cyanide, Cadmium, Barium, Fluoride, Nitrate
     จ. Substances Affecting Potability คือพวกสารเคมีที่เมื่ออยู่ในน้ำแล้วจะให้ความน่าบริโภค
ของน้ำลดลง เพราะจะทำให้เกิดรส สีและกลิ่นขึ้นแก่น้ำนั้น ๆ สารเคมีเหล่านี้ได้แก่ Iron, Manganese, Copper, Ziner, Calcium, Magnesium, Sulfate, Cholride, Aluminium, Phenolic, Compounds, Alkyl benzene sulphonate
ตัวอย่าง ของสารเคมีบางอย่าง (Toxic substances และ Substance affecting pltability) เช่น
     1. ตะกั่ว (lead) ตะกั่วที่เข้าไปในร่างกายจะสะสมอยู่ในร่างกายถ้ามีตะกั่วเกิน 0.05 มก/
ลิตร ในน้ำนั้นควรเลิกใช้น้ำนั้นเสีย
     2. ไนเตรต (Nitrate) ไนเตรตทำให้เกิดโรคตัวเขียวคล้ำในทารก (Infant Cyanosis หรือ 
bluebaby disease) ปริมาณของไนเตรตที่มากกว่าปกติ อาจเป็นเครื่องแสดงว่าน้ำนั้นได้รับความสกปรกมาจากปุ๋ย สัตว์หรืออุจจาระหรือสารอินทรีย์ที่เน่าเปื่อยแล้ว
     3. คลอไรด์ (Chloride) น้ำทั่วไปมักมีคลอไรด์ปนอยู่ด้วย โดยเกิดมาจากน้ำทะเล เกลือ
หรือน้ำเสียจากบ้านเรือน หรือโรงงาน ถ้าปริมาณของคลอไรด์สูงกว่าปกติ อาจเป็นเครื่องบงชี้ว่าน้ำนั้นถูกทำให้สกปรก เนื่องจากน้ำโสโครกก็ได้
     4. ฟลูออไรด์ (Fluoride) ในบางแห่งอาจจะมีฟลูออไรด์อยู่แล้วในน้ำตามธรรมชาติ ซึ่งนับ
ว่าเป็นผลดีในการป้องกันโรคฟันผุ แต่ถ้ามากเกินไป (มากกว่า 1.5 มก/ลิตร) อาจทำให้เกิดโรคฟลูออโรซิสของฟัน (Fluorosis)
     5. เหล็ก (Iron) การที่มีเหล็กอยู่ในน้ำนับว่าเป็นที่น่ารังเกียจ เพราะทำให้น้ำมีสีน้ำตาล
และทำให้เสื้อผ้าสกปรก อีกทั้งทำให้เป็นคราบติดกับเครื่องสุขภัณฑ์ และยังทำให้รสของเครื่องดื่มเปลี่ยนไปด้วย

 4.3 คุณสมบัติทางจุลชีววิทยา (Microbiological Quality)
     น้ำที่ใช้บริโภคจะต้องปราศจากจุลินทรีย์ที่ทำให้เกิดโรค และก่อให้เกิดสภาพที่ไม่น่าดู 
เช่น Bacteria, Protozoa, Algea, Fungi, Virus, Worms จุลินทรีย์บางตัวอาจมาจากอุจจาระของผู้ป่วย ฉะนั้นจึงจำเป็นต้องหาทางป้องกันมิให้อุจจาระ หรือน้ำโสโครกไปทำให้น้ำบริโภคสกปรกและเพื่อความไม่ประมาท น้ำที่ใช้บริโภคจะต้องได้รับการปรับปรุงคุณภาพและฆ่าเชื้อโรคเสียก่อนแม้จะมีมาตรการป้องกันมิให้น้ำสกปรกแล้วก็ตาม โรคที่เกิดจากจุลินทรีย์หรือเชื้อโรคที่อยู่ในน้ำ ได้แก่ อหิวาตกโรค ไข้ไทฟอยด์ โรคบิด โรคตับอักเสบ เป็นต้น โรคที่เกิดเนื่องจากน้ำเป็นตัวกลางทำโรคนี้ เราเรียกรวมว่า "Water borne diseases" ปริมาณของ Micro organisms ในน้ำนั้นมีอยู่ไม่คงที่แน่นอน ซึ่งจะมากหรือน้อยนั้นขึ้นกับ Fcators ดังต่อไปนี้
     1. Source of water เช่น น้ำผิวดิน มักมีปริมาณของ micro organisms สูงกว่าน้ำใต้ดิน 
และน้ำฝน
     2. Nutrition การที่มี micro organisms มากน้อย ย่อมขึ้นอยู่กับปริมาณอาหารในน้ำนั้น ๆ 
ด้วย
     3. Temperature เป็นอีก factors หนึ่งที่มีอิทธิพลต่อความมาก- น้อยของ Microbes เช่น 
พวก Bacteria พวกที่เจริญในอุณหภูมิสูง เรียกว่า Thermophilic Bacteria, อุณหภูมิปานกลาง เรียกว่า Mesophilic bacteria และบางชนิดชอบอุณหภูมิต่ำ ๆ เรียกว่า Psychophilic bacteria เป็นต้น
     4. Lighting พวกแสง Ultra Violet Ray ที่มีอยู่ในแสงแดดสามารถทำลาย Bacteria ได้ แต่
แสงแดดก็จำเป็นอย่างยิ่ง สำหรับวัชพืชหรือ ในน้ำเกี่ยวกับ photosynthetic system
     5. Salt เกลือแร่ต่าง ๆ ถ้ามีอยู่มาก ๆ ในน้ำจะให้ Bacteria บางชนิดหยุดเจริญ บางชนิดก็ชอบอยู่ในน้ำที่ปริมาณของเกลือเจือจาง (Halophilic Bacteria)
     6. Dissolved Oxygen น้ำถ้ามี Oxygen ละลายอยู่มาก ๆ แล้วพวก Micro organism จะ
เจริญได้ดีมาก โดยเฉพาะพวก Aerobic bacteria รวมทั้งวัชพืชอื่น ๆ ด้วย ถ้า Oxygen ละลายน้ำน้อยมากหรือไม่มีสิ่งมีชีวิตในน้ำจะตายหมดแต่อาจมีพวก Anaerobic Bacteria เจริญเพื่อย่อย Organic matters
     7. Pressure ที่มีความดันบรรยากาศ พวก Micro Organisms จะเจริญอยู่ได้สบายแต่ถ้ามี 
Pressure สูง เช่น ใต้ทะเลหรือมหาสมุทรลึก ๆ พวก Micro Organism เช่น Bacteria พบว่ามีเพียง 2 - 3 ชนิดเท่านั้นที่สามารถมีชีวิตอยู่ได้

จากการทดลองพบว่า
          - ที่ความดัน 2,000 atmosphere จะหยุด activities ของ Bacteria
          - ที่ความดันต่ำกว่า 6,000 atmosphere จะยังไม่สามารถฆ่าเชื้อที่เพาะเอาไว้ได้
          - ที่ความดัน 6,000 atmosphere จะสามารถทำลาย Bacteria ที่ไม่มี spore ได้ในเวลา 14 
ชั่วโมง
          - ที่ความดัน 12,000 atmosphere จะสามารถทำลาย Bacteria ที่มี spore ได้ในเวลา 14 ชั่วโมง
          - การเปลี่ยนแปลงความดันอย่างทันทีทันใดจะทำให้ Bacteria ตายได้ง่าย
     8. Agitation and Vibraton น้ำที่มี gentle agitation นั้น จะเหมาะสมสำหรับการเจริญเติบ
โตของ Bacteria แต่ในน้ำที่มี Vigorous agitation and Vibration
     9. Sound or supersonic wave คลื่นเสียงที่มีความถี่ 289,000 Cycles/sec นั้นจะทำให้เกิด
การเปลี่ยนแปลงทั้งทางด้าน Chemical and Physical อย่างมากมาย ซึ่ง Bacteria บางชนิด เมื่อได้รับคลื่นเสียง ความถี่สูง ๆ ดังกล่าวเป็นระยะเวลานานพอจะทำให้ Cell ของ Bacteria แยกสลายออก
     10. Electricity โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระแสไฟฟ้านั้นไม่สามารถจะฆ่า Bacteria ได้โดยตรง
แต่เป็นไปโดยทางอ้อม คือ
          - ไฟกระแสตรง จะทำให้เกิด Electrolysis ซึ่งทำให้เกิดสารที่เป็นสารพิษแก่ Bacteria 
เช่นเกิด คลอรีน จาก Chloride เป็นต้น
          - ไฟกระแสสลับ จะทำให้อุณหภูมิสูง ทำให้ Bacteria ตาย ในการที่กระแสไฟไม่ทำ
อันตรายต่อ Bacterial protoplasm เหมือนกับที่ทำอันตรายต่อ proloplasm ของสัตว์ชั้นสูงขึ้นมานั้นก็เพราะว่ากระแสไฟฟ้าไม่สามารถผ่าน Cell ของ Bacteria ไปได้ หรือเพราะว่า Bacteria นั้นมี Negative electric chaige อยู่และจะเกิด Electro phoresis ขึ้น เมื่ออยู่ใน Electric field 
     11. Atomic energy มีอิทธิพลต่อ protoplasm ของ Bacteria เช่นเดียวกันกับที่มีต่อ 
Protoplasm ของสัตว์ชั้นสูงขึ้นมา และเพียงแต่อุณหภูมิที่เกิดจาก Nuclear fission แต่เพียงอย่างเดียวก็จะทำลาย bacteria ได้หมด

 

 

เรียบเรียงโดย......... ณรงค์ ณ เชียงใหม่