ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ในภาวะโลกปัจจุบันนับเป็นยุคข้าวยากหมากแพงอีกยุคหนึ่งของเมืองไทยเรา ดังนั้นไม่ว่าจะทำอะไรหรือดำเนินกิจการอย่างหนึ่งอย่างใดก็ควรคำนึงถึงความประหยัดเข้าไว้ แม้กระทั่งในการทำการเกษตรหรือการเพาะเลี้ยงใด ๆ ไม่ว่าจะเป็นสัตว์บกหรือสัตว์น้ำ เราควรหาวิธีต่าง ๆ ที่ทำให้ต้นทุนของเราต่ำลง ซึ่งก็หมายถึงจะทำให้เราได้กำไรมากขึ้นนั่นเอง และทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เราลดต้นทุนในการทำการเกษตรและการเพาะเลี้ยงสัตว์ก็คือ การผลิตปุ๋ยหมักชีวภาพไว้ใช้นั่นเอง


ปุ๋ยหมักชีวภาพหรือที่เรียกกันทั่วไปว่าปุ๋ยอินทรีย์ เป็นปุ๋ยที่สามารถผลิตใช้ได้เองในครัวเรือน กรรมวิธีการผลิตก็ง่าย ๆ โดยการใช้วัสดุต่าง ๆ ที่หาได้จากธรรมชาตินั่นเอง เป็นเศษสิ่งของเหลือใช้ที่มีราคาถูกหรืออาจไม่มีค่าอะไรเลย แต่เราก็สามารถนำมาทำให้เกิดประโยชน์ได้อย่างมากมาย เช่น นำเศษพืชผักต่าง ๆ ใบไม้ มูลสัตว์ หรือแม้กระทั่งซากสัตว์เล็ก ๆ พวกกุ้งหอยปูปลาที่นำมาบริโภคไม่ได้แล้วน้ำมาหมักรวมกัน แล้วให้จุลินทรีย์ในธรรมชาติช่วยในการย่อยสลายจนกลายเป็นปุ๋ยหมักที่พร้อมจะนำมาใช้ในการเกษตรต่าง ๆ ที่จะช่วยในการบำรุงดิน แต่ถ้าหากใช้กระบวนการทางธรรมชาติก็อาจจะใช้เวลาค่อนข้างนานสักหน่อย โดยประมาณก็อาจเป็นสัปดาห์หรือเป็นเดือนก็ได้ ถ้าหากเราจะลดเวลาในการผลิต เราก็สามารถใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณภาพ หรือที่เราเรียกว่า อีเอ็ม นั่นเอง มาเป็นตัวช่วยในการย่อยสลายก็จะทำให้เรานำปุ๋ยดังกล่าวมาใช้ได้เร็วขึ้น โดยใช้เวลาหมักเพียง 3 วันเท่านั้น
   การผลิตปุ๋ยอินทรีย์เพื่อใช้ในการเกษตร ในปัจจุบันได้มีการพัฒนาวิธีการและมีนวัตกรรมใหม่ ๆ ขึ้นมา เพื่อให้การผลิตสามารถทำได้ง่ายและช่วยลดค่าใช้จ่ายลง ซึ่งนวัตกรรมใหม่ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้เรียกว่า การทำปุ๋ยอินทรีย์โดยไม่ต้องพลิกกลับกอง การทำปุ๋ยอินทรีย์ในรูปแบบนี้สามารถผลิตปุ๋ยอินทรีย์ที่มีคุณภาพดีให้เสร็จภายในระยะเวลาประมาณ 30 วัน วิธีการทำปุ๋ยอินทรีย์แบบไม่ต้องพลิกกลับกองนั้นสามารถใช้วัตถุดิบต่าง ๆ ได้เหมือนกับวิธีอื่น ๆ ส่วนผสมก็คือ ใช้เศษพืช 3 ส่วน รวมกับมูลสัตว์เพียง 1 ส่วนเท่านั้น นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากันทั่วถึงรดน้ำให้มีความชื้นพอสมควรแล้วขึ้นกองเป็นรูปสามเหลี่ยมให้ได้ความสูงไม่ต่ำกว่า 1.5 เมตร เพื่อให้เก็บกักความร้อนที่เกิดจากปฏิกิริยาการย่อยสลายของจุลินทรีย์เอาไว้ในกองปุ๋ย ซึ่งความร้อนนั้นจะช่วยทำให้เกิดสภาวะการย่อยสลายของจุลินทรีย์แบบใช้อากาศที่ไม่ทำให้เกิดน้ำเสียหรือกลิ่นใด ๆ  การผลิตปุ๋ยโดยไม่ต้องกลับกองนี้ที่สำคัญคือการรักษาความชื้นภายในกองปุ๋ยให้มีความเหมาะสมตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นจะทำให้กิจกรรมการย่อยสลายของจุลินทรีย์หยุดชะงักลง การดูแลความชื้นของกองปุ๋ยให้เหมาะสมมี 2 วิธี คือ การรดน้ำภายนอกกองปุ๋ยทุกวันและการเติมความชื้นเข้าไปในกองปุ๋ยโดยการใช้ไม้แทงลงไปในกองปุ๋ยให้เป็นรู แล้วใช้น้ำกรอกลงไปให้รอบกองปุ๋ย ความห่างของรูประมาณ 40 ซม. อาจจะต้องทำทุก 7-10 วัน แม้ในช่วงฤดูฝนก็ตาม เมื่อรักษาระดับความชื้นภายในกองปุ๋ยให้เหมาะสมอยู่เสมอ หลังจากวัตถุดิบอยู่ในกองปุ๋ยครบ 30 วัน ความสูงจะลดลงเหลือประมาณ 1 เมตรเท่านั้น หลังจากนั้นก็เกลี่ยกองออกแล้วปล่อยทิ้งให้แห้งประมาณ 7 วัน ก็จะเป็นปุ๋ยที่เหมาะสมต่อการเจริญของพืช
   เมื่อกล่าวถึงเรื่องปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมักชีวภาพ ใคร ๆ ก็มักจะนึกถึงเฉพาะในแง่ของการใช้ประโยชน์เกี่ยวกับการเพาะปลูกเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ในปัจจุบันนี้ได้มีการคิดค้นและพัฒนาการผลิตปุ๋ยอินทรีย์ดังกล่าวมาประยุกต์ใช้กับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ดีอีกด้วย ดังนั้นการผลิตปุ๋ยอินทรีย์จึงทำออกมาเป็น 2 รูปแบบด้วยกัน หากจะใช้ในการเพาะปลูกก็จะทำเป็นรูปแบบของปุ๋ยอินทรีย์ชนิดแห้ง แต่ถ้าหากจะนำมาใช้ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็มักจะทำในรูปแบบของปุ๋ยอินทรีย์ชนิดน้ำ กรรมวิธีในการผลิตก็จะใช้วิธีการหมักเหมือนกันต่างกันเพียงปุ๋ยอินทรีย์แห้งเราจะหมักกองบนพื้นได้เลย ส่วนปุ๋ยอินทรีย์น้ำนั้นจะหมักโดยใช้ถังหรือบ่อและจะต้องใช้น้ำเป็นตัวทำละลายธาตุอาหารต่าง ๆ 
   ปุ๋ยอินทรีย์น้ำก็สามารถผลิตได้ง่ายเช่นเดียวกับปุ๋ยอินทรีย์ชนิดแห้ง คือ สามารถนำเศษวัสดุต่าง ๆ มาใช้ได้ทุกอย่างเหมือนกันไม่ว่าจะเป็นเศษพืชผัก ผลไม้ หรือสัตว์ต่าง ๆ มาหมักรวมกันไว้ในถังที่สามารถเก็บน้ำได้ เพราะจำเป็นต้องหมักในน้ำ การใช้ประโยชน์ก็จะใช้ของเหลวที่ได้จากการหมักมาใช้ในด้านต่าง ๆ เช่น นำปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่ได้มาเจือจางน้ำเพื่อฉีดพ่นให้แก่พืชผักเพื่อเพิ่มธาตุอาหารให้แก่พืชทางใบได้ และยังช่วยในการกำจัดศัตรูพืชได้ดีอีกด้วย ส่วนในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำก็จะนำมาละลายน้ำแล้วสาดลงในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำให้ทั่ว เพื่อช่วยในการบำบัดน้ำ ช่วยในการย่อยสลายของเสียต่าง ๆ เช่น เศษอาหารที่เหลือบริเวณก้นบ่อให้ย่อยสลายได้เร็วขึ้น อีกทั้งยังเป็นปุ๋ยให้แก่พืชน้ำบางชนิดอีกด้วย
   การผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำเพื่อประโยชน์ในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ นิยมใช้ผลไม้ต่าง ๆ เป็นวัตถุดิบ เพราะนอกจากจะใช้ประโยชน์ในการบำบัดและควบคุมคุณภาพน้ำแล้วยังนิยมใช้เป็นส่วนผสมของอาหารสัตว์น้ำที่เลี้ยงได้ด้วย การที่นำปุ๋ยอินทรีย์น้ำผสมอาหารให้สัตว์น้ำกินนั้นก็เพื่อช่วยในการย่อยอาหารต่าง ๆ ช่วยให้ระบบขับถ่ายของสัตว์น้ำทำงานได้ดีและยังเป็นการเสริมวิตามินไปด้วย
   สูตรการผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่จะผสมอาหารให้ปลากินนั้นมีหลายสูตร  แล้วแต่สถานที่ที่สามารถหาวัตถุดิบใดได้สะดวก แต่ที่เคยผลิตใช้กับบ่อเลี้ยงกุ้งกุลาดำ กุ้งขาว และปลากะพงขาว ก็คือ ใช้สัปปะรดหรือมะละกอ 40 กิโลกรัม ผสมกับกากน้ำตาล 10 กิโลกรัม ผสมน้ำ 10 ลิตร และใช้อีเอ็มช่วยในการเร่งการทำงานของจุลินทรีย์ 1 ลิตร หรืออาจใช้จุลินทรีย์แห้ง 1 ซอง วิธีการหมักก็ไม่ยากเลย คือนำสัปปะรดทิ้งหมดมาสับให้ละเอียด โดยไม่ต้องปอกเปลือกออกเลย เสร็จแล้วนำมาต้มจนสุกแล้วตั้งทิ้งไว้ให้เย็น จากนั้นก็นำกากน้ำตาล น้ำ และ จุลินทรีย์ใส่ลงในถังแล้วคนให้เข้ากัน นำสัปปะรดที่ต้มเตรียมไว้ใส่รวมกัน หมักทิ้งไว้เพียง 7 วัน ก็จะได้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำที่มีประโยชน์เหมาะสำหรับผสมอาหารให้แก่สัตว์น้ำต่าง ๆ กินได้ การนำปุ๋ยอินทรีย์ที่ได้มาผสมอาหารเพื่อให้สัตว์น้ำกินนั้น เราก็จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำคลุกเคล้ากับอาหารปลาหรืออาหารกุ้งให้ทั่วแล้วตั้งทิ้งไว้ประมาณ 15 นาทีก่อนจะนำไปให้กิน โดยปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 1 ลิตร ใช้ผสมอาหารได้ประมาณ 30 กิโลกรัม แต่ถ้าหากใช้ในการปรับปรุงหรือรักษาคุณภาพน้ำก็จะใช้ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ 3-5 ลิตร ต่อพื้นที่ 1 ไร่ ความลึกประมาณ 1.5 เมตร
   จากที่เคยลองใช้กับสัตว์น้ำต่าง ๆ สังเกตเห็นว่าปลากะพงขาวกับกุ้งกุลาดำเหมาะสมที่จะใช้มาก ไม่ว่าจะเลี้ยงในบ่อดินหรือในกระชังก็ตาม ปลากินอาหารดีตลอดไม่ค่อยเป็นโรคระบาดให้เห็นเลย อีกทั้งยังกำจัดกลิ่นสาปโคลนที่ติดตัวปลาได้ดีด้วย แต่ที่สำคัญที่อยากแนะนำให้ทดลองทำและใช้ดูก็คือราคาถูกมากถ้าเทียบกับการซื้อยา สารเคมี และอาหารเสริมตามท้องตลาด จะทำให้ลงต้นทุนในการเพาะเลี้ยงอย่างชัดเจน อีกทั้งยังช่วยลดปริมาณขยะ ช่วยลดมลพิษ และช่วยลดโลกร้อนได้อีกทางหนึ่งด้วย.

 

เรียบเรียงโดย...วิษณุ  แสงมณี  

 

อ้างอิง
http://www.nicaonline.com/webboard/index.php?topic=11118.0
สุปรีชา  กลิ่มพูน.  2551.   ปุ๋ยเปรี้ยว ๆ ใช้บำบัดน้ำในบ่อกุ้งปลา.  สารคดีข่าวเพื่อชาวสัตว์ฯ.  หน้า 18