โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

จระเข้( Crocodile)เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่มีขนาดใหญ่ที่สุด ซึ่งยังคงดำรงชีวิตอยู่ในโลกปัจจุบัน อยู่ในอันดับ โครโคดีเลีย (Crocodylia) มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป ซึ่งส่วนมากจะพิจารณาจากรูปร่างลักษณะ ทั้งจากลักษณะทั้งตัว และความแตกต่างของบางส่วนโดยเฉพาะ เช่น จากรูปร่างของปาก จากเกล็ดบนหัวและคอ ความแตกต่างของฟัน เป็นต้น

ลักษณะทั่วไปของจระเข้ทุกประเภทคือ มีปากและหัวยาว รูจมูกและตา ยกสูงอยู่บนหัว คอสั้น ลำตัวยาวกลม มีเกล็ดบนคอและหลัง เกล็ดท้องเป็นแผ่นบาน หางยาวใหญ่และแข็งแรง มีเกล็ดเป็นแผ่นใหญ่ตั้งสูงบนสันหาง หางแบนทางด้านข้าง ขาสั้นทั้งขาหน้าและขาหลัง นิ้วตีนสั้นทั้งตีนหน้าและตีนหลัง ลิ้นไม่สามารถแลบออกจากปากได้ เป็นสัตว์เลื้อยคลานที่ต้องใช้ชีวิตอยู่ใกล้น้ำในต่างประเทศมีหลักฐานการขุดพบกะโหลกศรีษะจระเข้ที่รัฐเท็กซัส สหรัฐอเมริกา ขนาดความยาววัดได้ ถึง 2 เมตร 1 คืบ กว้างประมาณ 1 เมตร เมื่อคำนวณกะโหลกศรีษะดู คาดว่าเป็นจระเข้ที่มีขนาดโตประมาณ 44 เมตร และหนักประมาณ 5 ตัน ปัจจุบันเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติแห่งมหานครนิวยอร์ค สหรัฐอเมริกา
      สำหรับประเทศไทย ในปี พ.ศ. 2519 มีการค้นพบกรามจระเข้ขนาดยักษ์ ที่จังหวัดหนองบัวลำพู สันนิษฐานว่าเป็นบรรพบุรุษของตะโขง และในปี พ.ศ. 2523 ที่อำเภอภูเวียง จังหวัดของแก่น ก็ยังได้ค้นพบกระดูกจระเข้น้ำจืดโบราณอีกด้วย ในอดีตจระเข้ในธรรมชาติยังคงมีกระจัดกระจายอยู่เป็นจำนวนมากในเขตเมืองร้อนทั่วโลก การออกล่าฆ่าจระเข้เดิมทีก็เพื่อขจัดภัยที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้คนและสัตว์เลี้ยง ซึ่งการล่าจระเข้อยู่ในวงจำกัด ไม่กระทบกระเทือนจำนวนจระเข้ในธรรมชาติมากนัก ต่อมาในศตวรรษที่ 20 ได้มีการส่าจระเข้ เพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในปริมาณที่สูง ทำให้จระเข้ในธรรมชาติลดลง และอาจสูญพันธุ์ได้ ถ้าไม่มีการเพาะขยายพันธุ์เพื่อทดแทนส่วนที่หายไป
       โดยในปี พ.ศ. 2489 ได้มีนายอุทัย ยังประภากร เป็นบุคคลแรกที่เริ่มเพาะเลี้ยงจระเข้ แม้จะเกิดวิกฤตการณ์เกี่ยวกับการเลี้ยงนี้มากมายก็ตาม แต่ในปัจจุบันก็ได้ประสบความสำเร็จจนมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักกันทั่วโลก ในชื่อฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ ในฐานะเป็นผู้ศึกษาค้นคว้า เชี่ยวชาญทั้วเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์สัตวป่าในเชิงพาณิชย์ อุตสาหกรรมเกษตร และการท่องเที่ยว ฟาร์มจระเข้แห่งนี้นับเป็นฟาร์มเลี้ยงจระเข้ที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ว่าได้ นอกจากนี้แล้ว ปัจจุบันก็มีฟาร์มจระเข้อีกหลายแห่งในภาคกลาง เช่นที่ นครปฐม ชลบุรี นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี กำแพงเพชรและพิจิตร ส่วนภาคอื่น ๆ ก็มีบ้างเช่นกัน
      รัฐบาลได้มีพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 มีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2535 โดยกำหนดให้จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย จระเข้น้ำเค็มและตะโขง ทั้ง 3 ชนิด เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย 
      แต่อย่างไรก็ตามกฎหมายอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงและค้าขายสัตว์ป่าคุ้มครองได้ หากสัตว์ป่าชนิดนั้นสามารถทำการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ โดยได้ออกประกาศกฎหมายกระทรวงตามมาตรา 17 และมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 กำหนดให้จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย และจระเข้น้ำเค็ม เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดเพาะพันธุ์ได้ถูกต้องตามกฎหมาย โดยมีองค์กรสหประชาชาติเข้ามาร่วมดูแล และมีหน่วยงานบริหารภายในร่วมกันรับผิดชอบ ได้แก่ คณะกรรมการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (Species Survival Commission หรือ SSC) และคณะกรรมการทำงานด้านอนุรักษ์สัตว์ป่าว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศพันธุ์พืชและสัตว์ป่าที่ใกล้จะสูญพันธุ์ หรือเรียกกันว่า ไซเตส (CITES : Convention on International Trade in Endangered Species of Wild Fauna and Flora) ซึ่งเป็นองค์กรนานาชาติที่คุ้มครองพันธุ์พืชและสัตว์ป่าโดยกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นตัวแทนของประเทศไทยเข้าเป็นสมาชิก และไซเตสยังเป็นผู้ออกใบรับรองในการจำหน่ายเนื้อจระเข้ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมายสากลด้วย 

จระเข้และตะโขงที่พบในประเทศไทย

 1.จระเข้น้ำจืดหรือจระเข้พันธุ์ไทย (Freshwater or Siamese Crocodile, Crocodylus siamensis) 

ภาพจาก http://www.komchadluek.net/

 

ถิ่นกำเนิด เวียดนาม เขมร ลาว ไทย กะลิมันตัน ชวา และมีในสุมาตรา
ลักษณะ เป็นจระเข้ขนาดปานกลาง ค่อนมาทางใหญ่ (3-4 เมตร) มีเกล็ดท้ายทอย
ชีววิทยา จระเข้ถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 10-12 ปี วางไข่ครั้งละ 20-48 ฟอง ระยะเวลาฟักไข่นาน 68-85 วัน เฉลี่ยราว 80 วัน ดุพอสมควร ชอบอยู่และหากินเดี่ยว

2.จระเข้น้ำเค็มหรือจระเข้ปากแม่น้ำ (Saltwater or Esturine Crocodile, Crocodylus porosus) 

 

 

ภาพจาก https://pantip.com/

 

ถิ่นกำเนิด ศรีลังกา ตะวันออกของอินเดีย บังคลาเทศ พม่า ไทย เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และออสเตรเลีย ชอบอยู่ตามปากแม่น้ำที่เปิดออกทะเลและป่าชายเลน
ลักษณะ เป็นจระเข้ขนาดใหญ่ที่สุด มีรายงานพบว่า ยาวถึง 9 เมตร ไม่มีเกล็ดท้ายทอย
ชีววิทยา เพศผู้ถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 16 ปี หรือยาวประมาณ 3.2 เมตร ส่วนเพศเมียคือ 10 ปี และ 2.2 เมตร ตามลำดับ วางไข่ฤดูฝน ครั้งละ 25-90 ฟอง เฉลี่ย 50 ฟอง ระยะเวลาฟักไข่นาน 80 วัน มีนิสัยดุร้าย ไม่ชอบอยู่เป็นฝูง

3. ตะโขงหรือตะโขงมลายู (False Gharial หรือ Malayan Gharial, Tomistoma shlegelii

 

ภาพจาก https://existed.ru/

 

ถิ่นกำเนิด ตอนใต้ของประเทศไทยและในคาบสมุทรมลายู สุมาตรา กะลิมันตันและบอร์เนียว อาศัยตามน้ำกร่อย และป่าชายเลน 
ลักษณะ ขนาดปานกลาง ความยาวประมาณ 2.80-3.0 เมตร ปากแหลมเรียวยาวมาก แต่ไม่มีก้อนเนื้อตอนปลายจมูก เช่น ตะโขงอินเดีย มีแถบสีดำพาดขวางลำตัวและหาง 
ชีววิทยา ตะโขงเพศเมียถึงวัยเจริญพันธุ์เมื่ออายุ 5-6 ปี หรือความยาว 2.5-3.0 เมตร ทำรังโดยพูนดินและวัชพืชขึ้นบนชายฝั่ง วางไข่ครั้งละ 20-60 ฟอง ในฤดูแล้ง ระยะฟักไข่ราว 2.5-3 เดือน ออกเป็นตัวประมาณต้นฤดูฝน การขยายพันธุ์ในที่กักขังหรือเพาะเลี้ยงยังไม่ประสบความสำเร็จ

กฎระเบียบในการเลี้ยงจระเข้
      จระเข้ถือเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 กุมภาพันธ์ 2535 ซึ่งในพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 นี้ได้กำหนดให้จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทย จระเข้น้ำเค็ม และตะโขงทั้ง 3 ชนิดเป็นสัตว์ป่าคุ้มครองตามกฎหมาย กล่าวคือกฎหมายจะกำหนด ห้ามล่า ห้ามค้า ห้ามครอบครอง ห้ามเพาะพันธุ์ ห้ามนำเข้า ห้ามส่งออกจระเข้และผลิตภัณฑ์จระเข้ทันที แต่อย่างไรก็ตาม กฎหมายก็มีเจตนารมณ์ที่จะอนุญาตให้ทำการเพาะเลี้ยงและค้าขายสัตว์ป่าคุ้มครองได้หากสัตว์ป่าชนิดนั้นสามารถทำการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ได้ โดยการออกประกาศกฎหมายกระทรวง ตามมาตรา 17 และมาตรา 18 ของพระราชบัญญัติสงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ. 2535 กำหนดรายชื่อสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดเพาะพันธุ์ได้ ซึ่งจะกำหนดให้จระเข้น้ำจืดพันธุ์ไทยและจระเข้น้ำเค็ม เป็นสัตว์ป่าคุ้มครองชนิดเพาะพันธุ์ได้และเมื่อมีการประกาศดังกล่าวแล้ว ผู้ประกอบกิจการเพาะเลี้ยงและการค้าจระเข้ และผลิตภัณฑ์จระเข้ของไทย ก็สามารถที่จะครอบครองเพาะพันธุ์ และค้าจระเข้ที่ได้มาจากการเพาะเลี้ยงได้ถูกต้องตามกฎหมาย 
      รายละเอียดเกี่ยวกับกฎระเบียบในการเลี้ยงจระเข้ ท่านสามารถเปิดอ่านจากหนังสือ “สายพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงจระเข้เชิงธุรกิจ สัตว์เศรษฐกิจที่ตลาดโลกต้องการ ,(กฤษณา แก้วชะอุ่ม และคณะ,2545)” หรือจาก http://www.fisheries.go.th/if-nakhonsawan/ccd/ccd_lawforfarming.htm

การเลี้ยงจระเข้
ในการเลี้ยงจระเข้นั้น ขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์ของผู้เลี้ยงว่าต้องการเลี้ยงแบบใด ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นประเภทต่าง ๆ ดังนี้
1.การรับเลี้ยงหรือเลี้ยงขุน คือ การชื้อลูกจระเข้ขนาดประมาณ 30 ซม. มาเลี้ยงขุนจนโต ยาวประมาณ 1.5 เมตร หรือจนโตเต็มที่ 2.5 – 3.0 เมตร แล้วขายกลับคืนไปยังแหล่งที่ซื้อมา
2.การเลี้ยงเพื่อเพาะลูก คือการเลี้ยงเฉพาะพ่อ – แม่พันธุ์ เมื่อผสมได้ลูกออกมาก็ขายเฉพาะลูกไปปีต่อปี
3.การเลี้ยงแบบครึ่งวงจรคือ มีการเลี้ยงพ่อ – แม่พันธุ์เพื่อเพาะขยายพันธุ์ เมื่อได้ลูกแล้วก็ขุนจนโตได้ขนาดชำแหละ ส่งต่อไปยังโรงงานฟอกหนัง หรือกิจกรรมทำผลิตภัณฑ์อีกทีหนึ่ง
4.การเลี้ยงแบบครบวงจร คือการเพาะพันธุ์ ขุน ชำแหละ และส่งออกหนังรวมทั้งผลิตภัณฑ์จากจระเข้ทุกชนิด อีกทั้งยังมีการผลิตอาหารจระเข้อีกด้วย

การให้อาหาร

       ลูกจระเข้ระยะฟักออกจากไข่ใหม่ ๆ จะยังไม่กินอาหาร เนื่องจากยังมีไข่แดง (Yolk) เหลืออยู่ในท้องพอที่จะเลี้ยงตัวเองไปได้ประมาณ 5 - 7 วัน เมื่อไข่แดงถูกนำไปใช้หมดลูกจระเข้ก็จะเริ่มหิวและกินอาหาร อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกจระเข้ในระยะแรกนี้ส่วนใหญ่จะใช้อาหารประเภทเนื้อ เช่น กุ้ง ลูกปลา ลูกกบ ลูกเขียดตัวเล็ก ๆ หรือจะใช้ปลาทู ปลานิล โดยแล่เอาแต่เนื้อแล้วหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ ถ้าเป็นกุ้งก็ต้องแกะเปลือกหุ้มตัวออกก่อน และหั่นเป็นชิ้นเล็ก ๆ เช่นกัน แล้วป้อนให้กินวันละครั้ง ในเวลาเย็น โดยจับลูกจระเข้อ้าปาก ใช้ปากคีบคีบอาหารใส่ลงไปในส่วนคอหอย ลูกจระเข้จะกลืนอาหารลงไปเอง เพราะถ้าวางอาหารลงบนส่วนลิ้นลูกจระเข้จะคายอาหารนั้นทิ้ง
เมื่อลูกจระเข้แข็งแรงและสามารถกินอาหารได้เองจึงเลิกป้อนอาหารให้กิน ลูกจระเข้จะกินอาหารเองประมาณ 3 - 5 % ของน้ำหนักตัว โดยจะออกมากินอาหารในช่วงเวลากลางคืนเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากเป็นช่วงที่สงบเงียบไม่มีคนรบกวน สำหรับปริมาณ อาหารที่ให้ในแต่ละวันนั้นก็ต้องสังเกตจากอาหารที่เหลือเป็นเกณฑ์พิจารณา คือถ้าลูกจระเข้กินอาหารหมดก็ค่อย ๆ เพิ่มอาหารให้มากขึ้น ถ้าเหลือมากก็ให้ลดปริมาณลดลงจนพอเหมาะพอดี เพราะถ้าหากมีเศษอาหารเหลือตกค้างในบ่อจะเป็นเหตุทำให้น้ำเน่าเสียง่าย ต้องเสียเวลาในการเก็บกวาดเศษอาหารและเปลี่ยนถ่ายน้ำในบ่อ ลูกจระเข้ที่ได้กินอาหารเต็มส่วนท้องจะดูอ้วนป้อมและมีการเจริญเติบโตเป็นไปตามปกติ 
      เมื่อเลี้ยงลูกจระเข้จนมีอายุได้ประมาณ 6 เดือน จึงเปลี่ยนเป็นการให้ปลาทั้งตัวเป็นอาหาร ส่วนใหญ่จะใช้ปลาทูและปลานิล เพราะสามารถหาได้ง่าย เลี้ยงไปจนถึงอายุ 2 ปี การให้อาหารก็ยังคงให้วันละครั้งในตอนเย็น ครั้นเมื่ออายุจระเข้มีอายุ 2 ปีขึ้นไปแล้ว ก็จะเปลี่ยนเป็นการให้ซี่โครงไก่และหมูส่วนที่เป็นมันเป็นอาหารเลี้ยง หรือในฟาร์มที่มีไก่หรือหมูตายก็สามารถนำไปใช้เลี้ยงเป็นอาหารจระเข้ได้ 
เนื่องจากจระเข้เป็นสัตว์ที่มักนอนนิ่งมีการเคลื่อนไหวน้อย จึงใช้พลังงานน้อย จากระยะนี้จึงไม่จำเป็นต้องในอาหารทุกวัน ถ้าการให้อาหารแต่ละครั้งจระเข้สามารถกินได้อิ่มทั่วถึงทุกตัวแล้วอาจให้อาหารประมาณ 5 - 7 วัน หรือ 10 วันต่อครั้งก็ได้ ซึ่งการให้อาหารนี้ก็ควรให้ในเวลาเย็น เนื่องจากจระเข้จะออกหากินในเวลากลางคืน ส่วนในเวลากลางวัน ในตอนเช้า หรือเย็นมักนอนอ้าปากผึ่งแดดบนลานบ่อและจะแช่อยู่ในน้ำ เมื่อมีแดดจัดหรืออากาศร้อนจะไม่หาอาหารกินแต่อย่างใด 
การเพาะขยายพันธุ์จระเข้

การคัดเลือกพ่อ – แม่พันธุ์
      จระเข้ตัวผู้และตัวเมียจะมีลักษณะภายนอกคล้ายกันมาก จะสามารถแยกเพศได้เมื่อมีอายุได้ประมาณ 3 ปีขึ้นไป ตัวผู้จะมีเกล็ดใหญ่ที่หลังและสูงกว่าตัวเมีย แต่การตรวจที่แน่ชัดต้องอาศัยวิธีการล้วงดูช่องทวารหนักถ้าเป็นตัวผู้จะมีเดือยขนาดเล็กเท่านิ้วชี้ ถ้าเป็นตัวเมียในช่องนี้จะว่างเปล่า 
ตัวผู้ ควรมีขนาดใหญ่กว่าตัวเมียไม่มากนัก เพื่อเป็นการลดการข่มตัวอื่นและตัวผู้ไม่ควรอ้วนเกินไปหรือมีลักษณะพิการของอวัยวะต่าง ๆ ซึ่งในจระเข้น้ำจืดควรมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป จระเข้น้ำเค็มควรมีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป 
       ตัวเมีย ขนาดที่เหมาะสมควรมีความยาวประมาณ 2.5 เมตรขึ้นไป ถ้าเป็นจระเข้น้ำจืดควรมีอายุ 10 ปีขึ้นไป ถ้าเป็นจระเข้น้ำเค็มควรมีอายุ 10 – 15 ปีขึ้นไป จระเข้ทั้งสองชนิดเมื่ออายุได้ประมาณ 20 – 25 ปี ความสามารถในการวางไข่จะลดน้อยลง 
เมื่อได้ทำการตรวจแยกเพศและพิจารณาความสมบูรณ์ของพ่อแม่พันธุ์แล้ว ก็ให้นำจระเข้มาปล่อยลงเลี้ยงในบ่อเลี้ยงพ่อแม่ โดยเฉพาะบ่อสำหรับการเพาะพันธุ์หากมีอยู่แล้วก็สามารถใช้เลี้ยงได้เลย แต่หากจะปรับปรุงบ่ออื่น ๆ มาใช้เลี้ยง ก็ควรจะทำให้พื้นที่ส่วนที่เป็นน้ำมากกว่าบกเท่าตัว หรือมีอัตราน้ำ 2 : 1 และระดับน้ำลึกอยู่ในระหว่าง 1 - 1.5 เมตร เพื่อให้จระเข้ได้ผสมพันธุ์กัน ส่วนที่เป็นบกควรจะเป็นดินและปลูกต้นไม่ให้ร่มรื่น เพื่อเป็นส่วนที่ให้ร่มเงากับจระเข้ ขณะเดียวกันก็เป็นส่วนที่ให้จระเข้ได้หลบซ่อนและพักผ่อน มีส่วนที่กั้นเป็นช่อง ๆ สำหรับให้แม่จระเข้วางไข่ ในส่วนนี้ดินควรเป็นดินร่วน มีหญ้าและเศษใบไม้ใส่ไว้ให้ด้วย และควรเป็นที่เงียบสงบ 
      อัตราส่วนของพ่อแม่พันธุ์ในบ่อ เนื้อที่ที่เหมาะสมกับการเพาะพันธุ์จระเข้ ไม่ควรต่ำกว่า 20 ตารางเมตรต่อพ่อแม่พันธุ์ 1 ตัว นั่นคือหากบ่อเพาะพันธุ์มีขนาด 120 ตารางเมตร ก็ใส่พ่อแม่พันธุ์ ได้ไม่เกิน 6 ตัว หรือบ่อขนาด 2.5 ไร่ สามารถปล่อยพ่อแม่พันธุ์จระเข้ได้ 200 ตัว ธรรมชาติของจระเข้ตัวผู้จะผสมพันธุ์กับตัวเมียได้หลายตัว ในขณะเดียวกัน ตัวเมียก็จะได้รับการผสมพันธุ์กับตัวผู้ได้หลายครั้ง ดังนั้นอัตราส่วนในการเพาะพันธุ์จระเข้ ควรให้มีตัวเมียมากกว่าตัวผู้ เช่น 2 : 1, 3 : 1, หรือ 5 : 2 สำหรับบางฟาร์มอาจใช้อัตราส่วนตัวเมียมากกว่าตัวผู้ถึง 5 : 1 อย่างไรก็ตาม ที่กล่าวมาแล้วนั้นหมายถึงพ่อแม่จระเข้ที่ถึงวัยเจริญพันธุ์แล้ว คือมีอายุตั้งแต่ 10 ปีขึ้นไป 
      ฤดูกาลผสมพันธุ์ของจระเข้อยู่ในช่วงเดือน ธันวาคม – มีนาคม จระเข้จะผสมพันธุ์กันในน้ำและวางไข่หลังการผสมพันธุ์ประมาณเดือนครึ่ง (มี.ค. –มิ.ย.) ซึ่งจระเข้ตัวเมียจะสร้างรังโดยการใช้หางกวาดใบไม้มากองสุมไว้สูงประมาณ 80 ซม. กว้างประมาณ 1 เมตร แต่ถ้าไม่มีใบไม้ก็จะขุดหลุมลึกประมาณ 30 ซม. กว้าง 40 ซม. และจะวางไขในเวลากลางคืนหรือเช้าตรู่โดยใช้เวลาประมาณ 20 – 30 นาที หรืออาจนานเป็นชั่วโมง จำนวนไข่ต่อครอกประมาณ 30 – 50 ฟอง ขึ้นอยู่กับอายุและความสมบูรณ์เพศ เมื่อวางไข่เสร็จแล้วแม่จระเข้จะกลบหลุมไข่โดยใช้ขาหลังทั้งสองข้างโกยดินบรปากหลุมขึ้นมากลบ จากนั้นประมาณ 70 –90 วัน ไข่ก็จะฟักออกเป็นตัวโดยลูกจระเข้จะส่งเสียงร้องตั้งแต่อยู่ในไข่ เมื่อลูกจระเข้ออกจากไข่ได้แล้วแม่จระเข้จะคาบลูกจระเข้ลงน้ำและคอยปกป้องลูกที่ยังเล็กอยู่ตลอดเวลา
ไข่และการฟักไข่ 
       ไข่จระเข้มีรูปทรงยาวรี (Elliptical from) มีลักษณะมนเท่า ๆ กัน ไม่สามารถแยกออกได้ว่าด้านใดเป็นส่วนหัวและส่วนท้ายเปลือกไข่มีความหนาประมาณ 1 – 1.5 มิลลิเมตร แม่พันธุ์จระเข้จะออกไข่ได้มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของร่างกายและอายุ
การฟักไข่ มี 3 วิธี คือ 
1.การฟักตามวิธีธรรมชาติ คือ การฟักในดินโดยให้แม่จระเข้ฟักเอง วิธีนี้ได้ผลดี แต่มีปัญหาในการจับลูกจระเข้มาเลี้ยงอนุบาล เพราะช่วงนี้แม่จระเข้จะดุร้ายและห่วงลูกมาก
2. การฟักแบบเลียนแบบธรรมชาติโดยนำถังส้วมใส่ดิน แล้วจัดหาภาชนะใส่ไข่ จากนั้นก็นำมาฝังลงในถังส้วม โดยให้ปากภาชนะบรรจุไข่อยู่สูงกว่าระดับดินเล็กน้อย ปิดปากภาชนะด้วยฝาสังกะสีทรงกรวยเพื่อให้ความอบอุ่น คอยตรวจสอบอุณหภูมิ ให้ได้ประมาณ 32 องศาเซลเซียส วิธีนี้จะให้เวลา 70 – 75 วัน ไข่ก็จะฟักออกเป็นตัว
3.การฟักโดยใช้ตู้ฟักไฟฟ้า (ตู้ฟักไข่ไก่) ปรับตั้งอุณหภูมิให้อยู่ในระดับ 29 – 32 องศาเซลเซียส ใช้เวลาฟักไข่ 68 – 72 วัน และ78- 85 วัน ในจระเข้น้ำจืด และจระเข้น้ำเค็มตามลำดับ 

การอนุบาลลูกจระเข้
      สำหรับสถานที่เลี้ยงอนุบาลลูกจระเข้ในช่วง 1 - 2 เดือนแรก ควรเป็นสถานที่ที่เงียบสงบ ไม่มีเสียงรบกวน เพราะลูกจระเข้มีลักษณะนิสัยที่ตื่นตกใจและช็อกตายได้ง่าย ลูกจระเข้ที่ฟักออกมาจากไข่ใหม่ ๆ จะยังไม่กินอาหารเนื่องจากยังมีไข่แดง (Yolk) ใช้เป็นอาหารอยู่ประมาณ 5 - 7 วัน หลังจากไข่แดงถูกใช้หมดแล้ว ลูกจระเข้จึงจะรู้สึกหิวและกินอาหาร ถ้ามีคนเข้าไปรบกวนบ่อย ๆ แล้วลูกจระเข้จะตื่นตกใจ และไม่ยอมกินอาหารเป็นเวลาหลาย ๆ วัน ทำให้ลูกจระเข้ผอมและเจริญเติบโตช้า ซึ่งลูกจระเข้จะขึ้นมากินอาหารก็ต่อเมื่อมันรู้สึกว่าปลอดภัยเท่านั้น ถ้ามันตื่นตกใจหรือมีคนมาดูมาก ๆ มันจะเกิดความหวาดระแวง กลัวไม่ยอมขึ้นมากินอาหารและอดอาหารตายไปก็ได้ 
     นอกจากนี้หากจับลูกจระเข้ขึ้นมาจากบ่อแล้วโยนลงบ่อถ้ามีความสูงเกินกว่า 1 เมตร หรือทำให้เกิดเสียงดัง ๆ หรือฟ้าฝ่า ฟ้าร้อง ก็จะทำให้ลูกจระเข้ตื่นตกใจและช็อกตายได้เช่นกัน 
     ลูกจระเข้ตั้งแต่ระยะแรกฟักออกจากไข่ในช่วงการเลี้ยงอนุบาลนี้ (จนถึงอายุ 1 ปี) จะมีอัตราการตายที่สูงมากประมาณ 20 - 30 % ไม่ว่าจะเป็นลูกจระเข้น้ำจืดหรือน้ำเค็มก็ตาม การที่จะเลี้ยงอนุบาลลูกจระเข้มีอัตราการรอดตายสูงแค่ไหนนั้น ก็ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์แข็งแรงของลูกจระเข้ วิธีการเลี้ยงดู และประสบการณ์ความชำนาญของผู้เลี้ยงเป็นปัจจัยสำคัญ 

โรคและการป้องกัน
        โรคของจระเข้มี 2 ประเภทคือ โรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อ และโรคที่เกิดจากการติดเชื้อ
โรคที่ไม่ได้เกิดจากการติดเชื้อมีสาเหตุจาก
1. สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น อุณหภูมิ เนื่องจากจระเข้เป็นสัตว์เลือดเย็น อุณหภูมิภายในจะเปลี่ยนตามสภาพอากาศ ถ้าอุณหภูมิเกิน 39 องศาเซลเซียส จะทำให้ตายได้ คุณภาพน้ำ ควรเปลี่ยนน้ำในบ่อเลี้ยงบ่อยๆ สภาพบ่อเลี้ยงต้องมีเนื้อที่เพียงพอโดยคำนวณจากสูตรพื้นที่ต่อตัว=ความยาวจระเข้ x 3 เท่าของความยาวจระเข้ นอกจากนั้นต้องมีร่มเงาและมีพื้นที่น้ำอย่างน้อย 2 ใน 3 ของบ่อ จำนวนจระเข้ในบ่อต้องไม่หนาแน่นจนเกินไป
2. อาหารไม่เหมาะสม เช่น ถ้าให้โปรตีนหรือเครื่องในสัตว์มากเกินไปจะทำให้สัตว์เป็นโรคเก๊าท์ มีอาการเคลื่อนไหวช้าจนขยับตัวไม่ได้ และตายโดยไม่ทราบสาเหตุ โรคขาดวิตามินและขาดแร่ธาตุเพราะสัดส่วนอาหารไม่เหมาะสม
3. อาการแคระแกรน อาจเกิดจากพันธุกรรม ความผิดปกติแต่กำเนิด สภาพแวดล้อม อาหาร และโรคติดเชื้อ ซึ่งเกี่ยวเนื่องกัน
4. อาการพิการแต่กำเนิด เช่น หลังคด หางด้วน ฯลฯ เกิดจากพันธุกรรม การฟักไข่ไม่เหมาะสม หรือได้รับสารพิษซึ่งอาจถ่ายทอดมาจากพ่อแม่หรือปนมากับน้ำ
โรคที่เกิดจากการติดเชื้อ มีสาเหตุจาก
    เชื้อไวรัส ทำให้ตับและลำไส้อักเสบ ควรรักษาอุณหภูมิบ่ออนุบาลให้เหมาะสม หมั่นรักษาความสะอาด ใช้คลอรีน 2-4 ppm หรือด่างทับทิม 10 ppm เป็นน้ำยาฆ่าเชื้อ และผสมยาปฏิชีวนะลงในอาหาร
    เชื้อแบคทีเรีย ถ้าติดเชื้อในกระแสเลือดจะทำให้ตายแบบเฉียบพลัน ปอดบวม ตาอักเสบ เมื่อพบตัวป่วยต้องรีบแยกออก และทำความสะอาดและฆ่าเชื้อในบ่อเดิม และทำการรักษาโดยใช้ยาปฏิชีวนะ
เชื้อรา ทำให้เกิดโรคปอดบวม และผิวหนังอักเสบ รักษาโดยให้ยากินพวกนิสตาติน หรือคีโตโคนาโซล ร่วมกับการทายามิโคนาโซลบนผิวหนัง และอาบน้ำด่างทับทิม 10 ppm
     พยาธิ ได้แก่ ปลิงควาย ซึ่งมักอาศัยอยู่ในช่องปากของจระเข้ รักษาได้โดยใช้ปูนขาวละลายน้ำในบ่อ พยาธิในปอด ใช้ยาไอโวเม็คติน ฉีดเข้ากล้ามเนื้อในอัตรา 200 มิลลิกรัมต่อน้ำหนักตัว 1 กิโลกรัม

การตลาด
ผลผลิตจากจระเข้ที่สามารถส่งสู่ตลาดได้แก่
1. จระเข้มีชีวิต ตลาดของจระเข้มีชีวิตก็คือเลี้ยงแล้วขายจระเข้ที่ยังมีชีวิตอยู่ มีสุขภาพสมบูรณ์ แข็งแรง
     - ลูกพันธุ์ ผู้เลี้ยงจะเลี้ยงจนกระทั่งได้ขนาดตามต้องการก็ขายไปให้ผู้อื่นเลี้ยง มักขายที่ขนาดความยาว 30 เซนติเมตร ตัวละประมาณ 1,500 บาท
     - จระเข้รุ่น มีขนาดความยาวประมาณ 70-80 เซนติเมตร บางครั้งยาวถึง 1-1.2 เมตร ราคาประมาณ 2,500 บาท
     - พ่อแม่พันธุ์ ผู้ซื้อจะซื้อไปเพื่อผสมพันธุ์ ราคาจะสูง ทั้งนี้ตามแต่ตกลงกัน
- ส่งโรงเชือด ส่งขายจระเข้ที่ยังมีชีวิต รับซื้อกันที่ขนาดตัวยาว 1.8 เมตร น้ำหนักประมาณ 3,000 บาท ราคาหนังประมาณ 50-200 บาท/ตารางนิ้ว แล้วแต่เกรด
2. จระเข้เชือด
      * ไม่มีการชำแหละแต่ประการใด
      *ขายเนื้อ แบ่งออกเป็น
       - ขายซาก โดยจะเอาเครื่องในและหนังออกเท่านั้น ราคาตลาดโลก กิโลกรัมละ 10 เหรียญสหรัฐ
       - ขายเนื้อสดแช่แข็งชำแหละเป็นส่วนๆ ราคาตลาดโลก กิโลกรัมละ 13 เหรียญสหรัฐ
       - ขายเนื้ออบแห้ง ราคาตลาดโลก กิโลกรัมละ 80 เหรียญสหรัฐ
      * หนังของจระเข้ มักขายเป็นหนังดิบแช่เกลือ ส่งไปยังโรงฟอกหนัง หรือถ้าเป็นฟาร์มจดทะเบียนไซเตสแล้วส่งออกต่างประเทศได้ราคารับซื้อนิ้วละ 120-250 บาท แล้วแต่เกรด
     * เลือดของจระเข้ มีบางแหล่งรับซื้อพร้อมทั้งตัวซาก เพื่อนำไปใช้เป็นสมุนไพรสกัดเป็นตัวยารักษาโรคต่างๆ
     * เครื่องใน จะขายไปพร้อมกับตัวซาก หรืออาจนำกลับไปเป็นส่วนผสมคลุกเคล้ากับอาหารเพื่อเลี้ยงจระเข้ได้

แหล่งรับซื้อขายจระเข้
      * พ่อค้าและนายหน้าค้าจระเข้ บุคคลเหล่านี้จะรับซื้อเพื่อนำส่งต่อโรงงาน หรือฟาร์ม ตลอดจนโรงเชือดใหญ่ๆ รวมถึงการขายพันธุ์และพ่อแม่พันธุ์แก่ผู้เริ่มเลี้ยงด้วย เป็นการซื้อจระเข้มีชีวิต
     * เจ้าของระบบลูกเล้า คือ ฟาร์มผู้ขายลูกจระเข้แก่เกษตรกรที่รับไปเลี้ยงในลักษณะสมาชิกหรือลูกเล้า จากนั้นเมื่อครบตามกำหนด หรือได้ขนาดจึงขายกลับสู่แหล่งที่มาตามแต่จะตกลงกัน
     * ฟาร์มจระเข้ขนาดใหญ่ที่ครบวงจร ฟาร์มใหญ่ต้องการจระเข้ไปเพื่อเสริมปริมาณการผลิตของตน
     * ส่งออก ปัจจุบันการส่งออกมักเป็นรูปของหนังดิบหมักเกลือ ซึ่งอนาคตจะเป็นการส่งออกในรูปหนังฟอก และผลิตภัณฑ์สำเร็จรูป

รายชื่อฟาร์มผู้เพาะเลี้ยงและจำหน่ายผลิตภัณฑ์จากจระเข้
1.บริษัท ฟาร์มจระเข้และสวนสัตว์สมุทรปราการ จำกัด   555 หมู่ 7 ถนนท้ายบ้าน ต.ท้ายบ้าน อ.เมือง จ.สมุทรปราการ 10180
โทร.0 – 2703 – 4891 – 5 , 0 – 2703 – 5144 – 8
2.บริษัท จระเข้ทองการเกษตร )ประเทศไทย จำกัด  164 ซอยสุขุมวิท 53 ถนนสุขุมวิท คลองเตย กรุงเทพฯ 10110
โทร. 0 – 2392 – 3823 แฟกซ์ 0 – 2391 – 8895
3.บริษัท เวนเจอร์เทค มาร์เก็ตติ้ง จำกัด    10/26 ซอยพหลโยธิน 5 ถนนพหลโยธิน สามเสนใน พญาไท กรุงเทพฯ 10400
โทร.0 – 2619 – 7524 แฟกซ์ 0 – 2619 – 7000
4.ทองพา เสือศิริ   203 ม.1 บ้านไผ่สีทอง ต.วังน้ำเย็น อ.บางปลาม้า จ.สุพรรณบุรี 72150   โทร. 0 – 3541 – 6475
5.บริษัท ศรีราชาฟาร์ม (เอเชีย)จำกัด   336 ม.6 ต.สุรศักดิ์ อ.ศรีราชาฟาร์ม จ.ชลบุรี 20110   โทร. 0 – 3833 – 8101 แฟกซ์ 0 – 3833 – 8421
6.กัมปนาทฟาร์ม   110/1 ม.6 ต.หนองบัว อ.บ้านแพ้ว จ.สมุทรสาคร 74120    โทร. 0 – 1986 – 9299
7.บริษัท ฟาร์มจระเข้สวนสัตว์รีสอร์ท ชลบุรี จำกัด  อ.หนองใหญ่ จ.ชลบุรี 20150
8.บริษัท ฟาร์มจระเข้พัทยา จำกัด   อ.เมืองพัทยา จ.ชลบุรี 20150
9.ฟาร์มจระเข้วสันต์  อ.วัดสิงห์ จ.ชัยนาท 17120
10.ฟาร์มจระเข้สามพราน   อ.สามพราน จ.นครปฐม 73110 

 



เอกสารอ้างอิง
กฤษณา แก้วชะอุ่ม,ชัยพฤกษ์ จิตดี,ธนากร ฤทธ์ไธสง,ภีระ ไกรแสงศรี.2545.สายพันธุ์และการเพาะเลี้ยงจระเข้เชิงธุรกิจ สัตว์เศรฐกิจที่ตลาดโลกต้องการ.สำนักพิมพ์ หจก.เพรชกะรัด สติวดิโอ: กรุงเทพฯ.หน้า 1 – 207.
www.childthai.org/.../ crocodile/09120114.JPG
http://www.fisheries.go.th/management/crocodile.htm
http://www.ku.ac.th/e-magazine/october45/agri/crocodile.html
www.manager.co.th/asp-bin/ Image.aspx
http://www.school.net.th/library/create-web/10000/science/10000-3974.html
http://www.vet.ku.ac.th/library-homepage/db_directory/exotic/reptile/crocodile/croc.htm