อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีท่าผู้อ่านทุกท่านครับ สำหรับฉบับนี้เราจะไปทำความรู้จักกับสัตว์ที่อยู่ในทะเลชนิดหนึ่ง ซึ่งดูภายนอกแล้วช่างอ่อนไหวและนิ่มนวลเหมือนดอกไม้ทะเลที่พลิ้วไหวไปมาตามสายคลื่น แต่ความความอ่อนไหวและนิ่มนวลของสัตว์ชนิดนี้กลับแฝงไปด้วยพิษร้ายที่ซ่อนอยู่ในตัวของมันเอง หากใครไปโดนมันโดยไม่รู้ตัว พิษของมันก็จะเข้าสู่ผิวหนังของเรา ทำให้รู้สึกปวดแสบปวดร้อนราวกับโดนไฟครอกเลยทีเดียวครับ และหากใครโดนพิษของสัตว์ชนิดนี้เข้าไปก็ไม่ต้องตกใจนะครับ เพราะทุกสิ่งสามารถแก้ไขได้โดยให้ใช้สมุนไพรที่ชื่อว่า ผักบุ้งทะเล ความปวดแสบปวดร้อนดังกล่าวก็จะหายไป     พูดถึงข้อเสียของสัตว์ชนิดนี้มาก็มากแล้ว ในทางกลับกันท่านทราบหรือเปล่าครับว่า สัตว์ชนิดนี้ก็มีประโยชน์เหมือนกันนะ ประโยชน์ของมันคือ ตัวมันจะมีโปรตีนสูง ซึ่งโปรตีนที่ว่านี้เป็นประเภทคอลาเจนที่สามารถรับประทานได้ นอกจากนี้ยังมีแคลอรีต่ำซะด้วย วิธีการรับประทานสัตว์ชนิดนี้ง่ายนิดเดียวครับ เพียงแค่เตรียมเต็นท์ไว้สามผืนเพื่อทำบ่อสี่เหลี่ยมไว้สามบ่อ นำแมงกะพรุนมาตัดอกตัดหัวแยกไว้ใส่เข่งอย่างละเข่งเพื่อแยกน้ำออก เตรียมเกลือกับโซดาไฟละลายในถังให้เข้ากัน นำแมงกะพรุนที่แยกไว้ในเข่งมาใส่เรียงเป็นชั้น ๆ ในบ่อที่หนึ่ง แล้วเอาน้ำเกลือที่ละลายกับโซดาไฟมาสาดให้ทั่ว จากนั้นก็นำแมงกะพรุนมาเรียงเหมือนเดิมอีกประมาณ 5 ชั้นซึ่งแต่ละชั้นก็ให้สาดด้วยน้ำเกลือที่ละลายกับโซดาไฟทิ้งไว้ 1 คืน รุ่งเช้าให้เทน้ำออกแล้วล้างให้สะอาดเพื่อเตรียมลงบ่อที่สองซึ่งก็ทำเหมือนบ่อที่หนึ่งแต่คราวนี้จะแช่ทิ้งไว้เป็นเวลา 2 คืน จากนั้นพอถึงเวลาก็นำมาล้างให้สะอาดก่อนที่จะนำลงบ่อที่สาม แต่ครั้งนี้จะใช้เวลาในการแช่นานประมาณ 2 สัปดาห์ หลังจากนั้นก็เตรียมขายได้ หรือจะนำมารับประทานก็ได้รับรองว่าอร่อยอย่าบอกใครเลยทีเดียวครับ พูดมาซะยืดยาวเพื่อไม่เป็นการเสียเวลาเราไปทำความรู้จักกับแมงกะพรุนกันเลยดีกว่าครับ
 
 
ภาพจาก https://th.pngtree.com
 
     แมงกะพรุน (Jellyfish) จัดอยู่ในกลุ่มของสัตว์ที่ไม่มีกระดูกสันหลัง ลักษณะลำตัวจะใสและนิ่มคล้ายวุ้น มีรูปร่างคล้ายร่มหรือระฆังคว่ำเราเรียกส่วนนั้นว่า เมดูลา (Medula) ด้านบนจะมีลักษณะนูน มีปากอยู่ตรงกลางลำตัว บริเวณรอบปากมีส่วนที่ห้อยยื่นเป็นพูจำนวนสี่พูด้วยกัน มีทางเดินอาหารและในกระเพาะอาหารจะมีน้ำเป็นองค์ประกอบของร่างกายมากถึง 95 % แมงกะพรุนไม่มีสมอง พวกมันมีแต่ระบบประสาท เส้นประสาทต่อกันเป็นร่างแหตามลำตัวและหนวดเพื่อรับสัมผัสและตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม การเคลื่อนที่ของมันจะใช้การยืดหดของกล้ามเนื้อด้านในและด้านนอกสลับกัน
    แมงกะพรุนจัดเป็นแพลงก์ตอนที่มีขนาดใหญ่ที่สุด อาหารของมันได้แก่ สัตว์น้ำจำพวกกุ้ง และปลา แมงกะพรุนจะจับเหยื่อด้วยหนวดที่มีเข็มพิษ (Nematocyst) เข็มพิษของมันสามารถทำให้เหยื่อสลบหรือตายได้ แมงกะพรุนแต่ละชนิดก็จะมีความรุนแรงของพิษที่แตกต่างกัน ชนิดที่มีพิษรุนแรงมากที่รู้จักกันเป็นอย่างดีคือ แมงกะพรุนไฟ แมงกะพรุนสาหร่าย พิษในตัวแมงกะพรุนจัดเป็นกลุ่มสารที่มีความซับซ้อน พิษของมันมีผลต่อหัวใจ ระบบประสาทของมนุษย์ ผิวหนังบริเวณใดที่โดนพิษผิวหนังบริเวณนั้นก็จะตาย นอกจากนี้พิษของมันยังมีผลต่อกล้ามเนื้อเรียบ กล้ามเนื้อลาย รวมถึงเม็ดเลือดแดงในร่างกายด้วยครับ
    เป็นอย่างไรบ้างครับได้ฟังอย่างนี้แล้วกลัวแมงกะพรุนกันหรือเปล่า แต่ผมขอบอกไว้ก่อนเลยนะครับว่าไม่ต้องกังวลเพราะจากการรายงานพบว่า แมงกะพรุนที่มีพิษในบ้านเรามีไม่กี่ชนิด ซึ่งชนิดที่น่ากลัวที่สุดก็คือ แมงกะพรุนไฟ นั่นเอง และอย่างที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้นว่า ทุกสิ่งทุกอย่างมีทางแก้เสมอและเราก็จะมาทำความเข้าใจไปพร้อม ๆ กันครับว่าอาการเบื้องต้นที่โดนพิษแมงกะพรุนไฟจะเป็นเช่นไร ตลอดจนการรักษาพิษเบื้องต้นเป็นอย่างไร
 
พิษจากแมงกะพรุนไฟ
พิษของแมงกะพรุนมาจากเข็มพิษ Nematocyst ซึ่งภายในจะมีน้ำพิษที่เป็นอันตราย โดยปกติแล้วมันจะใช้ในการล่าเหยื่อ แต่เมื่อไหร่ที่เราเผลอไปโดนเข็มพิษเข้า ฤทธิ์ของเข็มพิษจะทำให้เราปวดแสบปวดร้อนทันที จากนั้นก็จะเกิดอาการคัน เป็นผื่น บวมแดง เป็นรอยไหม้ บางรายอาจทำให้เกิดอาการแน่นหน้าอก หายใจไม่ออก กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ อ่อนเพลีย และเป็นไข้ ยิ่งกว่านั้นแมงกะพรุนไฟบางชนิดก็อาจทำให้เสียชีวิตได้ แต่โชคดีที่ยังไม่เคยพบในบ้านเรา 
    
การรักษาพยาบาลเบื้องต้น
    เมื่อโดนเข็มพิษของแมงกะพรุนไฟ ควรที่ขึ้นจากน้ำโดยเร็วที่สุด จากนั้นให้นำน้ำทะเลชะล้างบาดแผลเพื่อชะล้างพิษโดยเร็ว หากมีหนวดของแมงกะพรุนขาดติดอยู่ที่แผล ห้ามใช้มือเปล่าหยิบออกโดยเด็ดขาด แต่ให้ใช้ผ้าหรือใบไม้เขี่ยออก อย่าถูหรือขยี้บริเวณที่โดนพิษ เพราะจะทำให้พิษแพร่กระจายเร็วขึ้น
ในกรณีที่หาน้ำแข็งได้ ให้ใช้น้ำแข็งประคบบนแผลไว้ จากนั้นให้จุ่มหรือแช่แผลไว้ในน้ำส้มสายชูประมาณ 30 นาที แล้วใช้ผงแป้งหรือน้ำมันทาผิวทาลงบริเวณบาดแผล หรืออาจใช้ผักบุ้งทะเลบดโปะลงบนบนบาดแผลก็ได้เหมือนกัน จากนั้นให้ล้างแผลด้วยน้ำทะเลอีกครั้งแล้วทิ้งไว้ให้แห้ง หากมีขี้ผึ้งก็ให้ทาทุก 2-3 ชั่วโมง เมือทำการรักษาพยาบาลเบื้องต้นเสร็จแล้วก็ให้นำผู้ที่โดนพิษส่งโรงพยาบาลเพื่อรักษาต่อไปครับ
    สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเที่ยวทะเลในช่วงฤดูฝน ขอให้สังเกตและระวังอันตรายจากการเล่นน้ำทะเลหลังฝนตกใหม่ ๆ เพราะฤดูฝนเป็นช่วงที่แมงกะพรุนจะขยายพันธุ์ แล้วก็จะลอยมากับคลื่น เค้าบอกว่าธรรมชาติมักจะให้ประโยชน์กับมนุษย์อยู่เสมอ ท่านเคยสังเกตมั๊ยครับว่าชายทะเลทีมีแมงกะพรุนมาก ก็จะมีผักบุ้งทะเลอยู่ทากเช่นกันไว้คอยบรรเทาความเจ็บปวดให้เรา แต่ผมว่าถ้าเราไปเที่ยวทะเลแบบปลอดภัยมันก็คงจะดีกว่า แต่ก็อย่างว่าครับอะไรจะเกิดมันก็ต้องเกิดหากเราต้องการที่จะลงไปเล่นน้ำทะเลในที่ที่มีพวกแมงกะพรุนอยู่จริง ๆ แล้วล่ะก็ควรป้องกันด้วยการสวมเสื้อผ้าให้มิดชิด เพื่อป้องกันการโดนเข็มพิษแมงกะพรุน 
    ท้ายนี้ผมก็ขอแนะนำท่านที่จะไปเที่ยวทะเลว่าควรที่จะเตรียมยาที่ใช้สำหรับรักษาพยาบาลเบื้องต้นไปด้วย เช่น แอลกอฮอล์ แอมโมเนีย ขี้ผึ้ง และครีมทาตัว ติดกระเป๋าไปด้วย ไว้คอยรับมือกับเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นโดยที่เราไม่ทันคาดคิดครับ  
 
เรียบเรียงโดย อนันต์  มิตรช่วยรอด 
 
เอกสารอ้างอิง
 
http://www.eschool.su.ac.th/school12/M4_2546/4-1/1_018/title%204.html
http://www.212cafe.com/freewebboard/view.php?user=geoku&id=276
http://www.lib.ru.ac.th/journal/jellyfish.html