ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

อาหารที่ใช้เลี้ยงปลาทองมีหลากหลายชนิด ทั้งอาหารมีชีวิตและอาหารสำเร็จรูปซึ่งแต่ละชนิดมีคุณค่าทางอาหารต่างกันไป การเลือกใช้อาหารแต่ละชนิดขึ้นกับความเชื่อและความสะดวกของผู้เลี้ยง  แต่ไม่ว่าจะให้อาหารชนิดใดก็แล้วแต่ สิ่งสำคัญที่ต้องคำนึงถึงที่สุดคือ ปริมาณการให้ที่เหมาะสมและความสะอาดของอาหารที่ให้

ชนิดของอาหาร
1.อาหารมีชีวิตหรืออาหารสด ปลาทองเป็นปลาที่กินได้ทั้งพืชและสัตว์ แต่อาหารที่พวกมันชอบมากที่สุดก็คง   
หนีไม่พ้นลูกน้ำ ไรแดง ไรทะเล หนอนแดง และไส้เดือนน้ำ
ลูกน้ำ อาหารชั้นเลิศที่เพาะเลี้ยงต่างเสาะหามาให้ปลาของตนกิน เป็นอาหารที่มีโปรตีนสูงย่อยง่าย ปลากินแล้วโตเร็ว แต่มักมีปัญหาเรื่องโรค เพราะลูกน้ำมักเกิดในแหล่งน้ำที่สกปรก เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินควรมีการล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน



ลูกน้ำ


ไรแดง เป็นอาหารสำหรับอนุบาลลูกปลาวัยอ่อนหรือให้ปลาโตกิน มีทั้งมาจากการเพาะเลี้ยงและมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ  ส่วนใหญ่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ ก่อนให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน ไรแดงมีชีวิตอยู่ได้ประมาณ 2 วัน หรือถ้าต้องการเก็บรักษาไว้ใช้นานๆก็นำไปแช่ในช่องฟรีซ แต่ชอบกินไรแดงเป็นๆมากกว่า

 


ไรแดง



ไรทะเล  เป็นอาหารมีชีวิตที่ค่อนข้างสะอาด เพราะอาศัยอยู่ในน้ำเค็ม แต่ก็ใช้ว่าไม่มีเชื้อโรคเลย เพราะบางครั้งเชื้อโรคอาจมาจากการใช้กระชอนที่ไม่สะอาดตักไรทะเลให้ปลากิน หรือใส่ไรทะเลในภาชนะที่ไม่สะอาด ส่วนใหญ่ไรทะเลที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงปลาทองมาจากฟาร์มเพาะเลี้ยงแถบทั้งนั้น การเก็บรักษาไรทะเลก็ให้ทำเหมือนกับการเก็บไรแดง เพียงแต่ต้องใส่เกลือลงไปในน้ำเพื่อให้น้ำมีความเค็ม

            à¹„รทะเล                    

ไรทะเล



หนอนแดง  เป็นอาหารที่นิยมใช้ในการเลี้ยงปลาทอง เพราะเชื่อว่ามีสารเร่งสีตามธรรมชาติอยู่ในตัว เนื่องจากเป็นอาหารที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติเหมือนกับลูกน้ำและไรแดง ก่อนนำมาใช้ต้องล้างทำความสะอาดเสียก่อน แต่ปัจจุบันผู้ผลิตอาหารปลาหลายรายนำหนอนแดงสดไปฆ่าเชื้อโรคด้วยโอโซนและแพ็คด้วยกระดาษฟอยด์ สามารถเก็บรักษาไว้ได้นานด้วยการแช่แข็ง 

หนอนแดง

หนอนแดง


ไส้เดือนน้ำ  เป็นอาหารมีชีวิตที่มาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ มีโปรตีนสูงพอสมควร แต่ที่ไม่ค่อยมีใครนิยมนำมาใช้เลี้ยงปลาทองเพราะไส้เดือนตายง่าย การเก็บรักษาค่อนข้างยุ่งยาก เพราะต้องใส่ในภาชนะที่มีน้ำไหลผ่านอยู่ตลอดเวลาหรืออาจต้องเปลี่ยนถ่ายน้ำบ่อยๆจึงจะมีชีวิตอยู่ได้นาน

  

ไส้เดือนน้ำ



ข้อควรปฎิบัติในการนำอาหารมีชีวิตมาให้ปลากิน
1.อาหารหลายชนิดมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติ เพราะฉะนั้นก่อนนำมาให้ปลากินต้องล้างน้ำเปล่าให้สะอาด และแช่ในด่างทับทิมเข้มข้น  100-150  ppm นาน  3-5  นาที 
2.หมั่นคัดตัวที่ตายออกจากภาชนะที่ใส่  เพราะตัวที่ตายจะหมักหมมจนก่อให้เกิดเชื้อโรคได้
3.ไม่นำกระชอนหรือภาชนะที่ใส่อาหารมีชีวิตไปใช้ปะปนกัน ก่อนนำไปใช้ควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน
ข้อดีของอาหารมีชีวิต
-   มีเส้นใยมาก ย่อยง่าย ทำให้ปลากินได้บ่อยครั้ง
-   อาหารมีชีวิตมีองค์ประกอบของกรดอะมิโนอิสระที่สำคัญ ซึ่งช่วยในการเจริญเติบโต
-   มีสารสีธรรมชาติที่ปลาไม่สามารถสังเคราะห์ได้เอง
-   ช่วยสร้างภูมิต้านทานโรคให้ปลา
-   มีราคาต่ำ


2.อาหารสำเร็จรูป ที่นิยมใช้เลี้ยงปลาทอง ได้แก่ อาหารเม็ด ควรเลือกอาหารที่มีโปรตีนสูงจะทำให้ปลาเจริญเติบโตดีและมีสีสันสวยงาม อาหารที่มีโปรตีนต่ำทำให้ปลาเจริญเติบโตช้าและมีความสมบูรณ์ทางเพศน้อยหรือถ้าอาหารมีปริมาณโปรตีนมากเกินไปอาจทำให้ปลาขับถ่ายของเสียออกมามาก ปริมาณแอมโมเนียในน้ำมีสูง ทำให้เป็นพิษต่อปลา อาหารสำเร็จรูปหลากหลายยี่ห้อในปัจจุบันมีส่วนผสมของสารเร่งสีที่ช่วยในการเร่งสีปลา ก่อนซื้อมาใช้ก็ควรดูส่วนผสมที่ข้างซองก่อนว่ามีสารเหล่านี้ผสมอยู่มากน้อยเพียงใด
   ส่วนใหญ่สารเร่งสีที่ผสมอยู่ในอาหารสำเร็จรูปนั้น จะเป็นสารเร่งสีในกลุ่มเบต้าแคโรทีน Beta-carotene อย่างสารลูทีน (Lutein)  ซีอาแซนทีน (Zeaxanthin) และแอสตาแซนทีน (Astaxanthin) ส่วนสารสีในกลุ่มอื่น เช่น ไลโคพีน(Lycopene) พบมากในพืชจำพวกมะเขือเทศและแครอท แม้ว่าเป็นสารจำพวกเบต้าแคโรทีนเหมือนกัน แต่ก็ไม่สามารถเร่งสีแดงในปลาทองได้ เนื่องจากร่างกายของปลาทองไม่มีกลไกลในการเปลี่ยนสารไลโคพีนให้เป็นแอสตาแซนทีน ตรงข้ามกับสาหร่ายสไปรูลิน่า (Spirulina) ที่สามารถเร่งสีแดงของปลาทองได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสาหร่ายดังกล่าวมีสารสีประเภทลูทีนและซีอาแซนทีน ซึ่งร่างกายของปลาทองมีกลไกลบางอย่างที่สามารถเปลี่ยนลูทีนและซีอาแซนทีนไปเป็นแอสตาแซนทีนและนำไปใช้ประโยชน์ได้
   คุณสมบัติของสาหร่ายสไปรูลิน่า นอกเหนือจากเร่งสีแดงให้ปลาทองแล้ว มีปริมาณโปรตีนสูง 50-60% มีกรดไขมันที่เป็นประโยชน์ต่อปลา สารสีที่พบในสาหร่ายยังเป็นสารตั้งต้นของสารที่มีประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของปลา เช่น สารตั้งต้นของวิตามินเอและฮอร์โมนบางชนิด
   การเก็บรักษาสาหร่ายสไปรูลิน่า
   ควรเก็บไว้ในตู้เย็นและมืด ภาชนะบรรจุควรอยู่ในถุงฟอยด์ที่ปิดมิดชิด อากาศเข้าไม่ได้ เนื่องจากสารสีเหล่านี้มีความไวต่อแสงสว่างและออกซิเจน หากสัมผัสอากาศนานๆจะเกิดการอ๊อกซิแดนท์ ในการผสมสาหร่ายในอาหารปลา ควรใช้ในปริมาณน้อยๆพอให้ปลากินหมดในแต่ละมื้อ ไม่ควรผสมคราวละมากๆแล้วทิ้งไว้ เพราะทำให้คุณสมบัติบางอย่างสูญเสียไป


อาหารสำเร็จรูป



ข้อดีของอาหารสำเร็จรูป
-   มีสารอาหารครบถ้วน
-   สะอาดปลอดภัย และเก็บไว้ได้นาน
-   มีให้เลือกหลายชนิด และสะดวกต่อการใช้
หลักในการให้อาหารปลาทอง
      1.ปลาในแต่ละช่วงอายุจะมีความต้องการอาหารไม่เท่ากัน
      ลูกปลาเล็กขนาดไม่เกิน  2  นิ้ว อายุไม่เกิน  2  เดือน มีความต้องการโปรตีนประมาณ 60%-80% เพื่อการเจริญเติบโต
      ปลาวัยรุ่นขนาดไม่เกิน  3  นิ้ว อายุระหว่าง  2-4  เดือน มีความต้องการโปรตีน ประมาณ40%-60% เพื่อให้เกิดความสมบูรณ์ทางเพศ
      ปลาโตเต็มวัยขนาด  3  นิ้วขึ้นไป อายุ  4  เดือนขึ้นไป มีความต้องการโปรตีน ประมาณ 30%-40%
      2.การให้อาหารปลาทองควรให้วันละ 3-5% ของน้ำหนักปลา เช่นปลาที่เลี้ยงไว้ทั้งหมด น้ำหนัก  500 กรัม ควรให้อาหารเม็ดวันละ  15-25  กรัม (ปลาทอง ขนาดความยาว  12.5 ซม. จะมีน้ำหนักเฉลี่ยอยู่ที่  100  กรัม)
      3.แบ่งมื้ออาหารในการให้ออกเป็นหลายมื้อ ถ้าไม่มีเวลาอย่างน้อยๆก็ควรให้วันละ 2 มื้อ
      4.ปริมาณอาหารที่ให้ในแต่ละมื้อไม่ควรให้มากเกินไป ปลาควรกินให้หมดภายใน  15  นาที
      5.ควรให้อาหารปริมาณน้อยแต่บ่อยครั้ง
      6.ปลาไม่ยอมกินอาหารที่ไม่เคยกินมาก่อนจึง ต้องมีการฝึกให้กินอาหารนั้นก่อน
      7.การเลือกชนิดอาหารและปริมาณในการให้อาหาร ต้องคำนึงถึงระบบการจัดการน้ำในการเลี้ยง
      8.ก่อนนำอาหารที่มีชีวิตมาให้ปลากินควรล้างทำความสะอาดให้ดีเสียก่อน

ย่อโดย...นางฉวีวรรณ  หนูนุ่น
   
อ้างอิง :  Fancy Fish Vol8/No.89 ประจำเดือนมีนาคม 2551 หน้า 97-100

ภาพจาก : http://www.lovebettafish.com

               http://beamgoldfish.blogspot.com

               https://th.wikipedia.org