ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

อุทยานแห่งชาติเขาชะเมา อยู่ในเขตท้องที่ตำบลทุ่งควายกิน กิ่งอำเภอเขาชะเมา ประกอบด้วยเขาชะเมาซึ่งมียอดสูงสุดเหนือระดับน้ำทะเล 1035 เมตร เขาชะเมาเป็นต้นกำเนิดของน้ำตกเขาชะเมา อันเป็นหัวใจสำคัญของอุทยานแห่งชาติ “ น้ำตกเขาชะเมา ” “ น้ำตกเขาชะเมา ” นี้ ชาวบ้านในย่านตำบลทุ่งควายกินนั้น มักเรียกว่า “ น้ำตกใส ” ธารน้ำใสสะอาด น้ำตกชั้นแรกเรียกว่า “ วังหนึ่ง ” หรือ “ วังหินพัง ” 

น้ำตกชั้นที่ 2 มีชื่อเสียงเลื่องลือมาก นามว่า “ วังมัจฉา ” หรือบ้างก็เรียก “ วังปลาพลวง ” ด้วยมีลักษณะเป็นวังน้ำลึกขนาดใหญ่และมีลานหินกว้างขวางให้นั่งเล่นชมน้ำตกและอาณาบริเวณนี้ได้เป็นอย่างดี เฉพาะอย่างยิ่งในวังน้ำตกแห่งนี้มีปลาพลวงใหญ่น้อยอาศัยอยู่ชุมมาก

ถ้าผู้อ่านท่านใดสนใจหรืออยากจะทราบว่าปลาพลวงมีลักษณะเช่นไรสวยงามมากน้อยแค่ไหนขอเชิญแวะชมได้ที่อุทยานแห่งชาติเขาชะมวงนี่แหละค่ะ ได้เพลิดเพลินทั้งธรรมชาติที่สดใสแถมยังได้ดูปลาที่สวยงามอีกด้วย แล้วปลาพลวงหน้าตาเป็นอย่างไรหลายท่านคงไม่เคยได้เห็น มาทำความรู้จักกับปลาพลวงกันเลยดีกว่าค่ะ

ปลาพลวง ( Mahseer Barb) เป็นชื่อปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Neolissocheilus stracheyi อยู่ในวงศ์ปลาตะเพียน (Cyprinidae) วงศ์ย่อย Cyprininae - Cyprinini จัดเป็นปลาในวงศ์ปลาตะเพียนที่มีขนาดใหญ่ ลำตัวยาว ด้านข้างแบน มีเกล็ดขนาดใหญ่ หัวเล็ก มีหนวด 2 คู่ อยู่ปากบนและมุมปาก ครีบหางเว้าเป็นแฉกลึก กระโดงหลังค่อนข้างสูงมีก้านแข็ง 1 อัน ครีบหูมีขนาดเล็ก ครีบท้องและครีบก้นมีขนาดใกล้เคียงกัน ลำตัวมีสีน้ำตาล ปนเขียว สีของปลาชนิดนี้ขึ้นอยู่กับสิ่งแวดล้อม บางแหล่งอาจจะมีสีน้ำตาลปนดำเข้ม มีแถบสีคล้ำพาดกลางลำตัวตามยาวไปใกล้โคนหาง ด้านท้องสีจาง ขนาดโดยประมาณ 60 เซนติเมตรพบใหญ่สุดถึง 1.5 เมตร

ลักษณะของสีข้างลำตัว ประกอบด้วยแถบสีจำนวน 4 สี (เมื่อนับล่างส่วนท้องขึ้นมาด้านหลังปลา) 

แถบที่ 1  ในส่วนท้องเกล็ดจะเป็นสีขาวทอดยาวจากมุมปากด้านล่างไปถึงโคนห่าง  

แถบที่  2  ในส่วนที่ถัดมาเป็นแถบสีดำพาดยาวตั้งแต่ด้านหลังตาไล่ตามเส้นข้างตัวถึงโคนห่าง

แถบที่  3   ในส่วนที่ถัดขึ้นมาเหนือเส้นข้างลำตัวเป็นแถบสีเหลืองปนสีเขียวอ่อนๆ โดยเริ่มปรากฏสีตั้งแต่ด้านหลังตาถึงโคนห่าง

แถบที่  4   แถบสุดท้ายเป็นสีเขียวปนเหลืองอ่อนๆ เริ่มตั้งแต่ส่วนหัวเหนือปากด้านบน ถึงโคนห่าง    แต่อย่างไรก็ตามการปรากฏของสีข้างลำตัวของปลาพลวงหิน ขึ้นกับปัจจัยต่างๆ ดังนี้

อาศัยอยู่เป็นฝูงใหญ่นับ 100 ตัวขึ้นไป ตามแม่น้ำขนาดใหญ่ที่มีน้ำใสสะอาด เช่น บริเวณแหล่งน้ำเชิงภูเขา หรือตามลำธารน้ำตกต่าง ๆ ทั่วประเทศ

การเลี้ยงปลาพลวง นิยมเลี้ยงในที่ราบสูง  บ่อปลาที่สร้างบนที่สูงแล้วประสบความสำเร็จในเรื่องการเลี้ยงปลาได้ดี คือ บ่อดินขนาดเล็ก มีปริมาตรของบ่อโดยประมาณ 20 ลูกบาศก์เมตร และ ปริมาตรน้ำ ไม่เกิน 15 ลูกบาศก์เมตร ระดับของความลึกของน้ำไม่เกิน 1 เมตร  ระบบน้ำที่ใช้เลี้ยงปลาเป็นน้ำประปาภูเขา ซึ่งไหลผ่านบ่อเลี้ยงตลอดเวลา  ลักษณะของเนื้อดินในช่วงปีแรกยังไม่สามารถเก็บน้ำได้ เมื่อเวลาผ่านไป 1 ปี บ่อเริ่มเก็บน้ำได้ดี แต่อย่างไรก็ตามเกษตรกรที่ปล่อยปลาเลี้ยง ที่ความหนาแน่นมากกว่า 100  ตัวต่อตารางเมตร  ควรใช้ระบบน้ำแบบไหลผ่านตลอดเวลา เพื่อการรักษาปริมาณออกซิเจนให้สูงกว่า 5 มิลลิกรัมต่อลิตร และกำจัดของเสียออกจากบ่อปลา

ปัจจุบันนี้ปลาพลวง นิยมนำมาเลี้ยงเป็นปลาสวยงามได้ดีอีกด้วย โดยการเลี้ยงในตู้ปลาที่มีน้ำสะอาดและคุณภาพที่ดีอยู่ตลอดเพราะปลาชนิดนี้ชอบน้ำสะอาดและน้ำไหลตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

อาหาร ได้แก่ เมล็ดพืชต่าง ๆ แต่ถ้าเลี้ยงเป็นปลาสวยงามสามารถฝึกให้กินอาหารเม็ดได้

เมื่อรู้จักกับปลาพลวงแล้ว แค่ดูแต่ในภาพแค่อ่านแต่ในตำราแน่นอนค่ะ คงสู้ของจริงไม่ได้อย่างแน่นอน ขอย้ำอีกครั้งนะค่ะ อุทยานแห่งชาติเขาชะมวงกับปลาพลวงที่สวยงาม หากได้ชมแล้วไม่ผิดหวังอย่างแน่นอน แต่อย่าลืมนะค่ะ ท่องเที่ยวธรรมชาติอย่างสนุก ต้องมีจิตสำนึกที่ดีด้วย เรารักและเข้าใจธรรมชาติแล้วธรรมชาติก็จะรักเราเช่นกัน

เรียบเรียงโดย....ฉวีวรรณ หนูนุ่น

เอกสารอ้างอิง

หนังสือปลาน้ำจืดไทย โดย ดร.ชวลิต วิทยานนท์ (พ.ศ. 2547) ISBN 974-472-655-5      

http://gotoknow.org/blog/herbland/330809

http://www.dnp.go.th/MainNation/nationpark/_private/c8_1.htm

http://www.paknam.ac.th/thaworn/tour.htm