ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ปลาม้า โดย ฉวีวรรณ  หนูนุ่นปลานิล ปลาดุก ปลาช่อน  เชื่อว่าปลาที่กล่าวมานี้ทุกท่านรู้จักมักคุ้นกันเป็นอย่างดี แต่ก็ยังคงมีปลาบางชนิด ที่รสชาติความอร่อยและมีความสำคัญ ด้านเศรษฐกิจไม่แพ้ปลาที่กล่าวมา แต่ก็ยังมีอีกหลายท่าน ที่ไม่รู้จักปลาชนิดนี้  “ปลาม้า” ใช่ค่ะปลาม้า รูปร่างหน้าตาจะเป็นอย่างไร แล้วทำไมถึงเรียกว่า ปลาม้า บทความฉบับนี้มีคำตอบค่ะ    

ปลาม้า ชื่อสามัญ Sodier croaker ปลาน้ำจืดชื่อ วิทยาศาสตร์ว่า Boesemania  microlepis (Bleeker, 1858) ในวงศ์ปลาจวด (Sciaenidae) มีชื่อท้องถิ่นว่า  ปลากวาง  มีรูปร่างเพรียวเล็กไปทางด้านท้ายลำตัว หัวค่อนข้างเล็ก หน้าผากเว้าลึก ตาอยู่สูงไปทางด้านบนของหัว ปากกว้างอยู่ด้านล่างของจะงอยปาก ใต้คางมีรูเล็ก ๆ 5 รู ครีบหลังยาวตลอดส่วนหลัง ตอนหน้าเป็นก้านแข็ง ตอนท้ายเป็นก้านอ่อน โคนหางเรียวเล็ก ครีบก้นมีก้านแข็งอันใหญ่หนา ครีบอกยาว ครีบท้องมีปลายเป็นเส้นยาวเช่นเดียวกับครีบหาง เกล็ดมีความเล็กมาก ลำตัวสีเทาอ่อนอ่อนเหลือบเงิน ด้านหลังมีสีคล้ำ ด้านข้างลำตัวมีแถบสีคล้ำจาง ๆ เป็นแนวเฉียงหลายแถบ ด้านท้องสีจาง ครีบใส จัดเป็นสิ่งมีชีวิตเพียงชนิดเดียวเท่านั้นที่อยู่ในสกุล Boesemania มีความยาวประมาณ 25–30 เซนติเมตร พบใหญ่สุดถึง 1 เมตร อาศัยอยู่ในแม่น้ำขนาดใหญ่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และพบในแหล่งน้ำนิ่งบ้าง บ่อปลา หรือบ่อกุ้งที่อยู่ใกล้ทะเล พบมากในแม่น้ำตอนล่าง แต่ก็พบในแหล่งน้ำที่ไกลจากปากแม่น้ำมากเช่นกัน พบในภาคกลาง ภาคเหนือ และในแม่น้ำโขงในภาคอีสานของไทย โดยพบสูงสุดถึงที่จังหวัดเลย] ชื่อปลาม้ามาจากการที่มีครีบหลังยาวเหมือนแผงคอของม้าขณะที่ชื่อในภาษาอีสานเรียกว่า "ปลากวง"

พฤติกรรมมักกบดานอยู่นิ่งใต้พื้นน้ำ เมื่อว่ายน้ำจะเชื่องช้า แต่จะรวดเร็วมากเวลาไล่จับเหยื่อ ในธรรมชาติชอบอาศัยในเขตน้ำลึก กินอาหารจำพวกสัตว์น้ำขนาดเล็กกว่า

ปลาม้าเป็นปลาที่มีชื่อเสียงมากของจังหวัดสุพรรณบุรี จนถึงมีอำเภอชื่อ อำเภอบางปลาม้า เพราะความที่ในอดีตเคยชุกชุม เนื่องจากเป็นปลาที่มีรสชาติอร่อย เป็นที่นิยมมาก มีราคาขายที่สูง ถึงกิโลกรัมละ 250 บาท  นับเป็นปลาเศรษฐกิจที่มีอนาคตสดใสที่ปัจจุบันกลายเป็นปลาหายากมากขึ้นเรื่อยๆ และเคยพบมากในบึงบอระเพ็ด แต่สถานภาพในปัจจุบันลดลงมาก อันเนื่องจากสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนไป และการจับในปริมาณที่มาก

ปัจจุบัน กรมประมงสามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้ว ด้วยการฟักไข่ที่ได้จากพ่อแม่ปลาที่เลี้ยงรวมกันในบ่อเลี้ยง และนำลูกปลาที่ได้หลังจากเลี้ยงดูจนโตได้ที่แล้วไปปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ปลาม้ามีฤดูผสมพันธุ์ตลอดปี โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงฤดูหนาวในช่วงต้นปี สามารถส่งเสียงร้องได้ดังระงมเหมือนอึ่งอ่าง เพื่อดึงดูดปลาตัวเมียให้มาผสมพันธุ์ มักจะร้องในช่วงกลางคืนเริ่มตั้งแต่พลบค่ำ กระเพาะของปลาม้า ขึ้นชื่อมากในการทำกระเพาะปลา เพราะมีกระเพาะขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถพองลมทำให้เกิดเสียงได้ นอกจากนี้แล้วกระเพาะปลาม้ายังใช้ทำเป็นยางในของรถจักรยานและทำกาวในอดีตอีกด้วย แต่ปลาม้าเป็นปลาที่ตายง่ายมากเมื่อจับพ้นจากน้ำ

การเพาะเลี้ยงพ่อแม่ปลาม้าจากแหล่งน้ำธรรมชาติให้ออกไข่ตลอดทั้งปีนั้น ต้องมีระบบเพาะเลี้ยงที่ดี ระบบบำบัดน้ำที่เหมาะสมกับขนาดบ่อเลี้ยง สำหรับขนาดบ่อเพาะขยายพันธุ์ จะเป็นบ่อคอนกรีต กว้าง 5 เมตร ยาว 10 เมตร และสูง 1 เมตร มีการควบคุมระดับน้ำสูง 70 ซม. มีการควบคุมอัตราการไหลเวียนของน้ำ 200-300 ลิตร/นาที กำหนดค่าพีเอชอยู่ระหว่าง 7-8 และค่าออกซิเจนต้องมากกว่า 3 มก./ล. สำหรับบ่ออนุบาลปลาม้า จะใช้บ่อคอนกรีตทรงกลมขนาดความจุ 7 ตัน โดยในช่วง 1 เดือนแรกจะถ่ายน้ำวันเว้นวันเนื่องจากใช้น้ำจากบ่อดิน ซึ่งมีแพลงก์ตอนและธาตุอาหารที่ลูกปลาต้องการ แต่หลังจากย้ายบ่อและปรับมาเลี้ยงในน้ำใส จะเปลี่ยนน้ำทุกวัน อายุ 3 วันแรก เริ่มให้อาร์ทีเมียวัยอ่อน วันละ 5 มื้อ // อายุ 15 วัน ให้ไรแดง // อายุ 25 วัน ให้ไรแดงและอาร์ทีเมียใหญ่ // อายุ 30 วัน ให้อาร์ทีเมียใหญ่ // อายุ 40 วัน ให้อาร์ทีเมียใหญ่และเนื้อปลาทูสับ // อายุ 50 วัน ให้เนื้อปลาทูสับ // อายุ 90 วัน ให้เนื้อปลาทูสับและอาหารเม็ด และอายุ 150 วัน ให้ปลาทูเป็นชิ้นและอาหารเม็ด

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราว โดยสังเขปของปลาม้าค่ะ  เหตุผลที่ตั้งใจนำปลาม้ามาแนะนำให้ได้รู้จักกันก็เพราะว่าปลาชนิดนี้ไม่ค่อยได้พบเห็นตามที่ต่างๆมากนัก เพราะเป็นปลาที่หายาก ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติ บางพื้นที่สูญพันธุ์ไปแล้วก็มี แต่ยังถือเป็นความโชคดีที่กรมประมงของเราสามารถเพาะพันธุ์ปลาชนิดนี้ได้เป็นผลสำเร็จตามที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น แต่ขอฝากไว้สักหน่อยค่ะ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำไม่ว่าชนิดไหนถึงแม้จะสำเร็จด้วยดีแต่ก็สู้ความสำเร็จที่เกิดจากจิตใจของพวกเราทุกคนไม่ได้โดยเฉพาะการมีจิตสำนึกที่ดีต่อการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ นั้นเอง

https://th.wikipedia.org/wiki
http://www.matichon.co.th/news/109197
จุลสารข่ากรมประมง ร้อยข่าวชาวประมง ปีที่ 4 ฉบับที่ 17 เดือนธันวาคม 2558 – มกราคม 2559

5 ม.ค. 60