อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ถ้าใครบอกว่าเกิดเป็นคนไทยนี้โชคร้ายหรือไม่รักประเทศไทย ขอค้านหัวชนฝาเลย (ฝากระดานนะค่ะ จะได้ไม่เจ็บมาก555) เราโชคดีที่สุดในโลกต่างหากที่ได้เกิดเป็นคนไทย ซึ่งสอดคล้องกับเมื่อสมัยเด็กๆ ปู ย่า ตา ยาย มักจะสอนเราอยู่เสมอว่า เราต้องรักประเทศไทยของเรา ตอบแทนบุญคุณประเทศ ตราบใดที่ชีวิตของเรามีลมหายใจ ทั่วทุกผืนแผ่นดินไทย เราไม่มีวันอดตาย ถ้าเรามีสติ มีความขยัน และที่สำคัญต้องมีคุณธรรมอยู่ในใจเสมอ พืชพรรณธัญญาหาร

เรามีมากมายหลากหลายชนิด คิดจะปลูกผักก็ได้กินผัก คิดจะเลี้ยงสัตว์ก็ได้กินเนื้อ กินไข่ หรือหาตามธรรมชาติ โดยไม่ได้ปลูก ไม่ต้องเลี้ยงก็มีเยอะแยะมากมายให้เราได้เลือก ยิ่งได้เศรษฐกิจที่เป็นเช่นนี้ การเลี้ยงสัตว์ การปลูกผักกินเอง น่าจะตอบโจทย์ได้ดี อีกทั้งยังปลอดภัย มีประโยชน์อีกต่างหาก ยิ่งถ้าต้องการดูแลสุขภาพเป็นพิเศษ ก็ยังมีพืชพรรณบางชนิด ที่มีคุณลักษณะพิเศษในการดูแลสุขภาพของเรา เออ! มันก็จริงตามที่ ปู่ ยา ตา ยาย สอนเรา เกิดเป็นคนไทยถือว่าโชคดีที่สุดแล้ว

 

บทความฉบับนี้ ไหนๆ ก็ได้คุยถึงเรื่อง พืชพรรณธัญญาหารกันแล้วในข้างต้น ขอนำเสนอเรื่องสาหร่ายผักกาดทะเลนะค่ะ ซึ่งเป็นพืชที่มีคุณประโยชน์มากมาย มีประโยชน์ด้านไหนบ้าง ต้องอ่านบทความเรื่องนี้กันคะ

          หากจะพูดถึงเรื่องผัก หลายๆ คนคงจะเมินหน้า เพราะไม่ค่อยจะชอบผัก ซึ่งหากใครที่ยังมีพฤติกรรมรังเกียจผัก อยากให้ลองอ่านบทความฉบับนี้นะคะ ที่จะทำให้รู้ว่า ผักนั้นดีมีคุณค่ามหาศาลขนาดไหน  และผักที่นำมาฝากให้อ่าน ก็คือ  สาหร่ายผักกาดทะเล (Sea Lettuce)

          สาหร่ายทะเลจัดเป็นพืชชั้นต่ำที่สามารถสังเคราะห์แสงเองได้เช่นเดียวกับพืชบกทั่ว ๆ ไป สาหร่ายผักกาดทะเล  แม้จะอยู่ในน้ำ แต่ก็สังเคราะห์แสงได้ และถูกจัดให้อยู่ในประเภทสาหร่ายสีเขียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ulva lactuca ชื่อสามัญคือ Sea Lettuce สาเหตุที่นิยมเรียกกันว่าสาหร่ายผักกาดทะเล เพราะมีลักษณะของทัลลัส (thallus) บางและแผ่กว้าง มีใบหยักคล้ายใบผักกาด ไม่มีราก ลำต้น และใบที่แท้จริง มีความหนาของเซลล์เพียง 2 ชั้น แผ่เป็นแผ่นเกาะกับพื้นก้อนหิน และเปลือกหอยโดยใช้ไรซอยด์ (Rhizoid)

          บริเวณที่พบสาหร่ายผักกาดทะเลมักขึ้นตามฤดูกาลและพบในบริเวณน้ำลงต่ำสุด นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าพบสาหร่ายผักกาดทะเลขึ้นตามชายฝั่งทะเลของจังหวัดภูเก็ตโดยเฉพาะในพื้นที่แหล่งหญ้าทะเล มักพบสาหร่ายปะปนอยู่ในแนวหญ้าทะเลหรือหลุดลอยตามผิวน้ำเคลือบทับบนหญ้าทะเล นอกจากนี้ที่สถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตราด ได้มีการทดลองเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเล มาใช้ในการเพาะเลี้ยงปลากะรังจุดฟ้าและพ่อแม่พันธ์หอยหวาน เพื่อเป็นอาหารและบำบัดให้น้ำมีคุณภาพดีด้วยคะ

          การเจริญเติบโตของสาหร่ายผักกาดทะเลมีการเจริญเติบโตได้อย่างรวดเร้วโดยการแบ่งเซลล์ทั้งในแนวกว้างและแนวยาว ซึ่งจะมีการแผ่ออกเป็นแผ่นและมีรอยจีบอยู่ตรงขอบ  เป็นการเพิ่มพื้นที่ในการขยายการเจริญของเซลล์ พื้นที่ผิวของสาหร่ายที่แผ่กว้างนั้น ทำให้สามารถดูดซับธาตุอาหารได้มาก จึงเหมาะแก่การนำมาปรับปรุงคุรภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ดังที่ได้กล่าวข้างต้น

          สาหร่ายทะเลมีคุณสมบัติทั่วไป เช่นเดียวกับพืชบกที่มีโปรตีนและไขมันไม่มากนัก มีแคลเซียมต่ำ แต่กลับมีกากใยอาหารสูง คุณค่าทางอาหารที่แตกต่างจากพืชบก คือสาหร่ายทะเล จะมีปริมาณวิตามินและเกลือแร่สูง เช่น วิตามิน  A  B  C  D  E และ K แร่ธาตุแมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี  ทองแดง  เหล็ก ไอโอดีน เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นพวกที่ร่างกายมนุษย์ต้องการแทบทั้งสิ้น และการที่สาหร่ายผักกาดทะเลมีกากใยสูงถึง 33-37% ของน้ำหนักแห้ง ส่งผลให้การขับถ่ายสะดวก ป้องกันท้องผูก และการเกิดริดสีดวงทวาร ได้เป็นอย่างดี  ตัวอย่างเมนูจากธรรมชาติที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ เช่น สาหร่ายเทมปุระ สลัดสาหร่าย สาหร่ายชุบแป้งทอด  นอกจากจะเป็นอาหารมนุษย์แล้ว สาหร่ายผักกาดทะเลยังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของพวกแอมฟิพอด หอย ลิ่นทะเล หอยขมทะเล และ หอยเม่น

          สาหร่ายผักกาดทะเล เป็นอาหารสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับผู้ที่ชอบรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราแล้ว ในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังสามารถนำสาหร่ายไปเป็นตัวช่วยในการปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยสาหร่ายเป็นตัวดึงพวกสารประกอบอนินทรีย์ เช่น แอมโมเนีย ไนเตรท ฯลฯ มาใช้ในกระบวนการเมตาบอลิซึมต่าง ๆ และที่สำคัญออกซิเจนที่เราใช้หายใจกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสาหร่ายพวกนี้อีกด้วย สาหร่ายทะเลจึงสามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง

          การใช้สาหร่ายผักกาดทะเล บำบัดน้ำเสียในฟาร์มของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตราด พบว่าสาหร่ายชนิดนี้สามารถดูดซับแอมโมเนียจากน้ำทิ้งทางการเกษตรนอกจากนี้ยังดึงสารประกอบไนโตรเจนจากน้ำทิ้งมาเป็นปุ๋ย ทำให้คุณภาพของน้ำดีขึ้นช่วยให้ผู้ประกอบการลดปริมาณการเปลี่ยนถ่ายน้ำ

วิธีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลทางสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตราดได้ ทดลองเลี้ยง 2 วิธีคือ 

            1.เลี้ยงร่วมกับพ่อแม่พันธุ์ปลากะรังจุดฟ้า ซึ่งมีขนาดของบ่อ 160 ตารางเมตร ความลึกของน้ำ 120 เซนติเมตรมีการใช้อากาศแบบที่ใช้อยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วไปใส่พันธุ์สาหร่ายลงในกระชังซึ่งทำจากท่อพีวีซีและตาข่ายพลาสติกสีเขียว ขนาด 50x80x30 เซนติเมตร ใส่พันธุ์สาหร่าย 200 กรัมต่อ 1 กระชัง หลังจากเก็บเกี่ยวพบว่าผลผลิตสาหร่ายเพิ่มจาก 200 กรัม เป็น 600-700 กรัมต่อกระชัง 
            2.เลี้ยงร่วมกับบ่อพ่อ-แม่พันธุ์หอยหวานซึ่งรองพื้นบ่อด้วยผ้าพลาสติกขนาดของบ่อ 4x7 ตารางเมตร ความลึกของน้ำ 30 เซนติเมตร ภายในโรงเรือนมีหลังคามุงด้วยพลาสติก (การเลี้ยงหอยหวานเป็นแบบระบบปิดหมุนเวียนน้ำภายในบ่อผ่านเครื่องจับโปรตีน) หว่านพันธุ์สาหร่ายลงไป 8 กิโลกรัมต่อบ่อ หลังจากเลี้ยงไปได้นาน 1 เดือน เก็บผลผลิตสาหร่ายได้ถึง 60 กิโลกรัมต่อบ่อ

         อย่างไรก็ดีเนื่องจากสาหร่ายผักกาดทะเลมักพบในบริเวณน้ำกร่อยและน้ำเค็มเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายชนิดนี้ความเค็มจึงเป็นปัจจัยสำคัญ คือ หากเราให้ความเค็มของน้ำไม่เหมาะสม สาหร่ายก็จะไม่เจริญเติบโตและจากการวิจัยของคุณสุวรรณา  วรสิงห์ถึงผลของความเค็มที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายผักกาดทะเลอยู่ที่  25 ppt และผลผลิตจะมากขึ้น เมื่อเลี้ยงในระยะที่นานขึ้น

         สาหร่ายผักกาดทะเลสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ(Bioindicators)ในแหล่งน้ำธรรมชาติได้ กล่าวคือหากมีสาหร่ายชนิดนี้มากในแหล่งน้ำแสดงว่าในแหล่งน้ำดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ของสารอาหารมากเช่นพวกไนโตรเจนและฟอสเฟตในทางกลับกันหากสาหร่ายลดจำนวนลงก็จะบ่งชี้ได้ว่าแหล่งน้ำกำลังประสบปัญหาการปนเปื้อนจนทำให้สาหร่ายผักกาดทะเลไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ ตัวการที่ทำให้ปริมาณสาหร่ายผักกาดทะเลลดลงส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะมนุษย์เรานั่นแหละที่สร้างมลภาวะทำให้แหล่งน้ำมีการปนเปื้อนของโลหะหนักเช่นตะกั่วสังกะสีแคดเมียมทองแดงและเหล็กนอกจากนี้ก็เป็นผลมาจากน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม การชะล้างสารเคมีจากภาคเกษตรจำพวกยาฆ่าแมลง และสารกำจัดศัตรูพืช ตลอดจนคราบน้ำมันจากเรือประมง

         สาหร่ายผักกาดทะเลนั้นดี มีคุณค่ามากมายจริง ๆ เพราะจะใช้กินก็ได้ ใช้บำบัดน้ำก็ดี ที่สำคัญสาหร่ายผักกาดทะเลนั้นถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่หาได้ไม่ยากในบ้านเรา เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้หากทางภาครัฐและเอกชนได้มีการวิจัยการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายชนิดนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพ การนำไปบริโภค การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออก หรือแม้กระทั่งนำมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียภายในฟาร์ม ท่านผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุดอย่างแน่นอน

เรียบเรียงโดย..ฉวีวรรณ  หนูนุ่น

ข้อมูลจาก

http://www.coastalaqua.com

https://th.wikipedia.org/wiki

http://www.matichon.co.th/news/109197

จุลสารข่าวกรมประมง ร้อยข่าวชาวประมง ปีที่ 4 ฉบับที่ 17 เดือนธันวาคม 2558 – มกราคม 2559

นวรัตน์ เหล่าชวลิตกุล. 2544.สาหร่ายที่รับประธานได้.สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย.ปทุมธานี

สุวรรณา วรสิงห์.2551.ผลของความเค็มที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายผักกาดทะเล .  

      ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี