อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

การเพาะเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในปัจจุบัน กำลังประสบกับปัญหาในเรื่องของลูกพันธุ์กุ้งที่แข็งแรงและปลอดโรค เนื่องจากตั้งแต่ปี 2546 ที่มีการระบาดของเชื้อไวรัสในกุ้งก้ามกรามครั้งใหญ่ และเกิดความสูญเสียอย่างมหาศาล นับตั้งแต่ต้นมาก็เกิดการแพร่กระจายของเชื้อขยายเป็นวงกว้างทำให้เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งต้องประสบปัญหาขาดทุนและความสูญเสีย

ภาพจาก https://www.constructionasia.wordpress.com

 

   ไวรัส เป็นอนุภาคของสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กสุด มีขนาดเล็กกว่าแบคทีเรียมาก ไม่สามารถมองด้วยกล้องจุลทรรศน์ธรรมดา ไวรัสไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่อย่างอิสระในน้ำและในอากาศได้ แต่ต้องอาศัยอยู่ในสิ่งมีชีวิตชนิดอื่น การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสไม่สามารถกระทำได้ ดังนั้นการป้องกันจึงเป็นวิธีการที่ดีที่สุด
   ดร.เต็มดวง  สมศิริ แห่งสถาบันวิจัยสุขภาพสัตว์น้ำ กรมประมง กล่าวว่า “เชื้อไวรัสที่พบการระบาดในกุ้งก้ามกรามคือ MrNV และ XSV ซึ่งในช่วงแรกเข้าใจว่าเกิดการก่อตัวของเชื้อทั้งสองชนิดในกุ้งกราม แต่จากการศึกษาวิจัยพบว่าเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดความเสียหายกับลูกกุ้งก้ามกรามส่วนมากคือ เชื้อไวรัส  MrNV เพียงชนิดเดียว ซึ่งจะแสดงอาการในลูกกุ้งก้ามกรามที่มีอายุตั้งแต่ 10 วันขึ้นไป โดยลูกกุ้งที่ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้จะมีอาการอ่อนแอ ไม่กินอาหาร พฤติกรรมต่างๆรวมถึงการว่ายน้ำช้าลง”และมีอัตราการตายสูงมาก นอกจากนี้ยังพบว่า มีความสัมพันธ์กับการติดเชื้อไวรัสที่มีสารพันธุกรรมชนิดอาร์เอ็นเอ อนุภาครูปหกเหลี่ยม สองขนาดคือ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 27 และ 15 นาโนเมตร ในครอบครัว Nodaviridae ชื่อ Macrobrachium rosenbergii noda virus(MrNV)และ Extra small virus (XSV) โดยเชื้อไวรัสสองชนิดนี้มีการเจริญเติบโตและเพิ่มจำนวนใน Cytoplasm (ของเหลวภายในเซลที่อยู่รอบนิวเคลียส มีสารอินทรีย์พวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต และไขมันเป็นองค์ประกอบที่สำคัญ) ของเซลล์ตามอวัยวะต่างๆ เกือบทุกส่วนของลูกกุ้ง ทำให้เกิดการตายของกล้ามเนื้อทั้งบริเวณส่วนท้อง ส่วนหัว อก และระยางค์ รวมทั้งเนื้อเยื่อเกี่ยวพันบริเวณตับอ่อน
   ปัจจัยที่ก่อให้เกิดการติดเชื้อ  ส่วนใหญ่เกิดจากการติดเชื้อจากพ่อแม่พันธ์กุ้งก้ามกรามเป็นพาหะ(Carier) ที่ใช้ในการเพาะพันธุ์สู่ลูกกุ้งที่มีภูมิต้านทานโรคต่ำ ซึ่งในปัจจุบันยังประสบปัญหาในเรื่องของการรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ที่ปลอดเชื้อจากฟาร์มต่างๆ และแหล่งน้ำธรรมชาติ มาทำการเพาะพันธุ์ จึงต้องมีการผลิตพ่อแม่พันธุ์ปลอดโรคสำหรับผลิตลูกกุ้งปลอดเชื้อรวมถึงจำหน่ายให้กับเกษตรกร
   ลักษณะอาการ ลูกกุ้งก้ามกรามที่ติดเชื้อ MrNV และ XSV ส่วนใหญ่เริ่มแสดงอาการเมื่ออายุ 10 วันขึ้นไป โดยจะกินอาหารลดลง สีซีด อ่อนแอ อาจมีหรือไม่มีกล้ามเนื้อขาวขุ่นทั้งตัวหรือบางส่วน เช่น บริเวณหลังหรือปลายหาง และมีอัตราการตายสูงประมาณ 50-90% ในช่วงเวลา 2-3 วัน และบางส่วนจะมีรยางค์ขาดกร่อน
   การติดต่อ เชื้อไวรัสกลุ่มนี้สามารถติดต่อทั้งโดยการสัมผัสผ่านทางน้ำ การใช้อุปกรณ์ต่างๆ ร่วมกัน การกินอาหารที่มีเชื้อไวรัสแฝงอยู่ และจากพ่อแม่พันธุ์ที่เป็นพาหะสู่ลูกกุ้ง ถึงแม้พ่อแม่พันธุ์ที่ติดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้มักไม่แสดงอาการของโรค แต่สามารถเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสถ่ายทอดไปสู่ลูกกุ้งได้
   การป้องกันและรักษา
   เนื่องจากเชื้อ MrNV และ XSV มีการเจริญเติบโตและเพิ่มและเพิ่มจำนวนใน Cytoplasm ของเซลล์ การใช้สารเคมีหรือยารักษาจึงมีผลกระทบต่อเซลล์ ดังนั้นการป้องกันน่าจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด ซึ่งโรคนี้สามารถป้องกันได้โดย
1.   ควรคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์กุ้งก้ามกรามที่ปลอดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดในการเพาะพันธุ์ลูกกุ้ง
2.   ไม่ควรนำกุ้งที่มีประวัติการติดเชื้อไวรัส หรือยังไม่แน่ใจว่ามีการติดเชื้อไวรัสไปเลี้ยงรวมกับกุ้งบ่ออื่น
3.   ควรมีบ่อพักน้ำและฆ่าเชื้อน้ำก่อนใช้
4.   หลีกเลี่ยงการใช้อุปกรณ์ต่างๆ ร่วมกันระหว่างบ่อ และควรทำความสะอาดด้วยการฆ่าเชื้อทุกครั้งหลังการใช้งาน
5.   การอนุบาลลูกกุ้ง ควรระมัดระวังไม่ให้ลูกกุ้งเครียด โดยหลีกเลี่ยงสาเหตุความเครียดที่เกิดจากเชื้อโรคอื่นๆ คุณภาพน้ำ อาหาร และการปล่อยลูกกุ้งที่อัตราหนาแน่น
6.   ซากกุ้งที่ตายเนื่องจากเชื้อไวรัส ให้ทำลายโดยการใส่ยาฆ่าเชื้อลงในบ่อที่มีกุ้งตาย
7.   น้ำทิ้งควรมีการฆ่าเชื้อก่อนปล่อยลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะด้วยแคลเซียมไฮโปคลอไรด์ (ปริมาณคลอรีน 60%) 50 กรัม โอโซน และแสงอัลตราไวโอเลต ต่อน้ำ 1,000 ลิตร เป็นระยะเวลาอย่างน้อย 3 ชั่วโมง

สำหรับเกษตรกรที่ทำการเลี้ยงกุ้งก้ามกรามในบ่อดิน หากอยู่บริเวณที่เคยมีการระบาดของเชื้อ ควรมีการทำความสะอาดบ่อและฆ่าเชื้อก่อนนำกุ้งมาเลี้ยง รวมถึงการใช้ลูกกุ้งก้ามกรามจากฟาร์มที่สะอาด ได้มาตรฐาน และมั่นใจได้ว่าปลอดเชื้อไวรัสทั้งสองชนิดนี้ สิ่งสำคัญคือ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมและการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ

 

 

เรียบเรียงโดย...............ฉวีวรรณ  หนูนุ่น

 


อ้างอิง

สุปรีชา  กลิ่นพูน.(2551).ไขปัญหา...ไวรัสในกุ้งก้ามกราม.AQUABIZ  Vol 2 issue15 November 2008.
http://www.fisheries.go.th/webboard4/print.asp?qNo=1550&page=1
http://www.kasetcity.com/Agtoday/Agtodaylist.asp?GID=1783
http://www.nicaonline.com/article/site/view-articleasp?idarticle=165