อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ใน ภาวะเศรษฐกิจแบบนี้การเพาะเลี้ยงไข่น้ำ หรือผำ ก็เป็นอีกอาชีพหนึ่ง ที่สามารถนำมาทำเป็นอาชีพเสริมได้ ผำเป็นพืชที่เล็กที่สุดในโลก เป็นพืชที่หาดูยากเพราะไม่ค่อยจะมี และมีชื่อ เรียกอีกหลายอย่างคือ ไข่น้ำ (ภาคกลาง) ไข่ผำ (ภาคอีสาน) และ ไข่แหน (ภาคเหนือ) ไข่น้ำมีลักษณะสีเขียวคล้ายไข่ปลาเล็ก ๆ ขึ้นอยู่บริเวณผิวน้ำ

ภาพจาก http://www.nicaonline.com/


   ผำ หรือไข่แหน จัดเป็นชื่อของพืชชนิดหนึ่งที่ลอยอยู่บนผิวน้ำ อาจลอยอยู่เป็นกลุ่มล้วนๆหรือลอยปนกับพืชชนิดอื่นๆ เช่น แหน, แหนแดง ไข่แหนเป็นพืชมีดอกขนาดเล็กที่สุด  กระจายอยู่ในประเทศต่างๆในทวีปยุโรป ในทวีปแอฟริกากลางและใต้ ในเกาะมาดากัสการ์และในทวีปเอเชีย โดยเฉพาะบริเวณเขตศูนย์สูตรใต้ และตะวันออกเฉียงใต้ นอกจากนี้ยังพบในประเทศบราซิล ประเทศอินโดนีเซีย และ ประเทศออสเตรเลีย 
   ผำ  (Fresh water Alga, Swamp Algae) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า วอลฟ์เฟีย กลอโบซ่า(Wolffia globosa Hartog & Plas.) จัดอยู่ในวงศ์ เล็มนาซีอี้ (LEMNACEAE)   มีเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 0.1-0.2 มม. มีสีเขียวลอยอยู่บริเวณผิวน้ำเป็นแพ มักเกิดในธรรมชาติที่น้ำใส นิ่ง เช่น บึง หนองน้ำ เป็นต้น 
    เทา หรือ เตา เป็นสาหร่ายน้ำจืด  มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า สไปโรจีร่า  Spirogyra sp. พบมากที่ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันตก ในแหล่งน้ำนิ่ง สะอาด ใส รูปร่างเป็นเส้นยาวคล้ายผม ไม่มีกิ่งก้าน จะพบมากในช่วงหน้าฝน 
   การ ศึกษาผักพื้นเมืองภาคเหนือ  สอดคล้องกับโครงการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์ทางภาคใต้  โดยสถาบันวิจัยและฝึกอบรมการเกษตรลำปางจัดทำขึ้น  เพื่อสนองตอบตามโครงการอนุรักษ์พันธุกรรมพืช  อันเนื่องมาจากพระราชดำริ สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯสยามบรมราชกุมารี  เริ่มดำเนินการตั้งแต่ปีพ.ศ.2538 พืชดังกล่าวมี 3 ชนิดคือ ผำ , ผักแคบ หรือ ตำลึง , ผักหนอก หรือ บัวบก 

   ผำมีการขยายพันธุ์ มี2 แบบคือ
   1. การสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ เนื่องจากไข่แหนเป็นพืชมีดอกขนาดเล็กที่สุด ดอกของไข่แหนจะเจริญเติบโตออกทางช่องข้างบนของต้น ดอกไม่มีกลีบดอก และไม่มีกลีบเลี้ยง ดอกตัวผู้จะมีเกสรตัวผู้ 1 อัน ประกอบด้วยอับละอองเรณู 2 อับ ดอกตัวเมียมีรังไข่ที่มี 1 ช่องและมีไข่อยู่ 1 ใบ ก้านเกสรตัวเมียสั้น ยอดเกสรตัวเมียมีลักษณะแบน เมล็ดมีขนาดเล็ก กลมเกลี้ยง ยังไม่ปรากฏว่าไข่แหนมีดอกในประเทศไทย มีแต่รายงานการพบเห็นในประเทศอื่น ไข่แหนจะมีดอกและเมล็ดในราวๆเดือนมิถุนายนถึงตุลาคม 
    2. การสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศ โดยการแตกหน่อ ซึ่งมีผู้ทำการศึกษา การเจริญเติบโตแล้วพบว่า โดยเฉลี่ย ไข่แหนแต่ละต้นจะแตกหน่อให้ต้นใหม่ทุกๆ 5 วัน
   ประโยชน์ของผำ
   สามารถนำมาปลูกเลี้ยงไว้ในพื้นที่ขนาดเล็ก เหมาะแก่การนำมาใช้ทำเป็นอุปกรณ์ในการศึกษา เช่น การศึกษาอิทธิพลของสารควบคุมการขยายพันธุ์ของพืช   เป็นอาหารของสัตว์น้ำและสัตว์ปีกหลายชนิด นอกจากนี้ ไข่แหน  ยังมีแคลเซียมและเบต้าแคโรทีนสูง  
   การเพาะเลี้ยงไข่น้ำ (ผำ) 
   ขุด บ่อดินขนาดความลึกประมาณ 1 เมตร กว้าง 1 เมตรและยาวประมาณ 4 เมตร นำพลาสติกสีดำรองพื้นในบ่อ เพื่อป้องกันมิให้น้ำซึมออก ใส่ปุ๋ยชีวภาพหรือปุ๋ยคอก 20 กิโลกรัม ตามขนาดของบ่อ  เติมจุลินทรีย์ประมาณ 0.5 ลิตร ปล่อยน้ำเข้าบ่อให้เต็ม  แล้วนำพันธุ์ไข่น้ำใส่ลงไป ประมาณ 7 วัน จะขยายพันธุ์อย่างรวดเร็ว  สามารถเก็บไปจำหน่ายหรือรับประทานได้
   ผำ  เป็นวัชพืชของสาหร่าย  เลี้ยงไว้เพื่อใช้บริโภคในประเทศไทย  ผำคือพืชผักชนิดหนึ่งที่มีคุณค่าทางอาหาร ชาวชนบทนิยมใช้เป็นอาหาร ส่วนแนวโน้มที่จะพัฒนาผำเป็นพืชเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งนั้น ย่อมขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดและความนิยมของผู้บริโภค เป็นตัวชี้วัดที่สำคัญ

 

 

 

เรียบเรียงโดย.............ตุลฮาบ  หวังสุข

 


เอกสารอ้างอิง

นัย  บำรุงเวช. โรงพิมพ์พิฆเนศ กทม. ผำเม็ดเล็กคุณภาพล้น. เทคโนโลยีชาวบ้าน. ปีที่8 ฉบับที่150    ประจำวันที่1 กันยายน 2539. หน้า89
 http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9C%E0%B8%B3
 http://natres.psu.ac.th/radio/radio_article/radio48-49/48-490047.htm
 http://www.school.net.th/library/create-web/10000/generality/10000-6769.html
 http://www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=781&s=tblplant