ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

คำว่า “ EMS” หรือ (Express Mail Service) หลาย ๆ คนคงจะรู้จักเป็นอย่างดี และคงจะเคยใช้บริการการส่งจดหมายแบบเร่งด่วนภายใต้ชื่อ EMS กันมาบ้างแล้ว เนื่องจากการส่งแบบ EMS จะทำให้ปลายทางจะได้รับข้อมูลภายในระยะเวลาไม่กี่วัน แต่ปัจจุบันการสื่อสารแบบนี้ดูท่าจะล้าสมัยไปแล้วค่ะ เพราะตอนนี้เรามีเทคโนโลยีการสื่อสารที่ทันสมัย และรวดเร็วทันใจกว่า EMS เป็นหลายเท่า พูดไปใครจะเชื่อว่าเดี๋ยวนี้แม้จะอยู่กันคนละที่ก็ยังสามารถพูดคุยแบบเห็นหน้ากันได้เหมือนได้มานั่งสบตากันใกล้ ๆ อะไรประมาณนั้น


แต่คำว่า EMS ที่ดิฉันนำมาฝากในวันนี้ไม่ได้เป็นเรื่องของบริการส่งจดหมายด่วนหรอกนะค่ะแต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับโรค EMS ที่ไม่ได้แปลว่าส่งด่วน แต่  EMS นี้มาจากคำว่า Early Morlarity Syndrome หรือAHPS (Acute hepatopancreatic degeneration syndrome) เป็นโรคที่เกิดในกุ้งขาวแวนนาไม และกุ้งกุลาดำแปลลักษณะของโรคอย่างสั้น ๆ ว่า ตายด่วน แต่หากปล่อยกุ้งแล้วตายก่อน 1 เดือนฟันธงก่อนเลยว่า EMS ได้มาเยือนบ่อกุ้งแล้วแน่ ๆ เพราะกุ้งที่ตายด้วย EMS ส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วง 15-20 วัน นับจากวันปล่อย การตายของกุ้งแบบนี้ถือเป็นการตายก่อนวัยอันควรที่ผู้เลี้ยงจะต้องเผชิญ มิหนำซ้ำยังต้องพบกับภาวะขาดทุนแบบตั้งตัวไม่ทัน เพราะกุ้งที่ต้องจับขายก่อนจะมีขนาดเล็กมาก ราคาที่ได้ก็ไม่ดี ตามกลไกของตลาดนั่นเอง
จากการติดตามข้อมูลทั้งในบ้านเราและในย่านเอเชียพบว่า บ้านเรายังได้รับผลกระทบจาก  EMS น้อยที่สุด เมื่อเทียบกับประเทศจีน มาเลเซีย และเวียดนาม 
สาเหตุของการเกิดโรค
สาเหตุหลักที่ทำให้กุ้งตายเป็นผลมาจากตับโดนทำลาย เนื่องจากตับมีการติดเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งแบคทีเรียที่ตรวจพบภายในตับมีอยู่ 3 กลุ่ม ดังนี้
1. กลุ่ม Burkholdiales :Ralstonia
2. กลุ่ม Sphinggononadales : Delftia หรือ Pseudomonas
3. กลุ่ม Actinomycetales : Leifsonia, Rhodococus
ลักษณะอาการของโรค
ช่วงแรกกุ้งในบ่อจะไม่แสดงอาการผิดปกติอย่างชัดเจนมากนัก ไม่มีการเกยขอบบ่อให้เห็น แต่จะมีการว่ายน้ำแบบเฉื่อย กินอาหารลดลง เปลือกนิ่ม และมีสีเข้มขึ้น หลังจากนั้นจะเริ่มพบกุ้งตายในยอ และตายในก้นบ่อ สุดท้ายจะพบซากกุ้งลอยขึ้นมา และทยอยตายมากขึ้น จนกระทั้งตายเกือบหมดบ่อตามลำดับ
แนวทางการป้องกัน EMS
1. ต้องเลือกกุ้งที่สุขภาพดี แข็งแรง มาจากแหล่งที่เชื่อถือในคุณภาพได้ เพื่อป้องกันกุ้งที่เสี่ยงต่อการเกิดโรคมาปล่อย หรืออาจจะเพิ่มความมั่นใจก่อนปล่อยกุ้งอาจจะมีการตรวจดูตับของกุ้งก่อนก็ได้ ลักษณะของลูกกุ้งที่ดีคือ ตับใหญ่ ไขมันเยอะ กล้ามเนื้อหางใหญ่ 
2. ก่อนปล่อยกุ้งจะต้องทรีตน้ำด้วยคลอรีน ซึ่งปริมาณที่ใช้ต้องสามารถฆ่าเชื้อได้ อีกทั้งต้องมีระบบไบโอซีเคียวริตี้ (Biosecurity) ที่ดีด้วย 
พูดถึงเรื่องการจัดการระหว่างการเลี้ยงกุ้ง นับเป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญที่จะเป็นตัวชี้วัดว่า กุ้งที่เราเลี้ยงอยู่นั้นมีอัตรารอดมากน้อยเพียงใด อย่างเช่น กรณีของกุ้งที่ตายด้วยอาการกล้ามเนื้อขาวขุ่นนั้นพบว่า หากมีการเตรียมพื้นบ่อดี มีการเอาเลนออกจากบ่อ จะเลี้ยงกุ้งได้นานกว่าบ่อที่ไม่มีการนำเลนออกจากบ่อ นอกจากนี้บ่อที่มีการให้อาหารในช่วงเดือนแรกน้อย เมื่อนำมาเทียบกับบ่อที่มีการให้อาหารมาก จะพบว่ากุ้งที่ให้อาหารน้อยจะรอดได้มากกว่า และบ่อที่มีการจัดการที่ไม่มีค่าแอมโมเนียและค่าไนไตรท์เลยจะเลี้ยงได้นานกว่าบ่อที่มีไนไตรท์เหลืออยู่ และหากเหลือในปริมาณมากกุ้งก็จะยิ่งตายเร็วและตามมากด้วยตามลำดับ ในส่วนของการจัดการด้านอาหารเช่นเดียวกันค่ะ บ่อที่ได้รับการเสริมแร่ธาตุอาหารในน้ำและในอาหารให้กุ้งก็จะทำให้กุ้งมีอัตรารอดได้ดีกว่าบอที่ไม่มีการเสริมแร่ธาตุใด ๆ และท้ายสุดสำหรับเรื่อการจัดการระหว่างการเลี้ยงกุ้งนั้นก็คือ คุณภาพน้ำโดยเฉพาะความเค็มพบว่า กุ้งที่มีอาการกล้ามเนื้อขาวขุ่นหากอยู่ในความเค็มต่ำจะมีอาการรุนแรงกว่าน้ำที่มีความเค็มปกติ
ที่ดิฉันยกตัวอย่างมาข้างต้นแม้จะเป็นการจัดการระหว่างการเลี้ยงกุ้งที่มีอาการกล้ามเนื้อขาวขุ่น แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นว่าการจัดการที่ดีส่งผลให้กุ้งโตดีไปกว่าครึ่ง ที่สำคัญเมื่อกุ้งแข็งแรงก็จะทำให้กุ้งสามารถต้านทานโรคอื่น ๆที่จะมาคุกคามการเจริญเติบโตของกุ้งที่เลี้ยงได้ในระดับหนึ่ง
ทั้งนี้ปัจจัยสิ่งแวดล้อมก็คือตัวแปรสำคัญอีกประการหนึ่งที่ไม่ควรมองข้ามไปเช่นกัน จะเห็นได้ว่าเมื่อปลายปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ เรากำลังเผชิญอยู่กับสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน เดี๋ยวร้อน เดี๋ยวเย็น เดี๋ยวฝนตก ขนาดเราเป็นคนยังแทบแย่ ไม่ต้องพูดถึงสัตว์ตัวเล็กตัวน้อยอย่างกุ้ง ถ้ามันพูดได้มันคงจะบ่นว่าแย่ไม่แพ้กัน เพราะการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อมในแต่ละครั้งมักจะมีผลต่อพฤติกรรมการกินอาหาร เช่น ถ้าเป็นช่วงที่ฝนตกกุ้งที่เลี้ยงไว้ก็จะกินอาหารได้น้อยลง การเจริญเติบโตก็จะไม่ดี  และในบางครั้งยังส่งผลต่อเนื่องไปยังภูมิคุ้มกันของกุ้งได้อีกด้วย เพราะถ้ากุ้งอ่อนแอเมื่อไหร่ก็จะง่ายต่อการคุกคามของโรคที่ไม่พึงประสงค์ตามลำดับค่ะ
ดังนั้นการรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมไปพร้อม ๆกับการบริหารจัดการอย่างทันท่วงทีจึงเปรียบเสมือนบันไดขั้นสำคัญที่ผู้เลี้ยงกุ้งจะต้องเตรียมพร้อมรับมือไว้เสมอ ไม่เช่นนั้นแล้วกุ้งน้อยที่เลี้ยงไว้รอวันจับขายให้ได้ราคาดี ๆ อาจจะกลายเป็นกุ้งที่ตายก่อนวัยอันควรก็เป็นได้

 

 

เรียบเรียงโดย..................อนุสรา  แก่นทอง

 

อ้างอิง
กองบรรณาธิการ.2555. ภัยธรรมชาติและโรค EMS . Aqua biz.ปีที่ 4 ฉบับที่ 56.หน้า 70-71. 
นบสร  วันชาญเวช.2555.ตายด่วน ด่วนตาย. Aqua biz.ปีที่ 4 ฉบับที่ 56.หน้า 60-70.
พรชนก  อัตโสภณวัฒนา.2555.คืบหน้าตายด่วน. Aqua biz.ปีที่ 5 ฉบับที่ 57.หน้า 46-49.
นิรนาม.โจทย์กุ้งปลายปี 2554 ที่ต้องตีให้แตกในอนาคต (กุ้งหิมะ-กุ้งเผือกและ กุ้งตายก่อนวัยอันควร หรือ EMS (อีเอ็ม  เอส)) (ออนไลน์)สืบค้นจาก: www.shrimpcenter.com/Answer%20snow%20shrimp.pdf
(23/4/2555)