สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

เกษตรกรผู้เลี้ยงปลาส่วนใหญ่ มักประสบปัญหาการตายของปลาที่รุนแรงในปลาขนาดใหญ่อายุตั้งแต่ 3-4 เดือน ซึ่งการตายของปลามักจะเกิดในช่วงหน้าร้อนไปจนถึงต้นฤดูฝน นับตั้งแต่เดือนมีนาคมจนถึงเดือนกรกฎาคมของทุกปี นับตั้งแต่ปลาแสดงอาการ ของปลาป่วย พบได้ในปลาหลายชนิด ทั้งที่อยู่ในธรรมชาติหรือปลาที่เลี้ยง มักจะเกิดขึ้นในช่วงที่มีอุณหภูมิต่ำ หรือฤดูหนาวของทุกปี เข้าสู่หน้าร้อนกันแล้ว

หลายคนก็กำลังหงุดหงิดร้อนรุ่มไปกับสภาพอากาศที่อบอ้าวอยู่ในขณะนี้ประกอบกับในบางพื้นที่มีฝนตกกรรโชกอากาศเดี๋ยวเย็นเดี๋ยวร้อน ไม่รู้จะปรับสภาพน้ำกันอย่างไร กลัวว่าปลาจะอ่อนแอเป็นโรค ฉะนั้นเราจะต้องให้ความเอาใจใส่กับปลาที่เราเลี้ยงไว้โดยเฉพาะปลาที่เลี้ยงไว้นอกอาคารเป็นพิเศษนะครับ

 

         เครดิตภาพ http://www.ninekaow.com

                    ในสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงเช่นนี้ ปลาสวยงามหลายชนิดครับมักมีปัญหาเรื่องสุขภาพ อย่าว่าแต่ปลาเลยครับตัวเราเองก็แย่เหมือนกัน ถ้าเจอกับปัญหาอากาศเปลี่ยนแปลง บทความฉบับนี้ผมขอยกตัวอย่างปลาชนิดนี้ก็แล้วกันนะครับ ปลาอะโรวาน่า

                 ถ้าเราจะพูดถึงปลาสวยงามอย่างอะโรวาน่า ปลาชนิดนี้ก็เกิดโรคได้เช่นกัน อย่างเช่นโรคใบหน้าอักเสบ เกิดจากการอักเสบบริเวณใบหน้า แก้มบวมปริออกจนเห็นเนื้อด้านใน ตาโปนโตออกมา อาการของโรคจะมีลักษณะเหมือน ตุ่ม ฝี หรือลูกโป่งเล็กๆขึ้นพองบริเวณใบหน้าหรือส่วนหัวของปลาอะโรวาน่า อาการเหล่านี้จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับสุขภาพของปลาในเวลานั้น ปลาบางตัวไม่แสดงอาการในช่วงที่แข็งแรง แต่เมื่อมีการเปลี่ยนแปลงของอากาศและอุณหภูมิก็อาจจะมีตุ่มขึ้นมาให้เห็น ลักษณะดังกล่าวอาจเกิดจากการกระโดดพุ่งชน จนเกิดบาดแผลอักเสบ ใส่ยาทันทีที่เห็นอาการ หลังจาก 3วันให้สังเกตอาการดูว่าถ้าอาการบวมลดลงขอแนะนำให้ใช้ยาต่อไปสัก 10-14 วัน หรือสาเหตุที่ป่วยเนื่องจากสภาพน้ำไม่ดีทำให้ปลาเกิดอาการเครียด ปลามีอาการบวมน้ำ เป็นตุ่มน้ำตามใบหน้า เหงือกพับครีบเปื่อย ถอดสี รักษาได้โดยใน 2-3 วันแรกใช้เกลือเพื่อปรับสภาพให้ปลาปรับตัวได้ สังเกตตุ่มๆว่ายุบลงไปบ้างหรือเปล่า หลังจากนั้นให้ยาตามอาการ เปลี่ยนน้ำและให้ยาทุกวัน ภายใน 7 วันสังเกตอาการ แต่ถ้าปลาอาการตาเป็นฝ้านั้น สามารถเกิดได้ในปลาแทบทุกชนิด โรคตาขุ่นมาจาก 2 สาเหตุสำคัญคือ ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากเชื้อกลุ่มแบคทีเรีย ติดเชื้อบริเวณฐานลูกตาทำให้เกิดการอักเสบเกิดแรงดันทำให้ตาโปนออกมา หรือเกิดจากรอยขีดข่วนถูไถกับอุปกรณ์ต่างๆภายในตู้ อีกทั้งเกิดจากของเสียที่หมักหมม ระบบกรองสกปรก ปริมาณออกซิเจนน้อยเกินไป ค่าน้ำมีการเปลี่ยนแปลง ขาดการดูแลเปลี่ยนถ่ายน้ำหรือการเคลื่อนย้ายปลาไปที่อื่น อาการนี้อาจจะหายเองได้หลังจากปลาเริ่มปรับตัวเอง ปลามักจะมีอาการตาเป็นฝ้าได้ง่ายและสามารถลุกลามไปจนถึงขั้นตาบอด อาการตาเป็นฝ้าในปลาอะโรวาน่านั้น สามารถเกิดขึ้นได้เหมือนกันแต่มีน้อยมาก เพราะแก้วตาของมันมีความหนาเพื่อไว้ป้องกัน ตาของอโรวาน่ามีไว้สำหรับเพื่อการล่าเหยื่อ เมื่อปลามีอาการตาเป็นฝ้า สิ่งแรกก่อนเริ่มการรักษาไม่ว่าปลาจะป่วยเป็นโรคอะไรก็ตาม เราไม่ควรใส่ยาลงไปจนกว่าจะหาสาเหตุและทราบถึงอาการของโรค เมื่อเราทราบแล้วจึงเริ่มลงมือรักษา อาการตาเป็นฝ้าชั้นนอกสามารถรักษาได้ เกิดจากเชื้อแบคทีเรียเกาะที่ผิวนอกของดวงตา ในกรณีที่ขุ่นมากอาจรุกลามไปชั้นในจนถึงแก้วตาได้ ส่วนอาการตาเป็นฝ้าชั้นใน แบ่งได้เป็น 2 กรณีคือ เป็นที่แก้วตาชั้นในและเป็นที่ลูกตาดำ ในกรณีแรกการรักษายังสามารถทำได้ ส่วนกรณีที่2 การดูแลรักษาเป็นไปได้ยากมาก การมองเห็นในอาการนี้ คือมองเห็นบางส่วนกับมองไม่เห็นเลย สำหรับปลาที่มีอาการดังกล่าว ตาของปลาสามารถรับภาพละรับแสงได้ ไม่บอดถึง 100 % เลย ปลาที่ป่วยก็จะมีโอกาสหายได้เร็วขึ้นและปลอดภัย และเมื่อปลาดีขึ้นเราควรทบทวนเหตุการณ์ว่าเราได้ทำอะไรไปบ้าง ให้อาหารอะไร ถ่ายน้ำครั้งสุดท้ายเมื่อไหร่ หรือหลังจากที่เราทำการเปลี่ยนถ่ายน้ำสิ่งเหล่านี้จะเป็นตัวช่วยในการวินิจฉัยอาการของโรค อาการที่เกิดขึ้นนั้นแก้ไขอย่างไรจึงถูกต้องและแก้ปัญหาให้ตรงจุด ย่อมส่งผลให้ทำการรักษาหายได้เร็วขึ้น การรักษา ใช้ยาปฏิชีวนะในการรักษาเช่น ใช้อะม๊อกซี่ 500 มิลลิกรัม1 เม็ดต่อน้ำ 16 ลิตร (30 mg ต่อน้ำ 1 ลิตร) ใส่ยาในเวลาเดิมทุกวัน(ยาสลายตัว ใน 24 ชั่วโมง) ก่อนใส่ยาทุกครั้งเปลี่ยนน้ำ 10 เปอร์เซ็นต์ทุกครั้ง

                  สุดท้ายนี้ขอฝากเตือนท่านผู้เลี้ยงปลาในช่วงหน้าร้อน อากาศร้อนและชื้นแบบบ้านเราเหมาะทีเดียวจะเป็นโอกาสที่เชื้อเจริญเติบโต โดยเฉพาะการให้อาหารปลาประเภทที่มีไขมันตกค้างลอยผิวน้ำ และอุณหภูมิเหมาะสมแบคทีเรียก็ตามมา ดังนั้นวิธีที่ง่ายที่สุดในการรักษาโรคก็คือ ดูแลรักษาน้ำก่อนเป็นอันดับแรกถือว่าง่ายที่สุด เพราะการรักษาบอกได้เลยว่าเหนื่อยและเสียเวลามาก หลายๆคนต้องมานั่งเสียดายที่ไม่ดูแลรักษาน้ำให้สะอาดเพียงพอ กันไว้ดีกว่าแก้นะครับ

เรียบเรียงโดย  ตุลฮาบ  หวังสุข

ที่มาของข้อมูล : 

https://www.pantown.com

https://sites.google.com

http://www.ninekaow.com