อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

การเลี้ยงปลาไม่ว่าจะเป็นปลาสวยงาม หรือปลาที่เลี้ยงเพื่อการบริโภค ปัญหาเรื่องโรคนับว่าเป็นปัญหาที่สำคัญมากปัญหาหนึ่งที่ผู้เลี้ยงปลามักประสบอยู่เสมอบางรายถึงกับต้องยกเลิกหรือถอดใจไปเลยเพราะไม่ประสบผลสำเร็จ แต่ก็ธรรมดากับสิ่งมีชีวิตการเจ็บป่วยก็ต้องมียารักษา หากเป็นมนุษย์ก็ไปหาหมอแล้วเอายามากิน หรือทาก็จะช่วยบรรเทาความเจ็บป่วยลงได้ ปลาก็เช่นผู้เลี้ยงต้องใส่ใจรู้จักสังเกตอาการของปลาที่แสดงออกมาให้เราเห็นว่าผิดปกติ และวินิจฉัยโรคให้ได้แล้วนำยามารักษาก็จะช่วยบรรเทาและหายได้เช่นกัน โรคที่เกิดกับปลาแยกออกได้หลายประเภทในบทความฉบับนี้จะกล่าวถึงโรคที่เกิดจากปรสิต

1. เห็บปลา

เห็บปลามีปากเป็นลักษณะตะขอที่จะเจาะผนังข้างลำตัวปลา และดูดเลือดเป็นอาหาร เห็บปลาสามารถแพร่พันธุ์ในบ่อเลี้ยงปลาได้โดยการออกไข่ ประมาณ 500 ฟอง จะใช้เวลาในการฟัก ประมาณ 4 อาทิตย์ ซึ่งภายหลังการฟักแล้ว จะว่ายน้ำและเกาะตามลำตัวปลาภายนอก เป็นระยะเวลาประมาณ 6 อาทิตย์ ก่อนที่จะเป็นตัวเต็มวัยปลาที่เป็นโรคนี้เราจะสังเกตุเห็นได้ว่ามีพยาธิรูปร่างกลม ๆ สีเขียวปนน้ำตาลขนาดประมาณ 5 - 7 มิลลิเมตร เกาะอยู่ตามลำตัว หัว และครีบ มักพบ เกิดกับปลามีเกล็ด เช่น ปลาช่อน แรด นิล ไน ตะเพียน เป็นต้น ในปลาที่มีการติดโรคนี้เป็นเวลานาน จะมีแผลตกเลือดเล็ก ๆ กระจายอยู่ทั่วตัว ปลาจะว่ายน้ำทุรนทุราย และ พยายามถูตัวเองกับข้างบ่อ หรือ ตู้เพื่อให้พยาธิหลุด

การป้องกันและรักษา
1. แช่ปลาที่มีพยาธินี้ในสารละลายยาฆ่าแมลงจำพวกดิพเทอเร็กซ์ (Dipterex) ในอัตรส่วน 0.5 - 0.75 กรัม ต่อ
2. น้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชม.
แช่ปลาในสารละลายด่างทับทิม (โปแตสเซียมเปอแมงกาเนต) ในอัตรส่วน 1 กรัม ต่อน้ำ 10 ลิตร นานประมาณ 15 - 30 นาที แล้วจึงจะย้ายปลาไปใส่ในน้ำสะอาด
กำจัดเห็บปลาออกโดยการจัดออกด้วยปากคีบ หากพยาธิชนิดนี้เกาะแน่นเกินไปให้หยดน้ำเกลือเข้มข้นประมาณ 1 - 2 หยด ลงบนตัวพยาธิแล้วจึงใช้ปากคีบดึงออก พยาธิจะหลุดออกโดยง่าย
การกำจัดเห็บปลาที่เกิดขึ้นในบ่อ ทำได้โดยการตากบ่อให้แห้งแล้วโรยปูนขาวให้ทั่วบ่อ

2.  ปลิงใส 

ปลาที่มีพยาธิปลิงใสเกาะจะมีอาการว่ายน้ำทุรนทุราย ลอยตัวตามผิวน้ำ ผอม กระพุ้งแก้มเปิดปิดเร็วกว่าปกติ อาจมีแผลขนาดเล็กเท่าปลายเข็มหมุดกระจายอยู่ทั่วลำตัว ถ้าเป็นการติดโรคในขั้นรุนแรงอานมองเห็นเหมือนกับว่าปลามีขนสีขาวสั้น ๆ อยู่ตามลำตัว ซึ่งจะทำให้ปลาตายได้ ปลาเกือบทุกชนิดพบว่าเป็นโรคนี้ได้ทั้งนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งลูกปลาดุกที่เริ่มปล่อยลงเลี้ยงในบ่อดินใหม่ ๆ ควรระวังโรคนี้ด้วย ถ้าพบการติดเชื้อพยาธิชนิดนี้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้นก็สามารถรักษาให้หายได้ไม่ยาก

การป้องกันและรักษา
1. ใช้ฟอร์มาลิน จำนวน 25-40 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง
2. ใช้ดิพเทอร์เร็กซ์ จำนวน 0.25-0.5 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง

3. หนอนสมอ

หนอนสมอว่า เป็นพยาธิที่พบเสมอในปลาน้ำจืด หนอนสมอตัวเมียมักพบเกาะอยู่ตาม ผิวหนังของปลาโดยเฉพาะบริเวณโคนครีบ ตัวเมียที่โตเต็มวัย มีลักษณะลำตัว ยาวคล้ายหนอน ที่ส่วนหัวมีอวัยวะสำหรับยืดเกาะกับผิวหนังปลาซึ่งมีรูปร่างคล้าย สมอเรือ เราจะเห็นเฉพาะส่วนลำตัวที่มีลักษณะคล้ายหนอนซึ่งตอนปลายมีถุงไข่อยู่ 1 คู่โผล่ออกมาจากผิวหนังของปลา ส่วนที่เป็นอวัยวะยืดเกาะคล้ายสมอจะแตกแขนง และแทงทะลุลงไปใต้ผิวหนังลึกถึงชั้นกล้ามเนื้อ พยาธิชนิดนี้จะดูดกินเนื้อเยื่อของ ปลาทำให้เกิดเป็นแผลขนาดใหญ่ได้ ปลาที่มีหนอนสมอเกาะอยู่มักมีแผลตกเลือด เต็มตัว และมีอาการระคายเคือง ปลาที่เป็นโรคมักผอมลงจนผิดปกติ ถ้าเกิดโรคนี้ ในปลาขนาดเล็กอาจทำให้ปลาตายได้ ปลาที่เป็นโรคนี้มีหลายชนิด ได้แก่ ปลาแรด กะพงขาว บู่ ตะเพียนขาว ปลาคาร์ฟ ปลาทอง ปลามิดไนท์ เป็นต้น

การป้องกันและรักษา
1. ควรย้ายปลาที่มีหนอนสมอเกาะอยู่ไปไว้ในถังอื่นประมาณ 3- 4 สัปดาห์ ทั้งนี้เพื่อกันไม่ให้ตัวอ่อนของหนอนสมอที่เพิ่งออกเป็นตัวมีที่ยืดเกาะก็จะ ทำให้มัน ตายไปเองได้
2. แช่ปลาที่มีพยาธิในสารละลายดิพเทอเร็กซ์ ในอัตราส่วน 0.5 กรัม ต่อนำ 1,000 ลิตร แช่นานประมาณ 24 ชั่วโมง แล้วเปลี่ยนน้ำ เว้นระยะไป 5-7 วัน จึงทำการแช่ยาซ้ำอีก 2-3 ครั้ง
3. การกำจัดหนอนสมอในบ่อที่ไม่มีปลาอยู่แล้ว สามารถกำจัดให้หมด ไปได้โดยการละลายดิพเทอเร็กซ์ 2 กรัมต่อน้ำ 1,000 ลิตร แล้วสาดลงไปในบ่อ ให้ทั่วทิ้งไว้ 1-2 อาทิตย์ แล้วจึงนำปลากลับมาเลี้ยงตามเดิมได้

4. อิ๊ก

ปลาที่เป็นโรคจุดขาวว่า จะมีจุดสีขาวขุ่น ขนาดเท่าหัวเข็มหมุดเล็ก ๆ กระจาย อยู่ทั่วลำตัวและครีบ สาเหตุของโรคนี้คือโปรโตซัว ชนิดที่กินเซลล์ผิวหนังเป็น อาหาร เมื่อพยาธิโตเต็มที่จะออกจากตัวปลาโดยจมตัวลงสู่บริเวณก้นบ่อปลา และ สร้างเกราะหุ้มตัว ต่อจากนั้นจะมีการแบ่งเซลล์เป็นตัวอ่อนจำนวนมากภายในเกราะ นั้น เมื่อสภาวะแวดล้อมภายนอกเหมาะสมเกราะหุ้มตัวจะแตกออกและตัวอ่อนของพยาธิจะ ว่ายน้ำเข้าเกาะตามผิวหนังของปลาต่อไป พบโรคนี้กับปลาหลายชนิด เช่น ปลาสวาย ปลาดุก ปลาช่อน ปลานิล ปลาหมู ปลาทรงเครื่อง ฯลฯ

การป้องกันและรักษา
ยังไม่มีวิธีกำจัดปรสิตที่ฝังอยู่ใต้ผิวหนังที่ได้ผลเต็มที่ แต่วิธีการที่ควร ทำคือการทำลายตัวอ่อนในน้ำหรือทำลายตัวแก่ขณะว่ายน้ำอิสระ โดยการใช้สารเคมี ดังต่อไปนี้
1) ฟอร์มาลิน 150-200 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ไว้นาน 1 ชั่วโมง สำหรับ ปลาขนาดใหญ่ หรือ 25-50 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง
2) หรือมาลาไค้ทกรีน 1.0-1.25 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ไว้นาน 1/2 ชั่วโมง สำหรับปลาขนาดใหญ่ หรือ 0.15 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง หรือ เมททิลีนบลู 1-2 กรัม ต่อน้ำ 1,000 ลิตร แช่ติดต่อกัน 7 วัน
3) หรือมาลาไค้ทกรีน และฟอร์มาลินในอัตราส่วน 0.15 กรัม และ 25 ซีซี ต่อน้ำ 1,000 ลิตร นาน 24 ชั่วโมง แช่ติดต่อกันประมาณ 7 วัน ควรเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกวันและทำการแช่ยาวันเว้นวัน จนกระทั่งปลามีอาการดีขึ้น วิธีนี้จะให้ ผลดีมากโดยเฉพาะเมื่อน้ำมีอุณหภูมิประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากปรสิตชนิดนี้ขยายพันธุ์ได้รวดเร็ว ดังนั้นวิธีการป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อไม่ให้ปลาที่นำมาเลี้ยงติดเชื้อมาด้วย ควรดำเนินการดังนี้
1) ก่อนที่จะนำปลามาเลี้ยง ควรนำมาขังไว้ในที่กักกันก่อน ประมาณ 7-10 วัน เพื่อตรวจดูว่ามีเชื้อพยาธิติดมาหรือเปล่า เมื่อแน่ใจว่าไม่เป็นโรคแล้วจึง นำไปเลี้ยงต่อ
2) ป้องกันการลุกลามของโรคนี้โดยวิธีง่าย ๆ คือเมื่อปลาเป็นโรคควร ย้ายปลาออกจากตู้แล้วนำไปรักษาในที่อื่น ใส่ฟอร์มาลิน 100-150 ซีซีต่อน้ำ 1,000 ลิตร ลงในตู้เดิมเพื่อกำจัดปรสิตให้หมด แล้วจึงถ่ายน้ำทิ้งไป

เอกสารอ้างอิง
http://www.fisheries.go.th/if-phayao/disease/d_beautiful.htm
http://thaiaquatic.docloth.com/?p=84