อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ป่า ชายหาดคืออะไร  เหมือนป่าชายเลนมั้ย หรือว่าป่าเสม็ด แล้วป่าโกงกางล่ะ เหมือนป่าชายหาดหรือเปล่า  ข้อสงสัยและคำถามเหล่านี้ไม่แปลกหรอกครับ ที่มักจะเกิดขึ้นเสมอเกี่ยวกับสภาพป่าของบ้านเราในปัจจุบัน

ยิ่งได้เป็นป่าชายหาดแล้วล่ะก็ ความคุ้นเคย การรู้จัก การพบเห็น สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นยากจริงๆ  แต่ผมโชคดีนะครับที่มีอยู่ครั้งหนึ่งผมตั้งใจว่าจะเข้าไปหากล้วยไม้ตระกูล ม้าวิ่งที่บริเวณบ้านบ่ออิฐ ต.เกาะแต้ว อ.เมือง จ.สงขลา  ดูผิวเผินก็ธรรมดาครับมีต้นไม้อยู่ไม่กี่ชนิด  แต่พอเดินเข้าไปลึกๆ ผมถึงกับทึ่งยืนตะลึงอยู่พักใหญ่ บริเวณใต้ต้นยางและต้นหูกวางที่ขึ้นเรียงรายอยู่หนาแน่น เต็มไปด้วยเฟิร์น เข็มป่า และกล้วยไม้ ผลิดอกสวยงามบานสะพรั่งเต็มไปหมด สีขาวบ้าง สีแดงบ้าง สีชมพูก็มี ลองคิดภาพตามผมซิครับ คำว่าทึ่งและยืนตะลึงคงไม่แปลกใช่มั้ยครับ  ด้วยความที่ชื่นชอบผมกลับเข้าไปในป่าแห่งนี้อีกครั้ง เมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคม 2551 นี้เอง ตกใจครับ ตกใจมาก เมื่อเห็นผืนป่าที่เต็มไปด้วยพรรณไม้หลากหลายชนิดกลับกลายมาเป็นพื้นที่จัด สรรและโรงงานอุตสาหกรรม ผมถึงกับหมดแรงและเสียใจเป็นที่สุด เมื่อเห็นป่าที่ตัวเองรักและชื่นชอบกลับกลายมาเป็นเช่นนี้  ถ้าเป็นท่านล่ะครับจะเสียใจเหมือนผมหรือเปล่า เอาอย่างนี้ดีมั้ย ผมเล่ามาอาจจะนึกภาพไม่ออกตอบไม่ถูกว่าเสียใจหรือไม่ มาดูกันดีกว่านะครับว่าป่าชายเลนมันมีอะไรดีที่ทำให้เราต้องเสียใจถ้าไม่มี ป่าพวกนี้
             

 

ภาพจาก http://nps.dnp.go.th

             ป่าชายหาด (Beach Forest) หรือป่าทราย (Sand Forest) จากเดิมที่เคยมีป่าชนิดนี้เกือบตลอดแนวชายฝั่ง ปัจจุบันได้ลดลงและสูญหายไปเป็นอันมาก จากป่าที่ได้ทำหน้าที่ดั่งป้อมปราการคอยปกป้องรักษาเนินทรายให้คงอยู่จาก อิทธิพลของพายุและคลื่นลมในฤดูมรสุมก็ถูกตีค่าเพียงป่าละเมาะที่ไม่มีคุณค่า อันใด  ป่าชายหาด จะเกิดขึ้นทางด้านหลังของสันทรายตามแนวชายฝั่ง  สันทรายที่อยู่ถัดจากแนวชายฝั่งเข้าไปในแผ่นดินจะมีความคงตัวมากกว่า สังคมพืชจึงมีการพัฒนาได้อย่างต่อเนื่องมากกว่า  อิทธิพลของกระแสลมและกระแสคลื่น ปริมาณน้ำฝน ความเค็มและอุณหภูมิเป็นปัจจัยควบคุมการเจริญเติบโตของต้นไม้ชนิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังเนินทรายนี้ลมที่พัดจากทะเลจะหอบเอาไอน้ำทะเลที่มีความเค็ม และละอองเกลือเข้ามาและจะมีอิทธิพลต่อรูปทรงของต้นไม้  จะพบว่าต้นไม้ที่งอกอยู่ทางด้านนอกติดกับชายฝั่งจะมีลำต้นหงิกงอ และเอนไปทางด้านใต้ลมและความสูงจะค่อยๆ เพิ่มขึ้นเมื่ออยู่ห่างออกไปจากชายฝั่ง หากมองด้านตัดจะคล้ายรูปสามเหลี่ยมชายธง

             ในป่าชายหาดจะพบพรรณไม้หลายชนิด อาทิเช่น หูกวาง เมา เกด สารภีทะเล จิกทะเล ปอทะเล ตีนเป็ดทะเล เตยทะเล ไม้เถาเลื้อย เช่น ผักบุ้งทะเล ลำมะงา เมื่อย เลี้ยวเถา เฟิร์น ย่านลิเพา ถ้าในที่ลึกเข้าไปในแผ่นดินจะพบพรรณไม้พวก ขนุนป่า ตีนเป็ด มะพลับ มะนาวผี หวายตะค้าทอง เต่าร้าง เสม็ดแดง เป็นต้น  บางช่วงจะพบพรรณไม้ขนาดใหญ่ขึ้นรวมกันเป็นกลุ่มใหญ่ เช่น ไม้ยางนา ไม้คะเคียน ดังเช่น ที่พบในพื้นที่บางส่วนของคาบสมุทรสทิงพระและเลยถัดขึ้นไปถึงจังหวัดนครศรี ธรรมราช
             บางช่วงอาจมีเนินทรายหลายเนิน  ระหว่างเนินทรายเหล่านั้นเป็นที่ลุ่มน้ำขังในฤดูมรสุม  จึงเป็นที่อยู่อาศัยของสัตว์น้ำและสัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำหลายชนิด ทั้ง กุ้ง หอย ปู ปลา เต่า บนบกจะพบทั้งแย้ ชะมด และสัตว์จำพวกกนกหลายชนิด ที่ลุ่มน้ำขังระหว่างเนินทรายหรือลำราง บางช่วงกว้างมาก บางช่วงก็แคบ แหล่งน้ำนี้จึงเป็นเสมือนแหล่งน้ำจืดบนชายฝั่ง ตามขอบของลำรางจะมีพืชมาก เตยน้ำ ลังคาย หรือ ลำเจียกขึ้นอยู่ทั่วไป  ชาวบ้านใช้ใบเตยน้ำและใบลังคายนำมาจักสานทำเป็นเครื่องใช้ เช่น เสื่อ กระสอบใส่ข้าว กระเป๋า หรือเครื่องใช้ชนิดอื่นได้ดี ลำธารเหล่านี้หากมองดูผิวเผินอาจคล้ายกับป่าพรุ ในฤดูมรสุมซึ่งฝนตกชุก ลำรางจะเป็นพื้นที่รับน้ำจืดที่ไหลบ่าตามพื้นดินให้ไหลสู่ลำราง เมื่อน้ำในลำรางมีระดับสูงขึ้น ก็จะกัดเซาะเนินทรายให้เป็นร่องน้ำ น้ำจืดจากลำรางก็จะไหลระบายออกทะเลได้

             ทางน้ำที่เกิดขึ้นใหม่นี้ จะถูกน้ำกัดเซาะค่อยๆ กว้างออกและเมื่อสิ้นมรสุมทางน้ำที่เกิดขึ้นนี้จะถูกปิดโดยมวลทรายที่ถูก คลื่นซัดมาอีกครั้งหนึ่ง  เป็นกลไกของธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างนี้ทุกปี  ชาวบ้านจะเรียกการเกิดของทางระบายน้ำในฤดูมรสุมนี้ว่า “วะแตก” คำว่า “วะ” หรือ “ระวะ” หมายถึง ลำรางที่กล่าวถึงในที่นี้ ส่วน “แตก” ก็มีความหมายว่า “เปิด” นั่นเอง เมื่อ “วะแตก” ปลาน้ำจืดที่อาศัยอยู่ในลำธารบางชนิดก็จะว่ายน้ำไปหาแหล่งน้ำใหม่ เมื่อปลาว่ายน้ำออกไปทางปากวะก็จะไปเจอน้ำทะเล ชาวบ้านจะไปรอจับปลาตรงบริเวณนั้น และสามารถจับปลาได้อย่างง่ายดาย โดยไม่ต้องใช้เครื่องมืออะไรเลย พอย่างเช้าฤดูแล้งลำรางบางส่วนก็แห้งลง มีหญ้าหลายชนิดงอกขึ้นมากลายเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ของชาวบ้าน ในอดีตทางราชการเองก็จะกันพื้นที่ส่วนที่เป็นลำรางและป่าชายหาดเอาไว้ให้ เป็นพื้นที่สาธารณะให้ชาวบ้านได้ใช้สอยเป็นที่เก็บหาไม้ฟืน และ หาของป่า เช่น น้ำมันยาง เห็ด ไข่มดแดง เป็นต้น มาถึงยุคการเพาะเลี้ยงกุ้งและการบูมของรีสอร์ท ต้อนรับนักท่องเที่ยว ที่สาธารณะที่ทางราชการสงวนไว้ และป่าชายหาดที่ยังสมบูรณ์อยู่ก็พลอยได้รับผลจากการพัฒนาไปด้วย  ปัจจุบันจึงเหลือป่าชายหาดน้อยเต็มที
             เนื่องจากคนไม่ค่อยรู้จักป่า ชนิดนี้กันเท่าไหร่นัก  ผิดกับป่าชายเลนและป่าพรุที่ปัจจุบันนี้สามารถปลูกจิตสำนึกให้คนรู้จัก เข้าใจได้ดีและมากกว่าแต่ก่อนมาก  ประกอบกับป่าชายหาดส่วนใหญ่เป็นป่าผืนเล็กๆ แคบๆ ตามแนวชายฝั่งทะเล  จึงไม่ได้ประกาศเป็นพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเช่นป่าประเภทอื่นๆ แต่อย่างใด และส่วนใหญ่แล้วเป็นพื้นที่ครอบครองมีเอกสิทธิ์เกือบทั้งสิ้น  จึงใคร่ขอวิงวอนเจ้าของที่ดินผืนใหญ่ริมทะเลที่มีป่าชายหาดหลงเหลืออยู่ใน ที่ดินของท่านโปรดได้เห็นคุณค่าและหวงแหนรักษาป่าชายหาดเอาไว้เพื่อให้อนุชน รุ่นหลังได้ศึกษาในลักษณะของป่าเอกชน  ส่วนป่าชายหาดที่เป็นที่สาธารณะประโยชน์ก็คงต้องฝากความหวังไว้กับ อบต. ท้องที่ด้วยเช่นกัน

เรียบเรียงโดย  จำนง  ถีราวุฒิ

เอกสารอ้างอิง

ป่าชายหาด ปราการที่ขาดหาย ข่าวสารสิ่งแวดล้อม 2542.  สำนักงานสิ่งแวดล้อมภาคที่ 42  
สำนักงานนโยบายและแผนสิ่งแวดล้อม กระทรวงวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม.  
ปีที่ 10  ฉบับที่ 11.   พฤศจิกายน 2542.  หน้า 6-8