โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

บทความฉบับนี้มาทำความรู้จักกับผักชนิดหนึ่งนะค่ะ ซึ่งมีชื่อว่า สาหร่ายผักกาดทะเล (Sea Lettuce)  จะมีคุณค่ามหาศาลขนาดไหน และผักนี้เป็นอย่างไรก็ลองอ่านบทความฉบับนี้ดูนะค่ะ

      สาหร่ายทะเลจัดเป็นพืชชั้นต่ำที่สามารถสังเคราะห์แสงเองได้เช่นเดียวกับพืชบกทั่ว ๆ ไป สาหร่ายผักกาดทะเลก็เช่นเดียวกัน แม้จะอยู่ในน้ำแต่ก็สังเคราะห์แสงได้ และถูกจัดให้อยู่ในประเภทสาหร่ายสีเขียว มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Ulva lactuca ชื่อสามัญคือ Sea Lettuce สาเหตุที่นิยมเรียกกันว่าสาหร่ายผักกาดทะเลก็เพราะมีลักษณะของทัลลัส (thallus) บางและแผ่กว้าง มีใบหยักคล้ายใบผักกาด ไม่มีราก ลำต้น และใบที่แท้จริง มีความหนาของเซลล์เพียง 2 ชั้นที่แผ่เป็นแผ่นเกาะกับพื้นก้อนหิน และเปลือกหอยโดยใช้ไรซอยด์ (Rhizoid) ด้านอาหาร  สาหร่ายทะเลมีคุณสมบัติทั่วไป เช่นเดียวกับพืชบกที่มีโปรตีนและไขมันไม่มากนัก มีแคลเซียมต่ำ แต่กลับมีกากใยอาหารสูง คุณค่าทางอาหารที่แตกต่างจากพืชบก คือสาหร่ายทะเล จะมีปริมาณวิตามินและเกลือแร่สูง อาทิเช่น วิตามิน  A  B  C  D  E และ K แร่ธาตุแมกนีเซียม แคลเซียม สังกะสี  ทองแดง  เหล็ก ไอโอดีน องค์ประกอบทางเคมีของสาหร่ายผักกาดทะเลว่าประกอบด้วย โปรตีน 13 – 18 % ไขมัน 0.3 – 1.9 % คาร์โบไฮเดรต 53 – 58 % ใยอาหาร 9 – 12 % น้ำหนักแห้ง และความชื้น 15 – 20 % (Padua et al., 2004) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับไข่มีโปรตีน 10 – 15 % เนื้อวัวมีโปรตีน 18 – 20 % และในปลาทู ปลาอินทรีย์มีโปรตีน 20 % เป็นต้น ซึ่งล้วนแต่เป็นพวกที่ร่างกายมนุษย์ต้องการแทบทั้งสิ้น  และการที่สาหร่ายผักกาดทะเลมีกากใยสูงถึง  33-75%  ของน้ำหนักแห้งส่งผลให้การขับถ่ายสะดวก ป้องกันท้องผูกและเกิดริดสีดวงทวาร ได้เป็นอย่างดี ตัวอย่างเมนูจากธรรมชาติที่มีคุณค่าต่อสุขภาพ  เช่น สาหร่ายเทมปุระ สลัดสาหร่าย  สาหร่ายชุบแป้งทอด

        สาหร่ายผักกาดทะเล เป็นอาหารสุขภาพอีกรูปแบบหนึ่งที่น่าสนใจไม่น้อยเลยทีเดียว สำหรับผู้ที่ชอบรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพ เพราะนอกจากจะเป็นประโยชน์ต่อร่างกายของเราแล้ว ในด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำยังสามารถนำสาหร่ายไปเป็นตัวช่วยในการปรับปรุงคุณภาพน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยสาหร่ายเป็นตัวดึงพวกสารประกอบอนินทรีย์ เช่น แอมโมเนีย ไนเตรท ฯลฯ มาใช้ในกระบวนการเมตาบอลิซึมต่าง ๆ และที่สำคัญออกซิเจนที่เราใช้หายใจกันอยู่ทุกวันนี้ ส่วนหนึ่งมาจากสาหร่ายพวกนี้อีกด้วย สาหร่ายทะเลจึงสามารถช่วยลดภาวะโลกร้อนได้อีกทางหนึ่ง นอกจากจะเป็นอาหารของมนุษย์แล้ว สาหร่ายผักกาดทะเล ยังเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของพวกแอมฟิพอด  หอย  ลิ่นทะเล หอยขมทะเล และหอยเม่น


      ด้านการประมง เป็นงานวิจัยต่อยอดในการใช้สาหร่ายผักกาดทะเล บำบัดน้ำเสียในฟาร์มของสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตราด พบว่าสาหร่ายชนิดนี้สามารถดูดซับแอมโมเนียจากน้ำทิ้งทางการเกษตร นอกจากนี้ยังดึงสารประกอบไนโตรเจนจากน้ำทิ้งมาเป็นปุ๋ย ทำให้คุณภาพของน้ำดีขึ้นช่วยให้ผู้ประกอบการลดปริมาณการเปลี่ยนถ่ายน้ำ

วิธีการเพาะเลี้ยงสาหร่ายผักกาดทะเลทางสถานีเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งจังหวัดตราดได้ ทดลองเลี้ยง 2 วิธีคือ 
    1.เลี้ยงร่วมกับพ่อแม่พันธุ์ปลากะรังจุดฟ้า ซึ่งมีขนาดของบ่อ 160 ตารางเมตร ความลึกของน้ำ 120 เซนติเมตร มีการใช้อากาศแบบที่ใช้อยู่ในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วไป ใส่พันธุ์สาหร่ายลงในกระชังซึ่งทำจากท่อพีวีซีและตาข่ายพลาสติกสีเขียว ขนาด 50x80x30 เซนติเมตร ใส่พันธุ์สาหร่าย 200 กรัมต่อ 1 กระชัง หลังจากเก็บเกี่ยวพบว่าผลผลิตสาหร่ายเพิ่มจาก 200 กรัม เป็น 600-700 กรัมต่อกระชัง 
    2.เลี้ยงร่วมกับบ่อพ่อ-แม่พันธุ์หอยหวานซึ่งรองพื้นบ่อด้วยผ้าพลาสติกขนาดของบ่อ 4x7 ตารางเมตร ความลึกของน้ำ 30 เซนติเมตร ภายในโรงเรือนมีหลังคามุงด้วยพลาสติก (การเลี้ยงหอยหวานเป็นแบบระบบปิดหมุนเวียนน้ำภายในบ่อผ่านเครื่องจับโปรตีน) หว่านพันธุ์สาหร่ายลงไป 8 กิโลกรัมต่อบ่อ หลังจากเลี้ยงไปได้นาน 1 เดือน เก็บผลผลิตสาหร่ายได้ถึง 60 กิโลกรัมต่อบ่อ
    อย่างไรก็ดีเนื่องจากสาหร่ายผักกาดทะเลมักพบในบริเวณน้ำกร่อยและน้ำเค็มเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นในการเพาะเลี้ยงสาหร่ายชนิดนี้ความเค็มจึงเป็นปัจจัยสำคัญ กล่าวคือ หากเราให้ความเค็มของน้ำไม่เหมาะสม สาหร่ายก็จะไม่เจริญเติบโต และจากการวิจัยของคุณ สุวรรณา  วรสิงห์ ถึงผลของความเค็มที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายผักกาดทะเลอยู่ที่  25 ppt และผลผลิตจะมากขึ้น เมื่อเลี้ยงในระยะที่นานขึ้น
       ด้านระบบนิเวศ สาหร่ายผักกาดทะเลสามารถใช้เป็นตัวบ่งชี้ทางชีวภาพ (Bioindicators) ในแหล่งน้ำธรรมชาติได้กล่าวคือ หากมีสาหร่ายชนิดนี้มากในแหล่งน้ำแสดงว่า ในแหล่งน้ำดังกล่าวมีความอุดมสมบูรณ์ของสารอาหารมาก เช่น พวกไนโตรเจน และฟอสเฟต ในทางกลับกันหากสาหร่ายลดจำนวนลงก็จะบ่งชี้ได้ว่าแหล่งน้ำกำลังประสบปัญหาการปนเปื้อน จนทำให้สาหร่ายผักกาดทะเลไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ
       ตัวการที่ทำให้ปริมาณสาหร่ายผักกาดทะเลลดลง ส่วนใหญ่ก็เป็นเพราะมนุษย์เรานั่นแหละที่สร้างมลภาวะทำให้แหล่งน้ำมีการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว สังกะสี แคดเมียม ทองแดง และเหล็ก นอกจากนี้ก็เป็นผลมาจากน้ำทิ้งจากโรงงานอุตสาหกรรม การชะล้างสารเคมีจากภาคเกษตรจำพวกยาฆ่าแมลง และสารกำจัดศัตรูพืช ตลอดจนคราบน้ำมันจากเรือประมง เป็นต้น 
       ท่านคงจะเห็นด้วยใช่มั๊ยค่ะว่าผักนั้นดี มีคุณค่ามากมายจริง ๆ เพราะจะใช้กินก็ได้ ใช้บำบัดน้ำก็ดี ที่สำคัญสาหร่ายผักกาดทะเลนั้นถือเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่หาได้ไม่ยากในบ้านเรา เชื่อว่าในอนาคตอันใกล้หากทางภาครัฐและเอกชนได้มีการวิจัยการใช้ประโยชน์จากสาหร่ายชนิดนี้อย่างเป็นจริงเป็นจัง ไม่ว่าจะเป็นการเพาะเลี้ยงเป็นอาชีพ การนำไปบริโภค การแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์เพื่อส่งออก หรือแม้กระทั่งนำมาใช้ในการบำบัดน้ำเสียภายในฟาร์ม ท่านผู้ประกอบการจะได้รับประโยชน์ที่คุ้มค่าที่สุดอย่างแน่นอน

เรียบเรียงโดย : ฉวีวรรณ  หนูนุ่น

ที่มา :

http://www.coastalaqua.com

https://th.wikipedia.org/wiki

http://www.matichon.co.th/news/109197

จุลสารข่าวกรมประมง ร้อยข่าวชาวประมง ปีที่ 4 ฉบับที่ 17 เดือนธันวาคม 2558 – มกราคม 2559

สุวรรณา วรสิงห์.2551ผลของความเค็มที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของสาหร่ายผักกาดทะเล.ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งจันทบุรี.