โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ชื่อ องุ่นทะเล หรือ คาเวียว์สีเขียว (Umi-budou ) มันคือสาหร่ายทะเลที่เกิดตามธรรมชาติแถบโอกินาว่า ประเทศญี่ปุ่น และในประเทศฟิลิปปินส์ ในไทยนั่นเรียกว่า สาหร่ายพวงองุ่น อีกทั้งในประเทศอื่นๆ ยังเรียกสาหร่ายพวงองุ่นแตกต่างกันไป ดังนั้นสรุปสั้น ๆ ก็คือ สาหร่ายพวงองุ่นถูกเรียกในหลายๆ ชื่อ นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายอีกชนิดหนึ่ง  ซึ่งมีลักษณะที่ใกล้เคียงกับสาหร่ายพวงองุ่นชนิดนี้มาก  นั่นก็คือ  สาหร่ายช่อพริกไทย  ซึ่งจัดอยู่ในตระกูลที่ใกล้เคียงกับสาหร่ายพวงองุ่น  แต่มีน้ำหนักเบากว่า  เนื่องจากมีลักษณะของเม็ดที่เล็กกว่า  คล้ายกับเม็ดพริกไทย จึงถูกเรียกว่า "สาหร่ายช่อพริกไทย" นั่นเอง

สาหร่ายพวงองุ่นถึงจะเม็ดจิ๋วๆ แต่หิ้วประโยชน์มาแน่นพวง แถมรสชาติยังชวนกิน ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่นยังอาจจะเป็นข้อสงสัยอันดับต้นๆ ของหลายคนอยู่ และยิ่งนับวันก็ยิ่งเห็นคนรักสุขภาพ มีสาหร่ายพวงองุ่นเป็นเมนูฮอตฮิตก็ยิ่งทำให้ฉงน งั้นเอาเป็นว่าวันนี้เราจะมาทำความรู้จักประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่นกันสักที มาลองดูซิเจ้าสาหร่ายพวงองุ่นหน้าตาฉีกแนวจากสาหร่ายทั่วไปจะมีดีตรงไหนนะ

 

  ที่มา http://www.vcharkarn.com/uploads/sites/6/2014/02/Sea-grapes-2.jpg

สาหร่ายพวงองุ่นจะไม่มีรสชาติ แต่จะรู้สึกถึงความกรอบพิเศษภายในชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำ ด้วยความที่หน้าตามันมีลักษณะเป็นพวง  เม็ดกลมเป็นช่อ  คล้ายเหมือนกับองุ่น หรือไข่ปลาคาเวียร์สีเขียว  มันจึงมีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  “Sea grapes" หรือ "Green caviar" ส่วนชาวญี่ปุ่นจะเรียกสาหร่ายชนิดนี้ว่า "Umi budo" ซึ่งแปลว่า องุ่นแห่งท้องทะเลค่ะ  สาหร่ายพวงองุ่นจัดเป็นหนึ่งในสาหร่ายที่รับประทานได้  และยังมีรสชาติดีอีกด้วย  โดยเราอาจพบสาหร่ายชนิดนี้เจริญอยู่บนโขดหิน ก้อนกรวด และพื้นทราย ในเขตน้ำขึ้นน้ำลงไปจนถึงเขตน้ำลงต่ำสุดบริเวณชายฝั่งที่มีคลื่นไม่รุนแรง  โดยอาจอยู่รวมตัวกันเป็นกระจุกหรือปะปนกับสาหร่ายชนิดอื่นตามซอกหินหรือปะการัง  ปัจจุบันสามารถพบสาหร่ายพวงองุ่นได้ในเขตประเทศอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์  ไทย เวียดนาม และญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังแพร่กระจายไปในเขตร้อนอย่าง เคนยา มาดากัสการ์

โมแซมบิก  แทนซาเนียและปาปัวนิวกินี  สาหร่ายพวงองุ่นจัดเป็นอาหารสุขภาพที่มีราคาค่อนข้างสูง  ดังนั้นหลายประเทศจึงนิยมเลี้ยงสาหร่ายทะเลเพื่อส่งออก  ซึ่งปัจจุบันกรมประมงในประเทศไทยสามารถเพาะเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่น  ได้ด้วยวิธีที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทำให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงสาหร่ายพวงองุ่นได้อย่างสะอาดและมีสีสันสวยงาม ทั้งยังถือเป็นสาหร่ายที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจซึ่งได้มีการขยายในระบบบ่อเลี้ยง กรมประมงริเริ่มการเลี้ยงสาหร่ายชนิดนี้ในปี พ.ศ. 2536  โดยปลูกในบ่อพักน้ำชีวภาพ  แต่ปัจจุบันได้พัฒนาการเพาะเลี้ยง  เพื่อขยายผลในเชิงพาณิชย์  โดยสามารถเพาะเลี้ยงได้ 3 รูปแบบ  ทั้งในระบบบ่อการเลี้ยงในบ่อพักน้ำธรรมชาติ  เลี้ยงในบ่อดินหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ  เช่น บ่อเลี้ยงกุ้ง  หรือบ่อเลี้ยงปลา  และระบบการเลี้ยงในบ่อคอนกรีต

ประโยชน์ของสาหร่ายพวงองุ่น

สาหร่ายพวงองุ่นมีสรรพคุณยืนพื้นเหมือนอย่างสาหร่ายจากทะเลน้ำลึกทั่วไป โดยอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินหลายชนิด เช่น กรดไขมัน PUFA วิตามินบี 2 วิตามินอี เกลือแร่ และสารอาหารสำคัญอย่างแมกนีเซียม แคลเซียม โพแทสเซียม สังกะสี ไอโอดีน เบต้าแคโรทีน  พร้อมทั้งกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกาย ชนิดที่หาไม่ได้จากพืชบนบก ที่สำคัญสาหร่ายพวงองุ่นยังมีแคลอรีต่ำ โซเดียมต่ำ มีไฟเบอร์สูง จึงช่วยกระตุ้นระบบขับถ่ายได้ดี และยังเป็นอาหารสำหรับผู้ป่วยโรคเบาหวาน โรคหัวใจ และโรคความดันโลหิตได้โดยไม่ส่งผลเสียต่อสุขภาพ  ด้วยค่ะ  ทั้งนี้สาหร่ายพวงองุ่น  ถือเป็นหนึ่งในอาหารยอดนิยมของชาวญี่ปุ่น เพราะมีความเชื่อกันว่า  หากรับประทานสาหร่ายชนิดนี้  จะทำให้หายป่วยเร็วขึ้น  ด้วยคุณสมบัติเช่นนี้ จึงทำให้สาหร่ายพวงองุ่น ได้รับการเรียกขานว่า  "longevity seaweeds"

วิธีรับประทานสาหร่ายพวงองุ่น

สามารถรับประทานได้หลากหลายแบบไม่จำกัด โดยส่วนใหญ่ที่อยากให้เริ่มลองก่อน คือทานสด ล้างด้วยน้ำเปล่า แล้วนำไปสะดุ้งด้วยน้ำเย็น เพื่อให้ได้ความสดกรอบ จากนั้นเลือกจิ้มรับประทานกับน้ำจิ้มที่ชอบ จะเป็นน้ำจิ้มพอนสึตามแบบฉบับของญี่ปุ่น รสชาติหวานๆ เค็มๆ หรือจะแซ่บยิ่งขึ้นกับน้ำจิ้มซีฟู้ด เปรี้ยว เค็ม เผ็ด ก็อร่อยจนหยุดทานไม่ได้ นอกจากนี้ยังสามารถนำไปดัดแปลงเป็นเมนูต่างๆ จะยำ ส้มตำ ซูชิ แครกเกอร์ ใส่สลัด ยัดไส้ หรืออะไรก็ได้

เรียบเรียงโดย... นางสาวรสรินทร์ สุวรรณชาตรี