ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

เราจะพาท่านมาทำความรู้จักกับหอยหวานอย่างเป็นขั้นตอนไปทีละเล็กทีละน้อย จนเมื่อท่านสามารถเจ้าใจในพฤติกรรมต่างๆ แล้ว เราจึงค่อยไปทำการเพาะเลี้ยงกันแต่ก่อนอื่น ขออนุญาตแนะนำให้ท่านรู้จักชื่อ, ชื่อสามัญ, และชื่อวิทยาศาสตร์ตามหลักอนุกรมวิธาน(taxonomy) ของ หอยหวานเสียก่อน

ภาพจาก https://www4.fisheries.go.th/

 

อนุกรมวิธานของหอยหวาน

   หอยหวานหรือบางครั้งเรียก "หอนตุ๊กแก" อาจจะเนื่องมาจากมีลายสีดำ-ขาว หรือน้ำตาล-ขาว อยู่บนเปลือก และหากบางท่านไปอ่านพบคำว่า "หอยเทพรส" ก็ให้หมายความถึงหอยหวานได้เหมือนกันแต่ไม่ค่อยมีคนใช้กันเท่าใดนัก หอยหวานมีชื่อสามัญว่า Babylon จัดตามหลักอนุกรมวิธานได้ดังนี้

Phylum Mollusca
Class Gastropoda
Order Neogastropoda
Family Buccinidae
Genus Babylonia

หอยหวานที่พบในประเทศไทย
หอยหวานที่พบในประเทศไทย พบมากมีอยู่ 2 ชนิด ดังต่อไปนี้
1. หอยหวาน ที่มีชื่อสามัญว่า Spotted Babylon มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Babylonia areolata Link 1807 มีแหล่งแพร่กระจายตัวอยู่ทางฝั่งอ่าวไทย เช่น ตราด, ระยอง, จันทบุรี, ชลบุรี, เพชรบุรี, ประจวบคีรีขันธ์, สุราษฎร์ธานี และนครศรีธรรมราช เป็นต้น มีลักษณะเด่นที่บ่งชี้คือรอยต่อของช่วงวงเปลือก(Whorl) จะเป็นปกติไม่ตัดตรงและไม่เว้าเข้า ด้านใน 
2. หอยหวานมีชื่อสามัญว่า Spiral Babylon มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Babylonia spirata Linnaeus 1758 มีแหล่งแพร่กระจายตัวอยู่ทางฝั่งทะเลอันดามัน ที่พบมากก็ที่จังหวัดระนอง ลักษณะภายนอกที่บ่งชี้ คือรอยต่อช่วงวงเปลือก(Whorl) จะต่างจากชนิดแรกคือ จะตัดตรงและเว้าเข้าด้านในเล็กน้อย(ดังรูป) บางคนเรียกหอยชนิดนี้ว่า "หอยหมาก"
นอกจากนี้ในต่างประเทศยังมีหอยหวานชนิดอื่นอีกที่มีขนาดและรูปร่างและลักษณะของเท้าต่างจากหอยหวานของไทยออกไปแต่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้

สรีระวิทยาของหอยหวาน
     หอยหวานจัดอยู่ในจำพวกฝาเดียว เปลือกค่อนข้างหนา รูปร่างเปลือกเป็นรูปไข่ ผิวเรียบ บนลำตัวมีวงเปลือก(baby whorl) พองกลม มีแถบสีดำหรือสีน้ำตาลเข้มเป็นระยะๆ ตัวเต็มวัย (adult) ปกติจะฝังตัวอยู่ในทรายหรือโคลนปนทรายบริเวณพื้นทะเล ออกหากินในเวลากลางคืนโดยโผล่ขึ้นมาจากพื้นทะเล หอยหวานจะยื่นส่วนเท้า(foot) ออกมาใช้สำหรับการเคลื่อนที่ มีหนวด 1 คู่ และมีตา 1 คู่ อยู่บนหนวด ตาของหอยหวานใช้สำหรับรับรู้เกี่ยวกับแสงสว่างเท่านั้น เมื่อเวลาหอยหวานจะกินอาหารซึ่งได้แก่ ซากสัตว์(ปลา,หอย,กุ้ง ฯลฯ) ที่ตายแล้ว(detritus)หอยหวานก็จะยื่นงวงยาว(proboscis) ออกมาจากช่องปาก(mouth) ซึ่งอยู่ระหว่างคู่หนวดไปดูดอาหาร เข้าสู่ระบบทางเดินอาหารเพื่อย่อยและดูดซึมไปใช้ต่อไป
     หอยหวานจะมีส่วนที่เป็นลักษณะคล้ายท่อชูขึ้นมาเป็นท่อสำหรับการดูดน้ำทะเลเข้าสู่ภายในตัว เรียกว่า "ไซฟอน" เพื่อให้น้ำทะเลผ่านเหงือก เพื่อรับออกซิเจนเข้าไป เผาผลาญอาหารให้เกิดพลังงาน นำไปใช้ในขบวนการต่างๆ ภายในร่างกาย เพื่อการดำรงชีพ และการเจริญเติบโตต่อไป

แหล่งที่อยู่อาศัยและการแพร่กระจาย
     ในธรรมชาติหอยหวานจะอาศัยอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล ที่มีพื้นทะเลเป็นทรายหรือทรายปนโคลนที่ระดับความลึก 10-20 เมตร พบแพร่กระจายอยู่ทั่วไปทั้งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน นอกจากนั้นบริเวณชายฝั่งทะเลเขมร, เวียดนาม และบริเวณทะเลจีนใต้ก็ยังพบว่ามี หอยหวานแพร่กระจายอยู่เช่นกัน

วงจรชีวิตและการสืบพันธุ์
     หอยหวานเป็นสัตว์แยกเพศ สำหรับหอยหวานทั้ง 2 ชนิดที่พบในประเทศไทย ได้แก่ Babylonia areolata และ Babylonia spirata สามารถจำแนกเพศได้ชัดเจนโดย หอยเพศผู้ จะปรากฏอวัยวะเพศ(penis) เป็นติ่งแบน ยื่นออกมาจากบริเวณใต้โคลนหนวดด้านขวา(ดังรูป)ส่วนหอยเพศเมียจะไม่ปรากฏติ่งแบนแต่จะพบรูเปิดด้านใต้ของเท้าเพื่อปล่อยฝักไข่(ดังรูป) หอยหวานเท่าที่ผู้เขียนมีประสบการณ์มาพบว่าจะสมบูรณ์เพศ กล่าวคือ มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะ

     สามารถผสมพันธุ์ได้(mature) ทั้งเพศผู้และเพศเมียจะมีความยาวประมาณ 4 เซนติเมตรขึ้นไป โดยมีอายุประมาณ 9-12 เดือน ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของอาหารที่หอยหวานกินและสภาพ แวดล้อมของดินและน้ำ
หอยหวานเพศผู้และเพศเมียก่อนจะผสมพันธุ์กันจะมีการจับคู่กัน(Copuration) โดยเคลื่อนตัวไปด้วยกัน ในตอนกลางคืน หรือในที่มืด หลังจากนั้นตัวผู้จะสอดอวัยวะเพศ(penis) เข้าไปในตัวเมีย แล้วปล่อยน้ำเชื้อผสมกับไข่บริเวณท่อนำรังไข่(Oviduct) เมื่อไข่ได้รับการผสมแล้ว(Fertilized egg) ตัวเมียจะสร้างฝักไข่ขึ้นมาห่อหุ้มไข่ดังกล่าว เรียกว่า ฝักไข่(Egg Capsule) แล้วตัวเมียจะปล่อยฝักไข่ออกมาทางรูเปิด ซึ่งอยู่ด้านใต้ของเท้า โดยมีลักษณะเป็นแนวยาว ไปตามทางเดินของตัวเมีย หอยหวานสามารถวางไข่ได้ตลอดทั้งปี และแม่หอย 1 ตัว จะวางไข่ได้ระหว่าง 20-70 ฝัก และแต่ละฝักจะมีไข่ที่ได้รับการผสมแล้วอยู่ระหว่าง 361-633 ฟอง เฉลี่ยประมาณ 500 ฟอง ฝักไข่ที่แม่หอยหวานปล่อยออกมา จะติดกับวัสดุรองพื้นโดยทั่วไปจะใช้ ทรายหยาบ หรือบางครั้งจะติดกับพื้นบ่อ หรือถังที่ใช้เลี้ยงพ่อแม่พันธุ์ โดยฝักไข่จะมีก้านชู ฝักไข่(peduncle) ทำหน้าที่ชูฝักไข่ให้อยู่ในมวลน้ำและทำให้ฝักไข่ได้รับออกซิเจนในน้ำอย่างเต็มที่ (ดังรูป) ขนาดของฝักไข่ขึ้นอยู่กับขนาดของพ่อแม่พันธุ์ พ่อแม่พันธุ์ขนาดใหญ่จะให้ฝักไข่ขนาดใหญ่และมีจำนวนไข่ใน 1 ฝักมาก พ่อแม่พันธุ์ขนาดเล็กลงมาก็จะให้ฝักไข่ขนาดเล็กลงมาด้วย และมีจำนวนไข่น้อยลงตามสัดส่วน
     ฝักไข่ที่ถูกปล่อยออกมาติดกับพื้นหรือวัสดุรองพื้นจะเริ่มพัฒนาตัวเองโดยการ แบ่งเซลเพิ่มจำนวนเซลและฟักออกมาเป็นตัวอ่อนที่ว่ายน้ำได้ลักษณะคล้ายผีเสื้อเรียกว่า "Veliger larvae" (ดังรูป) มีขนาด 400-500 ไมครอน โดยใช้เวลา 5-7 วัน อัตราการฟักมากกว่า 90%
     ลูกหอยวัยอ่อนระยะ Veliger larvae นี้จะมีรูปร่างคล้ายผีเสื้อ ล่องลอยอยู่กลางน้ำโดยมีปีกเรียกว่า "Velum" ซึ่งจะมีขน (cilia) คอยพัดโบกเพื่อช่วยในการลอยตัว และพัดอาหาร เข้าปาก อาหารของลูกหอยระยะนี้จะกินพวกสาหร่ายเซลเดียวจำพวกไดอะตอม(diatom) ได้แก่ ไอโซไคซิส (Isochrysis sp.), คีโตเซอรอส (Chaetoceros sp.), สเกลเลโตนีมา(skeletonema sp.), เป็นต้น ลูกหอยจะพัฒนาตัวโดยมีขนาดใหญ่ขึ้นจนมีขนาดประมาณเกือบ 1 ม.ม. ก็จะเริ่ม ลงสู่พื้น(settle) การลงสู่พื้นเร็วหรือช้าขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ ประกอบกัน ได้แก่ ความหนาแน่น ของลูกหอย, อาหาร, คุณสมบัติของน้ำ ฯลฯ แต่โดยทั่วไปแล้วสำหรับในประเทศไทยจะอยู่ระหว่าง 10-25 วัน ซึ่งรายละเอียดเหล่านี้ ถือว่าเป็นเทคนิคในการควบคุม และจัดการเพื่อใช้ในการ เพาะพันธุ์ลูกหอยให้มีประสิทธิภาพและผลผลิตสูง
ลูกหอยที่ลงสู่พื้นจะมีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและพฤติกรรมการกินอาหารและ การอาศัยอย่างสิ้นเชิง การเปลี่ยนแปลงลักษณะนี้ ในทางวิชาการเราเรียกกันว่าเกิด "metamorphosis" เริ่มแรกที่ลูกหอย (ขนาดประมาณ 1 ม.ม. ) จะเริ่มเคลื่อนที่ไปมาอยู่บริเวณ พื้นบ่อและเริ่มเกาะกินเนื้อปลาหรือเนื้อหอย หรือซากสัตว์อื่นๆ ได้บ้างแล้ว หลังจากนั้นปีกจะหดมีเท้ายื่นออกมาเหมือนตัวแม่ขนาดประมาณ 1-3 ม.ม.
     ลูกหอยหวานเมื่อเริ่มคืบคลานได้แล้วจะมีพฤติกรรมเหมือนตัวเต็มวัยคือจะฝังตัวอยู่ใต้ทราย และโผล่ขึ้นมากินอาหารโดยใช้งวงยาวยื่นออกมาดูดอาหาร จำพวก ซากสัตว์ที่ตายแล้ว เรียกลูกหอยหวานระยะนี้ว่า "early juvenile" (ดังรูป) ขนาดตัวเริ่มใหญ่ขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป ถ้าอาหารสภาพแวดล้อมมีความเหมาะสม ใช้เวลาประมาณเกือบ 1 เดือน ก็จะมีขนาดประมาณ 1 ซ.ม. ซึ่งลูกหอยหวานขนาดนี้ จะมีความแข็งแรง และทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้ดีมาก เหมาะที่จะนำไปเลี้ยงเป็นหอยเนื้อขนาดที่ตลาดต้องการได้
     ลูกหอยหวานขนาด 1 ซ.ม. ใช้เวลาประมาณ 8-11 เดือน ก็จะเป็นหอยหวานขนาดประมาณ 4 ซ.ม. เศษๆ ซึ่งมีความสมบูรณ์เพศ พร้อมจะสืบพันธุ์ต่อได้

พฤติกรรมและการกินอาหาร

     หอยหวานนั้นเป็นสัตว์ที่ชอบออกหาอาหารกินตอนกลางคืน โดยในเวลาปกติ หอยหวานจะฝังตัวอยู่ใต้ทรายหรือทรายปนโคลนที่พื้นทะเล เมื่อโผล่ขึ้นมาจะเคลื่อนตัวไปข้างหน้า(ถอยหลังไม่เป็นเปรียบได้คล้ายรถซาเล้ง) โดยพฤติกรรมแล้ว หอยหวานจัดเป็นสัตว์อยู่ในจำพวกกินซาก(Scarventure) โดยชอบกินซากสัตว์มากกว่า ซากพืชซึ่งตรงกันข้ามกับหอยเป๋าฮื้อและชอบกินอาหารที่อ่อนนุ่ม มีกลิ่นคาวและอยู่ในสภาพสด หอยหวานจะยื่น งวงยาว (proboscis) ออกมาจากปากแล้วไปดูดกินซากสัตว์จนอิ่มแล้วจะเคลื่อนที่ไปมา สักพัก ก็จะกลับลงไปฝังตัวตามเดิม

สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม(ดิน,น้ำ)
     หอยหวานเป็นสัตว์ทะเล ดังนั้น ปัจจัยที่สำคัญต่อการดำรงชีพและการเจริญเติบโตที่สำคัญในลำดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นเรื่องของความเค็มของน้ำ เนื่องจากน้ำทะเลอุดมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ มากมาย ในระดับความเค็มของน้ำทะเลตามธรรมชาตินั้นมีความสมดุลย์กับความเข้มข้นของแร่ธาตุต่างๆ ภายในร่างกายของหอยหวาน ซึ่งหอยหวานสามารถนำไปใช้ประโยชน์ของขบวนการต่างๆ ภายในตัวและการสร้างเปลือกเพื่อการเจริญเติบโตและแข็งแรงสมบูรณ์ได้ หอยหวานมีความสามารถในระดับหนึ่ง ที่จะปรับตัวต่อระดับความเค็มที่เปลี่ยนแปลงไป โดยขึ้นอยู่กับระยะของการพัฒนาและขนาดของหอย (ฝักไข่, veliger larvar, early juvenile และ หอย 1 ซ.ม. ขึ้นไป)
- ลูกหอยหวานตั้งแต่ฟักออกมาจากฝักไข่จนถึงขนาด 1 ซ.ม. ต้องการความเค็มของน้ำอยู่ระหว่าง 30-35 ส่วนในพันส่วน
- ลูกหอยหวานขนาด 1 ซ.ม. ขึ้นไปต้องการความเค็มของน้ำอยู่ระหว่าง 20-35 ส่วนในพันส่วน
- คุณสมบัติน้ำอื่นๆ ก็เหมือนกันกับการเลี้ยงกุ้งกุลาดำทั่วไป

การเลี้ยงหอยหวานจากขนาด 1 เซนติเมตร จนถึงขนาดตลาด

1. หลักเกณฑ์การคัดเลือกสถานที่

1.1 เป็นบริเวณชายฝั่งทะเลหรือเกาะ น้ำมีความเค็มต่ำสุดในรอบปีไม่ต่ำกว่า 20 ppt
1.2 ห่างไกลจากแหล่งน้ำจืด เช่น แม่น้ำใหญ่ หรือลำคลองขนาดใหญ่
1.3 ห่างไกลจากอิทธิพลน้ำเสียต่างๆ เช่น โรงงานอุตสาหกรรม, แหล่งของเสียจากการเกษตรสาขาต่างๆ เช่น เล้าหมู, สวนผักผลไม้ที่ใช้ยาฆ่าแมลงเป็นจำนวนมาก
1.4 ทางคมนาคมสะดวกมีไฟฟ้า, ประปาพร้อม
1.5 อยู่ใกล้แหล่งอาหารที่จะนำมาใช้เลี้ยงหอยหวาน ได้แก่ เนื้อปลา และเนื้อหอยแมลงภู่

2. การเลี้ยงหอยหวานปัจจุบันมี 2 รูปแบบ

2.1 การเลี้ยงบริเวณชายฝั่งทะเล
     โดยจัดสร้างเป็นโรงเรือนมีหลังคาคลุมบังแสงแดดและป้องกันน้ำฝน บ่อเลี้ยง อาจใช้เป็นบ่อซีเมนต์ หรือบ่อที่ทำจากผ้าใบอย่างหนาอาจจะเป็นบ่อเหลี่ยม หรือรูปร่างกลมก็ได้ แต่ต้องมีระบบการถ่ายเทน้ำได้สะดวกมีท่อน้ำล้ม และน้ำเข้า-ออกสะดวก มีระบบให้อากาศ เพียงพอ พื้นก้นบ่อจะใส่ทรายพอท่วมตัวลูกหอย ขนาดบ่อไม่ควรใหญ่จนเกินไปเพราะจะดูแล จัดการได้ยาก ขนาดที่เหมาะสมควรจะมีพื้นที่บ่อไม่เกิน 30-40 ตารางเมตร ควรทำการพรางแสงไม่ให้พื้นบ่อสัมผัสแสงแดดโดยตรงเพราะจะทำให้เกิดสาหร่ายขึ้นที่พื้น และเมื่อสาหร่ายตายลง จะทำให้เกิดน้ำเสียขึ้น ทำให้ลูกหอยมีสุขภาพไม่แข็งแรง
     การให้อาหาร ให้เนื้อปลาข้างเหลือง ซึ่งบั้งด้านข้างให้ลูกหอยกินหรือเนื้อหอยแมลงภู่ กินวันละ 1 ครั้ง ถ้าเป็นเนื้อปลาจะให้ 2-10% ของน้ำหนักตัวต่อวัน ถ้าเป็นเนื้อหอยแมลงภู่จะให้ 5-30% โดยต้องคอยดูอย่าให้อาหารเหลือ สำหรับอัตราการแลกเปลี่ยนเป็น เนื้อหอยหวาน (FCR) เนื้อปลาข้างเหลืองเท่ากับ 2.03:1 และเนื้อหอยแมลงภู่เท่ากับ 3.47:1
อัตราการปล่อย ลูกหอยหวานขนาด 1 เซนติเมตร ควรปล่อยลงเลี้ยงในอัตรา 300 ตัวต่อตารางเมตร 
การเปลี่ยนถ่ายน้ำ ควรถ่ายน้ำไม่ต่ำกว่าวันละ 30% ถ้าถ่ายน้ำได้มาก หอยจะยิ่งโตเร็ว แต่ต้นทุนจะสูงขึ้นตาม
การทำความสะอาดทราย เมื่อเลี้ยงหอยหวานไปได้ประมาณ ?-1 เดือนจะพบว่าทรายมีสีดำและเริ่มมีกลิ่นเหม็น เนื่องจากหอยขับถ่ายของเสียลงทรายสะสมมากขึ้นควรจะใช้น้ำมีความเค็มเท่ากับที่เลี้ยงในบ่อ ฉีดล้างทรายให้สิ่งสกปรก ออกนอกบ่อทิ้งไป
     ผลผลิต ลูกหอยหวานที่เลี้ยงโดยถ่ายน้ำวันละ 30% จะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 6-7 เดือน จะได้หอยหวานขนาด 100 ตัว/ กก. ถ้าเลี้ยงต่ออีก 2 เดือน จะได้ขนาด 70 ตัว/กก. ราคาขายอยู่ระหว่าง 250-320 บาท/กก. ส่วนถ้าเลี้ยงโดยการใช้ระบบน้ำไหลผ่านตลอด 24 ช.ม. จะใช้เวลาเลี้ยงประมาณ 5-6 เดือน จะได้ขนาดตัว 100 ตัว/กก. โดยมีอัตราการรอดตายสูงถึง 90-95% ทั้ง 2 ระบบ

ต้นทุนและผลตอบแทน
การลงทุนทำฟาร์มหอยหวาน(พ.ท. 1 ไร่)
เงินลงทุนขั้นต้น
- ค่าก่อสร้างบ่อเลี้ยง 1,000 ตร.ม. @ 250 บาท 250,000 บาท
- ค่าปั๊มน้ำ, ปั๊มลม, ท่อต่างๆ 30,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 20,000 บาท
รวมเป็น 300,000 บาท

เงินทุนผันแปร (ต่อ 1 รุ่น)
- ค่าลูกพันธ์หอย 300,000 ตัว @ 1 บาท 300,000 บาท
- ค่าอาหาร 6,000 ก.ก. @ 14 บาท (FCR 2 : 1) 84,000 บาท
- ค่าแรงงาน 7 เดือน @ 7,000 บาท 49,000 บาท
- ค่าน้ำ, ไฟฟ้า 7 เดือน @ 2,000 บาท 14,000 บาท
- ค่าใช้จ่ายอื่นๆ 7 เดือน @ 2,000 บาท 461,000 บาท/รุ่น

รายได้
- ขายที่ 100 ตัว/ก.ก. (อัตรารอด 95%)
= 2,850 กก. @ 250 บาท 712,500 บาท
ลบ ค่าใช้จ่ายผันแปร 461,000 บาท
กำไร 251,500 บาท/รุ่น

2.2 การเลี้ยงหอยหวานในกระชังในทะเล
     การเลี้ยงหอยหวานในกระชังในทะเล จะมีต้นทุนต่ำกว่าการเลี้ยงหอยหวาน บนบกบริเวณชายฝั่ง เพราะไม่ต้องเสียค่าไฟฟ้า หรือค่าน้ำมันในการถ่ายเทน้ำ เนื่องจากน้ำทะเลมีการเคลี่อนตัวไหลผ่านกระชังอยู่ตลอดเวลาและยังทำให้หอยหวานโตเร็วกว่าอีกด้วย แต่มีข้อจำกัดเลือกสถานที่วางกระชังให้เหมาะสม กล่าวคือความเค็มของน้ำไม่ต่ำกว่า 20 ส่วนในพันส่วน และไม่มีคลื่นลมรุนแรง (มีเกาะหรือสิ่งก่อสร้างกำบังคลื่นลม)

การเลือกสถานที่
     ต้องอยู่ห่างจากปากแม่น้ำใหญ่ หรือคลองน้ำจืดขนาดใหญ่โดยมีความเค็มของน้ำต่ำสุดในรอบปี ไม่ต่ำกว่า 20 ppt น้ำใสไม่มีตะกอนขุ่น, ไม่มีน้ำเสียจากโรงงานอุตสาหกรรม และมีแหล่งอาหารของหอย เช่น เนื้อปลา, หอยแมลงภู่อยู่เพียงพอ
การสร้างกระชัง
     ใช้โครงเหล็กที่แข็งแรงเป็นโครงกระชัง และใช้ถัง 200 ลิตร เป็นทุ่นลอย โดยอาจใช้ไม้ไผ่เป็นทางเดินสำหรับให้อาหาร และการจัดการดูแลขนาดของกระชังประมาณ 2x2 ตารางเมตร หรือ 3x3 ตารางเมตร ลึก 1.2 เมตร ที่ก้นกระชัง มีกะบะใส่ทราย อาจทำด้วยผ้ายางอย่างหนา สูง 25 เซนติเมตร และใส่ทรายหยาบสูง 15 เซนติเมตร ใช้สแลนส์สีดำปิด เพื่อตัด แสงแดดที่จะส่องโดยตรงถึงพื้นทรายเพื่อป้องกันการรบกวนลูกหอยและเกิดสาหร่ายเน่าตามมา
อัตราการปล่อย ปล่อยลูกหอยหวานขนาด 1 ซ.ม. ลงเลี้ยงในอัตรา 600-1,000 ตัวต่อตารางเมตร
การให้อาหาร ให้เนื้อปลาข้างเหลือง โดยบั้งด้านข้างทั้ง 2 ด้าน หรือเนื้อหอยแมลงภู่ วันละ 1 ครั้ง ตอนกลางคืน และเก็บอาหารเหลือออกตอนเช้า
การดูแลจัดการ ใช้น้ำฉีดล้างทราย 7-10 วันต่อครั้ง
ผลผลิต อัตราการรอดประมาณ 90-95% ได้ขนาด 100 ตัว/กก. ในเวลา 4-5เดือน 
ต้นทุนและผลตอบแทน  อยู่ระหว่างเก็บข้อมูลแต่คาดว่าผลตอบแทนจะดีกว่าเลี้ยงบนบกเพราะการเจริญเติบโตดีกว่าและปล่อยได้ในอัตราที่หนาแน่นกว่า

     ปัจจุบันได้มีการทดลองเลี้ยงหอยหวานในบ่อดิน ซึ่งสามารถปล่อยลูกหอยหวานขนาด 1 ซ.ม. ได้จำนวนมาก โดยดำเนินการโดยสถาบันการศึกษาแห่งหนึ่ง หากได้ผลก็จะยิ่งทำให้การเลี้ยงหอยหวาน ในเชิงพานิช มีความเป็นไปได้สูงขึ้น สามารถนำรายได้ให้เกษตรกรและประเทศชาติต่อไป

 

 

 

เรียบเรียงโดย.....นายจรัญ วงษ์วิวัฒนาวุฒิ , นายวัลลภ ทิมดี , นางสาวสมพิศ พรรณา

 

 

อ้างอิง

https://www4.fisheries.go.th/

http://www.nicaonline.com/