อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
น้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นหาที่สุดมิได้
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ปูม้า มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Portunus Pelagicus Linnaeus จัดอยู่ในครอบครัว Portuniae ซึ่งมีแหล่งที่พบจะแพร่กระจายอยู่ทั่วไปในเขตร้อนบริเวณใกล้ชายฝั่งสำหรับในประเทศไทยจะพบตาม ชายฝั่งอันดามัน, ฝั่งอ่าวไทยและบริเวณปากแม่น้ำปูม้าจะชอบอาศัยอยู่บริเวณหาดทราย, หาดโคลนและโคลนปนทราย ปูม้าเป็นสัตว์ที่กินทั้งพืชและสัตว์เป็นอาหารที่มีชีวิตและไม่มีชีวิตเป็นอาหาร และจะชอบกินอาหารเวลากลางคืนมากกว่ากลางวัน ปูม้าไม่ชอบอยู่ในระดับน้ำที่ลึกเกิน 30 เมตร จะชอบอยู่ในระดับน้ำตื้นประมาณ 10-20 เมตร และสามารถเจริญเติบโตได้ดีในที่ที่มีความเค็ม 29-32 ppt อุณหภูมิ 30-32 องศาเซลเซียส

ภาพจาก https://farmerspace.co/

 

   ลักษณะทั่วไปของปูม้า
  ปูม้าตัวผู้ จะมีจับปิ้งเป็นรูปสามเหลี่ยมมี 6 ปล้อง ปล้องแรกมีลักษณะเรียวแคบเล็ก ปล้องที่ 2, 3 มีสันคมพาดตลอดความกว้าง เปลือกที่ 3, 4 และ 5 จะเชื่อมติดกัน และปล้องที่ 6 มีความยาวมากกว่าความกว้าง ลักษณะของก้ามตัวผู้จะมีก้ามยาวกว่าตัวเมีย และสีของลำตัว ตัวผู้มีสีฟ้าอ่อน มีจุดสีขาวทั่วไปบนกระดอง พื้นท้องเป็นสีขาว ส่วนก้ามและขามีสีฟ้า
  ปูม้าตัวเมีย จะมีจับปิ้งที่แผ่กว้างขอบด้านข้างมีขนละเอียดทุกปล้อง  ก้ามตัวเมียจะสั้นกว่าตัวผู้ กระดองเป็นสีน้ำตาลอ่อนและมีตุ่มขรุขระไม่มีจุดสีขาวเหมือนตัวผู้ ปลาย
ขาของปูม้าตัวเมียมีสีม่วงแดง
  ปูม้ามีการเจริญเติบโต 3 ระยะ
           1. ระยะ Zoea
           2. ระยะ Megalope
           3. ระยะ First Crab

   ลักษณะนิสัย
ปูม้าจะมีนิสัยกินกันเอง โดยเฉพาะตอนที่มีการลอกคราบ ปูม้าสามารถนำมาเลี้ยงเป็นปูไข่ เป็นปูนิ่ม หรือขุนปูโพรกให้เป็นปูแน่น ซึ่งใช้เวลาประมาณ 20-30 วัน ถ้าเป็นการเลี้ยงปูเล็กให้เป็นปูที่ได้ขนาดตามที่ตลาดต้องการ   ปูม้าจะใช้เวลาการเลี้ยงใกล้เคียงกับกุ้งกุลาดำ  จากการศึกษาค้นคว้าในบ่อดินขนาด 0.8 ไร่   ระดับน้ำลึกประมาณ 1.20 เมตร ถ้าเลี้ยงด้วยความหนาแน่นระหว่าง 0.5-1.5 ตัว/ตรม. จะสามารถเลี้ยงปูขนาด 0.78 - 1.16 กรัม ให้โตได้ขนาด 90 - 140 กรัม ในระยะ 4 เดือน ซึ่งเป็นขนาดโตได้ราคา
 พฤติกรรมการกินอาหาร
             ปูม้ากินอาหารได้หลายรูปแบบ นอกจากเนื้อปลาแล้วยังสามารถกินอาหารเปียกที่เกษตรกรสามารถจัดทำขึ้นเองหรืออาหารเม็ดสำเร็จรูป สำหรับกุ้งกุลาดำหรือกุ้งก้ามกรามที่มีขายตามท้องตลาดก็ได้ 
   การสืบพันธุ์ 
        ทำการรวบรวมปูม้าเพศเมียที่มีไข่ ซึ่งได้รับการผสมน้ำเชื้อจากปูเพศผู้แล้วและพัฒนาจนถึงขั้นจะสามารถวางไข่ได้ ปูม้าเพศเมียพักไว้ในบ่อซึ่งคลุมให้มืดและแบ่งแยกเป็นอิสระแต่ละตัว เตรียมน้ำฆ่าเชื้อมาจากบ่อที่ฆ่าเชื้อ มีการใช้วัสดุหลบซ่อนตัวของปูม้า โดยใช้ท่อพีวีซีหรือไหจับหมึกด้วยและอาหารที่ใช้เลี้ยงปูเหล่านี้คือหอยขาวสด ๆ ใช้ทั้งเปลือกและเนื้อ ปูม้าจะใช้ก้ามหนีบคีบเปลือกหอยให้แตกและสามารถกินเนื้อหอยได้ ปล่อยให้แม่ปูอุ้มไข่จนพัฒนาแก่ตัวเต็มที่พร้อมจะฟักเป็นตัวได้ และเพื่อเป็นการป้องกันปูทำร้ายกันเอง ได้จัดแบ่งพื้นบ่อเป็นส่วน ๆ ด้วยอวนพีวีซีได้จัดแบ่งพื้นบ่อเป็นส่วน ๆ ด้วยอวนพีวีซี 
           ปูม้าจะมีเพศแยกจากกันอย่างเด็ดขาด มีการผสมพันธุ์เป็นแบบ Heterosexual ลักษณะทางภายนอกแยกเพศจากกันได้อย่างชัดเจนด้วยสีและจับปิ้ง เมื่อถึงฤดูกาลวางไข่ ปูม้าเพศเมียจะมีไข่ติดอยู่บริเวณระยางค์ซึ่งเคยเป็นขาว่ายน้ำในระยะวัยอ่อน  โดยในระยะแรกไข่จะอยู่ภายในกระดองต่อมากระดองทางหน้าท้องเปิดออกมาทำให้สามารถเห็นไข่ปูม้าชัดเจน จึงมักเรียกปูม้าในระยะนี้ว่าปูม้าที่มีไข่นอกกระดอง ไข่นอกกระดองนี้ในขณะที่เจริญแบ่งเซลล์อยู่ภายในเปลือกไข่ สีของไข่จะค่อย ๆ เปลี่ยนจากสีเหลืองอมส้มเป็นสีเหลืองปนเทา สีเทาและสีเทาอมดำ ปูม้าที่มีไข่สีเทาอมดำนั้นจะวางไข่ภายใน 1-2 วัน 
  การเพาะพันธุ์
           ลำเลียงไข่ปูม้าที่ติดกับจับปิ้ง การลำเลียงไข่จะต้องแช่ในน้ำเค็มพร้อมให้อากาศและใช้เวลาไม่เกิน 1 วัน หลังจากได้ไข่มาแล้ว ขั้นตอนแรกต้องนำไข่มาล้างและแยกออกจากจับปิ้ง โดยการนำจับปิ้งที่มีไข่ติดอยู่มาแช่ในกะละมังที่มีน้ำพอสมควรใช้มือถูเบาๆ เมื่อแยกไข่ออกจากจับปิ้ง จากนั้นทำความสะอาดไข่โดยนำไข่ไปล้างด้วยน้ำทะเลสะอาดแล้วใช้ผ้ากรองกรองไข่ เมื่อได้ไข่ที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วก็ทำการเพาะฟัก
           ถังพลาสติกที่ใช้เพาะฟักควรเป็นถังทรงสูง      เพราะขณะเพาะฟักจะต้องให้อากาศตลอดเวลา เพื่อป้องกันไม่ให้ไข่จม ถ้าไข่จมลงก้นถังจะทำให้ไข่เน่าและถ้าถังมีขนาดใหญ่เกินไปอาจทำให้อากาศมีแรงไม่พอทำให้ไข่จมก็ได้ ระหว่างเพาะฟักจะต้องดูแลอย่างใกล้ชิด ไข่จะใช้เวลา 2-3 วัน จึงฟักเป็นตัว หากเกิน 5 วันไปแล้วไข่ยังไม่ฟักเป็นตัวแสดงว่าไข่เน่าแล้ว
          หลังจากไข่ฟักออกเป็นตัวแล้ว ถึงขั้นตอนที่ต้องนำตัวอ่อนไปเลี้ยงในบ่ออนุบาล ในกรณีที่ในถังเพาะฟักไข่ฟักเป็นตัวไม่พร้อมกัน จำเป็นจะต้องแยกส่วนที่ฟักเป็นตัวออกก่อน ทำโดยดูดทั้งไข่และลูกปูที่อยู่ในถังเพาะฟักใส่ในกะละมังด้วยวิธีกาลักน้ำ ลูกปูจะลอยขึ้นมาที่ผิวน้ำ ส่วนไข่จะจมอยู่ที่ก้นกะละมัง จากนั้นก็ดูดไข่ออกมาเพื่อนำไปฟักต่อส่วนลูกปูก็นำไปอนุบาลต่อในบ่ออนุบาล ซึ่งจะเป็นบ่อปูนทรงกลมบ่ออนุบาลที่ดีไม่ควรจะให้แสงส่องผ่านมากนัก เพราะถ้าแสงแดดส่องผ่านมากจะทำให้น้ำเกิดขี้แดดอันจะส่งผลต่อไปถึงคุณภาพน้ำ
          จากพ่อแม่พันธุ์ที่เลี้ยงไว้ โดยแม่ปูที่มีไข่กระดองที่ไข่มีสีเทาปนดำใส่ในบ่ออนุบาลที่มีน้ำสะอาดให้อากาศเบาๆ เมื่อแม่ปูวางไข่จับเอาแม่ปูออกจากบ่อแม่ปูตัวหนึ่ง ๆมีไข่ประมาณ 300,000-1,000,000
          พัฒนาการของปูม้าวัยอ่อน เริ่มจากระยะ Zoea ซึ่งมีระยะย่อย 4 ระยะ แต่ในบางครั้งจะพบระยะ Prezoea ก่อนระยะ Zoea โดยมักพบเมื่อปูม้าวางไข่ในสภาวะแวดล้อมไม่เหมาะสม ซึ่งทำให้ปูม้าวัยอ่อนมีอัตราการตายสูง สำหรับการพัฒนาของปูม้าวัยอ่อนระยะ Zoea จะใช้เวลาประมาณ 10 วัน จึงจะเริ่มลอกคราบเป็นระยะ Megalopa และเมื่อปูม้าวัยอ่อนอายุประมาณ 15 วัน จะเริ่มลอกคราบเข้าสู่ระยะ First crab อาหารที่ใช้เลี้ยงลูกปูระยะ Zoea คือ โรติเฟอร์ และตัวอ่อนของอาร์ทีเมีย และเมื่อเข้าระยะ Megalopa ก็ให้ปลาบดเป็นอาหารเสริม จนกระทั่งถึงขั้นมีกระดอง First crab ปริมาณไข่ที่ปูม้าวางไข่แต่ละครั้งปูม้ามีปริมาณไข่ดกใกล้เคียงกับปูทะเล กุ้งกุลาดำ กุ้งก้ามกราม แม่ปูขนาดกระดองกว้างประมาณ 8-12 ซม. จะมีไข่ประมาณ 80,000 - 3,000,000 ฟองขึ้นอยู่กับขนาด อายุ และความสมบูรณ์ของแม่พันธุ์ การเพาะฟักแต่ละครั้งจะให้ปริมาณลูกปูจำนวนมากในระยะแรก แม้ว่าอัตราการรอดจากไข่-ลูกปูขนาดเล็กระยะที่ 1 จะมีเพียง 1% หรือน้อยกว่านั้น
          เนื่องจากโรงเรือนและอุปกรณ์ในการเพาะลูกปูม้าวัยอ่อนไม่แตกต่างกับการเพาะลูกกุ้ง-ลูกปลา ดังนั้น โรงเพาะฟักกุ้งและโรงฟักปลาที่มีอยู่จำนวนมากก็สามารถเปลี่ยนจากผลิตกุ้ง-ลูกปลาเป็นลูกปูได้ไม่ยาก อีกประการหนึ่ง เทคนิคการเพาะและอนุบาลลูกปูม้าวัยอ่อน คล้ายคลึงกับของปูทะเลและลูกกุ้ง ความเค็มที่ต้องการ 30 ppt.
    - แสงสว่าง โดยปกติลูกปูวัยอ่อนจะว่ายน้ำเข้าหาแสงตั้งแต่เริ่มออกจากไข่ การจัดความเข้มของแสงให้กระจายอย่างเท่ากันในบ่อจะเป็นการช่วยลดการรวมกลุ่มของลูกปู ป้องกันการกินกันเองและลดความเครียดของลูกปูจะเป็นการช่วยเพิ่มอัตราการรอดตายของลูกปูวัยอ่อนได้
   - ปริมาณความหนาแน่นของลูกปูวัยอ่อน
   - อุณหภูมิ
   - ปริมาณการให้ออกซิเจน โดยทั่วไปลูกปูในระยะตัวอ่อน 1 ตัวจะใช้ออกซิเจน 0.05 - 0.09 Ml/hour 
   - ปริมาณความหนาแน่นของอาหาร โดยทั่วไประดับความหนาแน่นของลูกปูที่น้อยกว่า 25 ตัว/200 มิลลิลิตร ลูกปู 1 ตัว จะกินอาหารพวกโรติเฟอร์ 2.5 ตัว ถ้าความ
หนาแน่นของลูกปูที่เลี้ยงในบ่อมีมากกว่า 25ตัว/200 มิลลิลิตร ลูกปู 1 ตัว จะกินอาหาร 5-6 ตัว 
  อาหารและการให้อาหาร
อาหารที่ใช้อนุบาลลูกปูระยะต่างๆในบ่อซีเมนต์

 

ระยะ
อายุ (วัน)
อาหาร
ซูเอีย (Zoea)
1
คลอเรลลา (Chlorella sp.) หรือคีโตเซอรอส(Chaetoceros sp.)
 
2-6
คลอเรลลาหรือคีโตเซอรอส+โรติเฟอร์
 
7-12
คลอเรลลา+โรติเฟอร์+ไรน้ำกร่อย(Diaphanosoma sp.) หรือตัวอ่อนไรน้ำเค็ม (Artemia sp.)
เมกาโลปา (Megalopa)
13-16
คลอเรลลา+โรติเฟอร์+โคพีพอท(Copepod)
ลูกปู(young crab)
17-22
โคพิพอท+เนื้อปลาบด
 
23-50
เนื้อปลาบด+ไรน้ำเค็มตัวเต็มวัย

 

   การเลี้ยง
           การเตรียมบ่อดินเลี้ยงปูม้าไม่แตกต่างจากการเตรียมบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำทั่วๆไป บ่อที่ใช้เลี้ยงปูม้าควรมีลักษณะพื้นบ่อเป็นดินทรายปนโคลน เพราะปูม้าชอบฝังตัวในทรายหรือดินปนทราย ความลึกของบ่อที่เหมาะสมประมาณ 1.5 เมตร ส่วนความกว้างของบ่อก็แล้วแต่ความเหมาะสม ซึ่งจะไปสัมพันธ์กับอัตราปล่อยลูกปู อัตราที่เหมาะสมน่าจะอยู่ในช่วง 4,000-5,000 ตัว/ไร่ มีการให้อากาศผ่านท่อที่วางติดพื้นน้ำ การใส่สาหร่ายพวงองุ่นให้จะเป็นที่หลบซ่อนของปูม้า เพราะในธรรมชาติ
ปูม้าจะอาศัยอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่มีที่ซ่อนตัวได้ การใช้สาหร่ายพวงองุ่นจะช่วยในเรื่องการบำบัดน้ำได้ด้วยสาหร่ายพวงองุ่นช่วยได้ทั้งในเรื่องคุณภาพน้ำและสิ่งแวดล้อมไปในตัว ความเค็มของน้ำจะอยู่ประมาณ 25-30 ppt
           การจัดการอาหาร จะให้ปลาสดวันละ 2 มื้อ โดยขนาดของชิ้นปลาจะให้ตามขนาดของตัวปู เช่น ตอนลงปูช่วง 1 เดือนแรกอาจเป็นปลาบดพอ 1 เดือนผ่านไป อาจสับเป็นชิ้นเล็กๆ การให้อาหารจะหว่านตามขอบบ่อ ปูม้าจะลากไปกินในน้ำเอง
           การเช็คอาหารปูม้าจึงทำได้ง่าย เพราะถ้าอาหารเหลือผู้เลี้ยงก็สามารถเห็นได้ชัด อาหารเสริมที่ใช้เลี้ยงปูม้าคือหอยกะพง โดยการนำไปหว่านตามขอบบ่อทั้งตัว ปูม้าจะลากลงไปกินเอง เมื่อเข้าฤดูหนาวหรืออุณหภูมิต่ำกว่า 27oC ปูม้าจะไม่กินอาหาร 

 

 

 

อ้างอิง

บรรจง เทียนส่งรัศมี.2544. "การเพาะเลี้ยงปูม้า : ทางเลือกใหม่ของเกษตรกรปี 2000" , วารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 12 ฉบับที่ 145 หน้า 163-168.
วารินทร์ ธนาสมหวัง.2544. "ศพช.สมุทรสาคร : ตั้งเป้าเพาะเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์" , วารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 12 ฉบับที่ 139 หน้า 77-82.
สมยศ สิทธิโชคพันธ์.2540. "เพาะเลี้ยงปูม้าเพื่อคืนสู่ธรรมชาติ" , วารสารสัตว์น้ำ ปีที่ 8 ฉบับที่ 92 .หน้า 79