อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

จากสถานการณ์ภาวะราคากุ้งที่ตกต่ำอยู่ในขณะนี้  ทำให้เกิดปัญหาขึ้นกับเกษตรกรหลายรายนั้นถึงกับต้องทิ้งบ่อกุ้งให้ร้างอยู่อย่างนั้นเนื่องจากเลี้ยงต่อไปก็คิดว่าราคาก็คงไม่ดีขึ้น  บางรายก็ไม่มีเงินทุนที่จะเอามาเลี้ยงกุ้งอีกแล้ว  ทำให้เกิดภาวะบ่อกุ้งร้างเป็นจำนวนมากในหลายพื้นที่ซึ่งเกษตรกรหลายคนอาจคิดว่าการที่เคยเลี้ยงกุ้งมาแล้ว   บ่อกุ้งที่ร้างว่างอยู่นั้นจะสามารถนำมาใช้เลี้ยงกับสัตว์อื่นๆได้อีกหรือไม่  “ขอตอบว่าได้”

และสัตว์น้ำที่ผมจะแนะนำให้ท่านลองพิจารณาดูเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่งที่กำลังเป็นที่ต้องการของตลาดค่อนข้างสูง นั่นคือ  “หอยแครง”   ที่เรารู้จักกันดีอยู่แล้วนั่นเอง


ภาพจาก http://www.chiangraifocus.com

การเตรียมบ่อเลี้ยงหอยแครง
   บ่อเลี้ยงหอยแครงพื้นที่บ่อควรจะเป็นดินโคลนหรือดินเลน  มีความลึกตั้งแต่1-12 นิ้วควรคราดพื้นที่บ่อให้เรียบมีความลาดเอียงเล็กน้อยไม่ควรเกิน 15 องศา  ดินโคลนในบ่อเลี้ยงต้องไม่เป็นกรดและไม่มีแอมโมเนียข้อสังเกตคือดินโคลนที่ไม่เป็นกรดจะมีสีขาวนวลถึงจะเลี้ยงหอยได้ถ้าดินโคลนในบ่อมีสีดำไม่ควรจะเลี้ยงหอยเพราะดินยังมีสภาพความเป็นกรดอยู่  ควรตากบ่ออีก 2-3เดือนจนดินกลายเป็นสีขาวนวลถึงจะนำลูกหอยลงหว่านได้สำหรับความเค็มที่เหมาะสมของน้ำที่ใช้เลี้ยงหอยแครงประมาณ 15-22ppt มากเกินไปก็ไม่ดี 28-30ppt ก็ไม่เหมาะสมถ้ามีน้ำจืดเข้ามาผสมไม่มากนักคือความเค็มอย่าให้ต่ำกว่า15ppt ก็สามารถเลี้ยงได้

การเตรียมพันธุ์หอยแครง   
   สำหรับหอยแครงที่จะนำมาหว่านในบ่อควรจะเป็นสายพันธุ์มาเลเซียซึ่งมีมากทางภาคใต้(สตูล มาเลเซีย)  ขนาดลูกหอยสายพันธุ์มาเลเซียที่จะนำมาเลี้ยงจะใช้หอยขนาดเล็ก โดยมีขนาดตั้งแต่1,000-3,000 ตัว/กิโลกรัม แต่ขนาดที่นิยมนำมาหว่านประมาณ 2,500 ตัว/กิโลกรัม เพราะลูกหอยสายพันธุ์มาเลเซียเมื่อหว่านลงบ่อเลี้ยงแล้ว ลูกหอยจะไม่เคลื่อนที่ผิดกับสายพันธุ์พื้นเมืองเราพบมากแถบอ่าวไทยตอนบนโดยเฉพาะชายฝั่ง (เพชรบุรีและสมุทรสงคราม) ลูกหอยสายพันธุ์พื้นเมืองเมื่อหว่านลงบ่อแล้วลูกหอยจะเคลื่อนที่หากินบริเวณกว้างลูกหอยสายพันธุ์นี้เกษตรกรจึงไม่นิยมนำมาเลี้ยงเพราะลำบากต่อการดูแลรักษา


 การเลี้ยงและการดูแลรักษา
   เมื่อได้หว่านลูกหอยลงบ่อเลี้ยงเรียบร้อยแล้ว ขั้นตอนการดูแลรักษาผู้เลี้ยงควรตรวจสอบความหนาแน่นและอัตราการเจริญเติบโตเป็นประจำทุกเดือน เพื่อป้องกันมิให้หอยแครงที่เลี้ยงมีความหนาแน่นเกินไปและมีการทับถมกันซึ่งอาจทำให้หอยตายและเจริญเติบโตช้าวิธีตรวจสอบโดยใช้กระดานถีบเลนในขณะน้ำลดต่ำสุดของวันที่น้ำเกิดนอกจากนี้จำเป็นต้องมีโรงเรือนเฝ้าระวังบริเวณบ่อเลี้ยงหอยเพื่อป้องกันการลักขโมยทั้งกลางวันและกลางคืนที่สำคัญก็ยังต้องตรวจดูศัตรูอื่นๆที่อาจมีในบริเวณบ่อเลี้ยงหอย เช่น ปลาดาว หอยหมู หอยตะกาย แม้กระทั้งหอยกะพงที่เป็นศัตรูทางอ้อมที่คอยแย่งอาหารหอยแครงที่เกษตรกรเลี้ยงเป็นต้น การเลี้ยงหอยแครงจะใช้ระยะเวลาเลี้ยงประมาณ 1ปี 8เดือน จะได้หอยขนาดกำลังเหมาะโดยทั่วไปแล้วตลาดนิยมบริโภคหอยขนาด60-65 ตัว/กิโลกรัม เกษตรกรจึงสามารถเก็บผลผลิตออกสู่ท้องตลาดได้ตามความต้องการ

การตลาด
   ผลผลิตจากการเลี้ยงหอยแครงเกษตรกรสามารถนำหอยไปขายตามท้องตลาดทั่วไป ซึ่งราคาตามท้องตลาดจะขึ้นอยู่กับขนาดของหอยแครงที่เกษตรกรคัดแยกไซซ์   ซึ่งสามารถแบ่งออกได้ดังนี้  ขนาด  60-70 ตัว/กิโลกรัม  70-80 ตัว/กิโลกรัม  80-90 ตัว/กิโลกรัมและขนาด  90-100 ตัว/กิโลกรัม  ซึ่งเหตุผลที่คัดไซซ์เพราะว่าราคารับซื้อไม่เท่ากัน (ราคารับซื้อ18,17,16,15 บาทตามลำดับ) หอยไซซ์ใหญ่จะมีราคาสูงกว่าไซซ์เล็ก ซึ่งผลผลิตจากหอยแครงก็สามารถส่งออกตลาดต่างประเทศได้ (จีน ญี่ปุ่น) เป็นต้น
   หอยแครงเป็นทรัพยากรธรรมชาติที่ไม่ควรมองข้ามเพราะหอยแครงสามารถสร้างอาชีพ สร้างรายได้ให้กับเกษตรกรได้ดีทีเดียว ถึงแม้ว่าเราล้มเหลวมาบ้างในบางครั้ง แต่หอยแครงก็ยังเป็นสัตว์เศรษฐกิจที่อยู่เคียงข้างกับเกษตรกรเสมอมา

 

 

เรียบเรียงโดย  นายอนันต์   มิตรช่วยรอด

 

 

อ้างอิง 
อุดม หอมบุญยง นิตยาสาร สัตว์น้ำเศรษฐกิจ ISSN:1685-6333 ปี 3 ฉบับที่ 19 เดือน มกราคม 2547   หน้า10-18