ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ปูทะเลที่เราเรียกตัวปูนั้นก็คือ ส่วนหัวกับส่วนอกซึ่งรวมกันเรียกว่า Cephalothrorax ส่วนนี้จะมีกระดองห่อหุ้มไว้ สำหรับส่วนท้องของปูได้เปลี่ยนแปลงไปเป็นแผ่นบาง ๆ ที่เรียกว่า "จับปิ้ง"พับอยู่ใต้กระดอง ซึ่งใช้แยกเพศได้คือ ในเพศเมียจับปิ้งจะมีลักษณะกว้างปลายมนกลม ส่วนตัวผู้มีรูปเรียวและแคบแต่ตัวเมียที่ขณะยังเล็กอยู่จะเป็นรูปสามเหลี่ยมคล้ายตัวผู้จึงเข้าใจผิดและเรียกว่า ปูกระเทย

ปูทะเลมีขา 5 คู่ ขาคู่แรกอยู่หน้าสุดมีขนาดใหญ่ เรียกว่า "ก้ามปู" ขาคู่ที่2-4 มีลักษณะปลายสุดแหลมเรียกว่า "ขาเดิน" ส่วนขาคู่ที่ 5 เรียกว่า "ขาว่ายน้ำ" ตอนปลายสุดมีลักษณะคล้ายใบพาย ปูทะเลมีเลือดสีฟ้าใส ๆมีสารประกอบขอพวกทองแดงปนอยู่

 วงจรชีวิตของปูทะเล
ปูทะเลใช้ชีวิตส่วนใหญ่อยู่ในป่าชายเลน ยกเว้นปูเพศเมียจะมีการอพยพไปวางไข่ในทะเล ในวงจรชีวิตพบว่าปูทะเลเมื่อถึงวัยเจริญพันธุ์มีการจับคู่ผสมพันธุ์ ต่อมาเพศเมียจะเดินทางสู่ทะเล เพื่อวางไข่ ลูกปูวัยอ่อนระยะแรกคือ ระยะซูเอีย (Zoea) จะล่องลอยเข้าหาฝั่งด้วยคลื่นและกระแสน้ำ ในขณะเดียวกันก็ได้พัฒนาเป็นระยะเมกกาโลป้า (Megalopa) และลอกคราบเป็นตัวปูที่เรียกว่า Young Crab ซึ่งมีลักษณะเหมือนปูตัวเต็มวัยก็จะอาศัยอยู่บริเวณป่าชายเลน 
จนถึงวัยเจริญพันธุ์จะมีการผสมพันธุ์และตัวเมียก็จะเดินทางออกไปวางไข่ในทะเลต่อไป

การเจริญเติบโต
ปูทะเลจะเจริญเติบโตต้องมีการลอกคราบ เนื่องจากกระดองของปูเป็นสารประกอบพวกหินปูนที่มีความแข็งแรงมาก จึงไม่สามารถยืดขยายขนาดได้ เมื่อเจริญเติบโตจนมีเนื้อแน่นเต็มกระดองก็จะลอกคราบ เพื่อขยายขนาดและสร้างกะดองใหม่มาแทนที่ ระยะเวลาในการลอกคราบของปู จะเพิ่มมากขึ้นตามอายุของปู เมื่อปูลอกคราบใหม่ ๆ นั้นกระดองใหม่จะนิ่ม ผิวเปลือกย่น เรียกว่า "ปูนิ่ม" ซึ่งต่อมาลำตัวจะค่อย ๆ ตึงและแข็งขึ้น

 ความสำคัญ
ปูทะเลเป็นสัตว์น้ำกร่อย ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจชนิดหนึ่ง เพราะปริมาณการจับในปี 2535-2539 มีจำนวน 4,243-6,200 ตัน คิดเป็นมูลค่า 358.0-700.8 ล้านบาท ปูทะเลจะพบอยู่ตามบริเวณชายฝั่งทั่วไป ทั้งด้านฝั่งอ่าวไทยและฝั่งทะเลอันดามัน ปัจจุบันพบมากในบางแหล่งเท่านั้น เช่น บริเวณอ่าวไทยพบมากที่จังหวัด ตราด จันทบุรี ชุมพร นครศรีธรรมราช และสุราษฎร์ธานี ส่วนทางฝั่งอันดามันพบที่ ระนอง พังงา ตรัง กระบี่ และสตูล แต่มีปริมาณการจับลดลงเป็นลำดับ

ชนิดของปูทะเลในประเทศไทย
ชนิดของปูทะเลที่พบในประเทศไทย พอจำแนกได้ 3 ชนิดคือ
1. ปูดำหรือที่มีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าปูทองแดง พบว่าก้ามมีสีแดงเข้มปนดำไม่มีจุด หนามระหว่างตาจะเป็นสามเหลี่ยมมุมป้านปลายหนามมน โดยทั่วไปจะพบว่ามีขนาดเล็กถึงกลาง
2. ปูขาวหรือมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่าปูทองหลาง พบก้ามมีสีเหลืองอ่อน มีจุดสีฟ้าเขียว หนามระหว่างตาจะเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่วปลายหนามแหลม โดยทั่วไปจะพบว่ามีขนาดใหญ่
3. ปูเขียวชาวบ้านมักจะเรียกว่าปูทองหลางเช่นเดียวกับปูขาว โดยทั่วไปพบว่ามีขนาดใหญ่ที่สุดในจำนวน 3 ชนิด ที่สังเกตได้ชัดเจนคือ ก้ามมีสีม่วงอ่อนถึงม่วงเข้ม หนามระหว่างตาจะเป็นสามเหลี่ยมหน้าจั่วปลายมน แต่พบว่าชนิดนี้มีปริมาณน้อยมาก

 การเพาะเลี้ยงปูทะเล
การเพาะเลี้ยงปูทะเลได้เริ่มมานานแล้ว แต่ที่เขียนเป็นรายงานตั้งแต่ปี พ.ศ. 2511 โดยการเลี้ยงในร่องสวนและมีการพัฒนามาตามลำดับ ปัจจุบันนี้การเลี้ยงที่สามารถทำรายได้ให้แก่เกษตรกรมี 2 ประเภทคือ


ภาพจาก https://maanow.com/

 

1. การขุนปูทะเล
การขุนปู หมายถึง การนำพันธุ์ปูทะเลที่มีเนื้อน้อย (ผอมหรือโพรก) มาขุนด้วยอาหาร จนมีเนื้อแน่น (อ้วนหรือแน่น) โดยไม่มีการลอกคราบ หากเป็นปูเพศเมียก็สามารถมีไข่ในกระดองเต็มมากขึ้นด้วย ระยะเวลาที่ใช้ขุนประมาณ 15-25 วัน สำหรับขนาดใช้ขุนควรมีน้ำหนักตัวปูเกิน 200 กรัมขึ้นไป และมีระยางค์ครบถ้วนสมบูรณ์หลักในการพิจารณาเลือกทำเลในการสร้างบ่อเลี้ยงมีดังนี้
- เป็นบริเวณที่น้ำมีความเค็ม 10-30 ส่วนในพันส่วน มีน้ำหมุนเวียนถ่ายเทสะดวก
- เป็นที่น้ำไม่ท่วมบ่อ ขณะน้ำทะเลมีระดับสูงสุด และสามารถระบายน้ำได้แห้ง เมื่อน้ำลงต่ำสุด
- มีระบบสาธารณูปโภค สาธารณูปการ และการคมนาคมสะดวก
- สภาพดินเป็นดินเหนียว หรือดินเหนียวปนทราย ที่สามารถเก็บน้ำได้ดี
- เป็นแหล่งที่จัดหาพันธุ์ปูทะเลได้สะดวก
- เป็นบริเวณที่ปลอดภัยจากมิจฉาชีพ และมลภาวะที่เป็นพิษ
 การสร้างบ่อ
การสร้างบ่อจะขุดเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้ามีขนาดระหว่าง 400-1600 ตร.ม. บนคันบ่อจะล้อมรั้วด้วยไม้ไผ่หรืออวนมุ้งเขียว บ่อที่นิยมมักจะมีขนาดเล็กเนื่องจากสะดวกต่อการจัดการและพอเหมาะกับพันธุ์ปูที่หามาได้ในแต่ละครั้งพันธุ์ปูและการปล่อยปูลงเลี้ยงพันธุ์ปูควรมีขนาดตั้งแต่ 8.5 เซนติเมตร หรือน้ำหนัก 200 กรัมขึ้นไป และมีระยางค์ครบถ้วนสมบูรณ์ ก่อนที่จะทำการปล่อยปูลงเลี้ยงควรมีการปรับสภาพของปูให้เข้ากับน้ำในบ่อ โดยการใช้น้ำในบ่อเลี้ยงรดตัวปูให้ชุ่ม จากนั้นจึงตัดเชือกมัดปูออกแล้วปล่อย การปล่อยควรเป็นเวลาเช้าหรือเย็น
 การให้อาหาร
อาหารที่ใช้เลี้ยงขุนปู คือ ปลาเป็ด อัตราการให้อาหาร 5-10 เปอร์เซ็นต์ หรือจะนับจำนวนชิ้นมากกว่าจำนวนปูที่ปล่อยประมาณ 20 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าให้หอยกะพงจะให้ในอัตรา 20-40 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว การให้อาหารจะให้วันละ 1 ครั้ง ในตอนเย็นโดยหว่านให้ทั่วบ่อ 
 ระยะเวลาเลี้ยง การดูแล และการเก็บเกี่ยวผลผลิต
ระยะเวลาในการขุนปู จะใช้ระยะเวลาประมาณ 15-25 วัน จึงสามารถเก็บผลผลิตได้ ในระหว่างการขุน จะต้องหมั่นถ่ายเปลี่ยนน้ำ และสังเกตการขึ้นตลิ่งของปูซึ่งแสดงว่าน้ำหรือพื้นบ่อเสีย ต้องรีบทำการแก้ไข สำหรับการจับปูมีหลายวิธีเช่น การใช้หยอง ลอบปู ใช้สวิงด้ามยาวจับปูขณะเล่นน้ำใหม่หน้าประตูน้ำ ใช้คราดและสวิงจับปูขณะน้ำแห้งบ่อ ใช้ตะขอเกี่ยวปูในรู เป็นต้น สำหรับอัตราการตายช่วงการขุนอยู่ระหว่าง 2-5 เปอร์เซ็นต์

 

ภาพจาก https://ifreethai.com/

 

 

2. การเลี้ยงปูนิ่ม
เนื่องจากชาวประมงมีการจับปูขนาดเล็กขึ้นมาจำหน่ายในราคาถูก คือขนาดต่ำกว่า 120 กรัม ซึ่งเกษตรกรจะขายในราคา 20-40 บาท/กก. จึงคิดหาวิธีการเลี้ยงปูทะเลนิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรปูทะเลในธรรมชาติ กล่าวคือนำปูเล็กมาเลี้ยงประมาณ 1-3 เดือน ปูลอกคราบเป็นปูนิ่มทำให้มีมูลค่าเพิ่มเป็น 150-200 บาท/กก. และประการที่ 2 เพื่อให้การรับประทานปูง่ายขึ้น เพราะสามารถรับประทานได้ทั้งตัวการเลี้ยงปูนิ่มนี้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้แล้วในหลายพื้นที่ เช่น ระนอง สุราษฎร์ธานี ชุมพร พังงา ภูเก็ต สตูล สมุทรปราการ สมุทรสาคร และจันทบุรี
 การสร้างบ่อและการทำแพรองรับตะกร้า
การเลี้ยงปูนิ่มจะสร้างบ่อเช่นเดียวกับบ่อเลี้ยงกุ้งทั้งขนาดและรูปบ่อ แต่มีทางเดินบริเวณกลางบ่อ เพื่อสะดวกในการตรวจเช็คปูนิ่มและให้อาหารสำหรับการสร้างแพ ใช้ท่อ PVC มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 1-2 นิ้ว มาต่อกันเป็นแพยาว 5-10 เมตร เพื่อรองรับตะกร้าที่มีความกว้างเท่ากับ 22.5 เซนติเมตรยาว 30 เซนติเมตร สูง 15.1 เซนติเมตร
 พันธุ์ปูและการปล่อยปูลงเลี้ยง
พันธุ์ปูควรมีขนาดระหว่าง 6.5-7.5 เซนติเมตร และแข็งแรงมาเลี้ยง ก่อนที่จะทำการปล่อยปูลงเลี้ยงในตะกร้าควรมีการปรับสภาพของปูให้เข้ากับแหล่งน้ำที่จะเลี้ยง เช่นเดียวกับการขุนปู จากนั้นจึงตัดเชือกมัดปูออกแล้วปล่อยลงตะกร้าและใช้ตะกร้าอีกใบหนึ่งครอบมัดด้วยเชือกให้สามารถเปิดได้สะดวกใส่ปู1 ตัว/ 1 ตะกร้า ส่วนด้านบนของตะกร้ามีช่องเพื่อให้อาหาร นำตะกร้าที่บรรจุปูไปวางเลี้ยงบนแพที่เตรียมไว้
 การให้อาหาร
อาหารที่ใช้เลี้ยงปูคือ ปลาเป็ดสับเป็นชิ้น ๆ มีขนาด 1-2 นิ้ว การให้อาหารจะให้ตัวละ 1-2 ชิ้นและวันละ 1 ครั้ง
 ระยะเวลาการเลี้ยง
ระยะเวลาในการเลี้ยงปูของแต่ละชุด จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จึงสามารถเก็บผลผลิตได้เกือบทั้งหมด แต่เกษตรกรนิยมใส่ปูทดแทนที่ว่างทันทีเพื่อประหยัดเวลาและพื้นที่
 การดูแล และการเก็บเกี่ยวผลผลิต
หลังจากปล่อยปูลงเลี้ยง จะต้องตรวจปูลอกคราบในวันถัดไป และเมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน ปูจะเริ่มลอกคราบจำนวนมาก การตรวจและเก็บปูนิ่มจะดูทุก 4 ชั่วโมง เพราะปูที่ลอกคราบไปแล้วประมาณ 6 ชั่วโมงกระดองจะเริ่มแข็ง ไม่สามารถจำหน่ายได้ การตรวจเก็บปูนิ่ม จะสังเกตจากตะกร้าใดมีปูอยู่ 2 ตัว แสดงว่าปูลอกคราบแล้วต้องรีบทำการเก็บทันที นำไปแช่น้ำจืดที่สะอาดและใส่ภาชนะบรรจุเก็บที่อุณหภูมิไม่เกินกว่า -18 องศาเซลเซียส เพื่อให้คงความสดไว้เป็นระยะเวลานานหรือเก็บไว้ในช่องแช่แข็งในตู้เย็นประจำบ้านหรือตู้แช่ไอศครีม เพื่อรอการจำหน่ายสำหรับอัตราการตายระหว่างการเลี้ยงอยู่ระหว่าง 6-10 เปอร์เซ็นต์
 การนำไปประกอบอาหาร
ในการนำปูนิ่มไปประกอบอาหารนั้น ผู้ประกอบอาหารสามารถทำได้มากมายหลายประการ เช่น ปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทย ปูนิ่มชุบแป้งทอด ปูนิ่มพล่าต้มยำปูนิ่ม ปูนิ่มผัดผงกระหรี่ ปูนิ่มอบวุ้นเส้น ปูนิ่มสามรส ปูนิ่มจานร้อน พะแนงปูนิ่ม ปูนิ่มนึ่งนมสดและอื่น ๆ อีกมากมายอีกทั้งยังสามารถคิดค้นดัดแปลงเป็นอาหารแบบต่าง ๆ ได้ตามความประสงค์ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย จีน ฝรั่ง หรือแม้แต่อาหารญี่ปุ่นก็สามารถปรุงได้อย่างมีรสชาติและเอร็ดอร่อย

เนื่องจากชาวประมงมีการจับปูขนาดเล็กขึ้นมาจำหน่ายในราคาถูก คือขนาดต่ำกว่า 120 กรัม ซึ่งเกษตรกรจะขายในราคา 20-40 บาท/กก. จึงคิดหาวิธีการเลี้ยงปูทะเลนิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มมูลค่าของทรัพยากรปูทะเลในธรรมชาติ กล่าวคือนำปูเล็กมาเลี้ยงประมาณ 1-3 เดือน ปูลอกคราบเป็นปูนิ่มทำให้มีมูลค่าเพิ่มเป็น 150-200 บาท/กก. และประการที่ 2 เพื่อให้การรับประทานปูง่ายขึ้น เพราะสามารถรับประทานได้ทั้งตัวการเลี้ยงปูนิ่มนี้เกษตรกรสามารถนำไปปฏิบัติได้แล้วในหลายพื้นที่ เช่น ระนอง สุราษฎร์ธานี ชุมพร พังงา ภูเก็ต สตูล สมุทรปราการ สมุทรสาคร และจันทบุรี
 การสร้างบ่อและการทำแพรองรับตะกร้า
การเลี้ยงปูนิ่มจะสร้างบ่อเช่นเดียวกับบ่อเลี้ยงกุ้งทั้งขนาดและรูปบ่อ แต่มีทางเดินบริเวณกลางบ่อ เพื่อสะดวกในการตรวจเช็คปูนิ่มและให้อาหารสำหรับการสร้างแพ ใช้ท่อ PVC มีเส้นผ่าศูนย์กลางตั้งแต่ 1-2 นิ้ว มาต่อกันเป็นแพยาว 5-10 เมตร เพื่อรองรับตะกร้าที่มีความกว้างเท่ากับ 22.5 เซนติเมตรยาว 30 เซนติเมตร สูง 15.1 เซนติเมตร
 พันธุ์ปูและการปล่อยปูลงเลี้ยง
พันธุ์ปูควรมีขนาดระหว่าง 6.5-7.5 เซนติเมตร และแข็งแรงมาเลี้ยง ก่อนที่จะทำการปล่อยปูลงเลี้ยงในตะกร้าควรมีการปรับสภาพของปูให้เข้ากับแหล่งน้ำที่จะเลี้ยง เช่นเดียวกับการขุนปู จากนั้นจึงตัดเชือกมัดปูออกแล้วปล่อยลงตะกร้าและใช้ตะกร้าอีกใบหนึ่งครอบมัดด้วยเชือกให้สามารถเปิดได้สะดวกใส่ปู1 ตัว/ 1 ตะกร้า ส่วนด้านบนของตะกร้ามีช่องเพื่อให้อาหาร นำตะกร้าที่บรรจุปูไปวางเลี้ยงบนแพที่เตรียมไว้
 การให้อาหาร
อาหารที่ใช้เลี้ยงปูคือ ปลาเป็ดสับเป็นชิ้น ๆ มีขนาด 1-2 นิ้ว การให้อาหารจะให้ตัวละ 1-2 ชิ้นและวันละ 1 ครั้ง
 ระยะเวลาการเลี้ยง
ระยะเวลาในการเลี้ยงปูของแต่ละชุด จะใช้เวลาประมาณ 3 เดือน จึงสามารถเก็บผลผลิตได้เกือบทั้งหมด แต่เกษตรกรนิยมใส่ปูทดแทนที่ว่างทันทีเพื่อประหยัดเวลาและพื้นที่
 การดูแล และการเก็บเกี่ยวผลผลิต
หลังจากปล่อยปูลงเลี้ยง จะต้องตรวจปูลอกคราบในวันถัดไป และเมื่อเลี้ยงได้ประมาณ 1 เดือน ปูจะเริ่มลอกคราบจำนวนมาก การตรวจและเก็บปูนิ่มจะดูทุก 4 ชั่วโมง เพราะปูที่ลอกคราบไปแล้วประมาณ 6 ชั่วโมงกระดองจะเริ่มแข็ง ไม่สามารถจำหน่ายได้ การตรวจเก็บปูนิ่ม จะสังเกตจากตะกร้าใดมีปูอยู่ 2 ตัว แสดงว่าปูลอกคราบแล้วต้องรีบทำการเก็บทันที นำไปแช่น้ำจืดที่สะอาดและใส่ภาชนะบรรจุเก็บที่อุณหภูมิไม่เกินกว่า -18 องศาเซลเซียส เพื่อให้คงความสดไว้เป็นระยะเวลานานหรือเก็บไว้ในช่องแช่แข็งในตู้เย็นประจำบ้านหรือตู้แช่ไอศครีม เพื่อรอการจำหน่ายสำหรับอัตราการตายระหว่างการเลี้ยงอยู่ระหว่าง 6-10 เปอร์เซ็นต์
 การนำไปประกอบอาหาร
ในการนำปูนิ่มไปประกอบอาหารนั้น ผู้ประกอบอาหารสามารถทำได้มากมายหลายประการ เช่น ปูนิ่มทอดกระเทียมพริกไทย ปูนิ่มชุบแป้งทอด ปูนิ่มพล่าต้มยำปูนิ่ม ปูนิ่มผัดผงกระหรี่ ปูนิ่มอบวุ้นเส้น ปูนิ่มสามรส ปูนิ่มจานร้อน พะแนงปูนิ่ม ปูนิ่มนึ่งนมสดและอื่น ๆ อีกมากมายอีกทั้งยังสามารถคิดค้นดัดแปลงเป็นอาหารแบบต่าง ๆ ได้ตามความประสงค์ไม่ว่าจะเป็นอาหารไทย จีน ฝรั่ง หรือแม้แต่อาหารญี่ปุ่นก็สามารถปรุงได้อย่างมีรสชาติและเอร็ดอร่อย

 

 

 


 การเพาะพันธุ์ปูทะเล
เนื่องจากการจับปูทะเลขึ้นมาเป็นจำนวนมาก ทำให้ปริมาณปูในธรรมชาติลดน้อยลง จึงจำเป็นต้องมีการเพาะพันธุ์ปูทะเลขึ้นเพื่อปล่อยลงแหล่งน้ำธรรมชาติให้ชาวประมงมีอาชีพจับปูต่อไปและช่วยสนับสนุนพันธุ์ปูแก่เกษตรกรผู้เลี้ยงปูทะเลให้สามารถดำเนินกิจกรรมการเลี้ยงได้อย่างต่อเนื่อง

 วิธีการเพาะฟักและการอนุบาล
- แม่พันธุ์ปูทะเล นำแม่ปูที่มีไข่ในกระดองมาเลี้ยงในบ่อดินในอัตรา 500-100 ตัว/ไร่ นานประมาณ 20-30 วัน ก็จะได้แม่ปูไข่นอกกระดอง โดยระยะแรกจะเป็นไข่สีเหลืองติดอยู่ที่จับปิ้ง และสีไข่จะเปลี่ยนสีส้ม สีเทา และดำในที่สุดในเวลา 10 วัน
- การเพาะฟัก แม่ปูที่ได้ถูกนำไปใส่ถัง 200 ลิตร หรือกล่องโฟมขนาด 40 ลิตร ที่บรรจุน้ำทะเลสะอาด แม่ปูจะวางไข่ในเวลาเช้า ลูกปูที่ฟักออกมาเรียกว่าระยะ
Zoea 1 แล้วย้ายไปอนุบาลในบ่อซีเมนต์ขนาด 2 x 10 x 1 ลบ.ม. ในความหนาแน่น 100-200 ตัว/ลิตร
- อาหารและการให้อาหาร อาหารของลูกปูระยะจะให้ตามตารางต่อไปนี้
ระยะ Zoea 1 Rotifer วันที่ 1-3 ให้ เช้า-เย็น
ระยะ Zoea 2 Rotifer วันที่ 4-6 ให้ เช้า-เย็น
ระยะ Zoea 3 Rotifer+Artemia วันที่ 7-10 ให้ เช้า-เย็น
ระยะ Zoea 4 Rotifer+Artemia วันที่ 11-14 ให้ เช้า-เย็น
ระยะ Zoea 5 Rotifer+Artemia วันที่ 15-18 ให้ เช้า-เย็น
ระยะ Megalopa Artemia +เนื้อปลาบด วันที่ 19-29 ให้ เช้า-เย็น
ระยะ Young Crab เนื้อปลาบด วันที่ 30- ให้ เช้า-เย็น
หมายเหตุ ระยะเวลาการพัฒนาของลูกปูอาจจะมากหรือน้อยกว่านี้ขึ้นอยู่กับความเค็มและอุณหภูมิ
- การอนุบาล ลูกปูระยะ Zoea ต้องให้อาหารที่เพียงพอและถ่ายเปลี่ยนน้ำอย่างสม่ำเสมอจะทำให้ลูกปูแข็งแรงและมีอัตราการรอดตายสูงขึ้น สำหรับลูกระยะ Megalopa จะใส่แสน เพื่อป้องกันการกินกันเองไปจนกว่าลูกปูที่เข้าระยะ Young Crab ไปแล้วประมาณ 2-3 สัปดาห์ จึงนำไปปล่อยในแหล่งน้ำหรืออนุบาลในบ่อดินได้