อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ก่อนอื่นต้องขอสวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ มาเจอกันอีกครั้งกับการนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับสัตว์น้ำเชิงเศรษฐกิจที่เกษตรกรนิยมมาเลี้ยงเพื่อประกอบอาชีพหรือหารายได้เสริมเข้าครอบครัว โดยสัตว์น้ำมีหลายชนิด เช่น กุ้ง หอย ปู ปลา โดยว่าเกษตรกรจะมีโอกาสหรือชำนาญเลี้ยงชนิดไหน หากท่านเอาใจใส่กับการเลี้ยงสัตว์ชนิดนั้นผมคิดว่าคงจะประสบความสำเร็จได้ แต่ฉบับนี้ผมจะนำท่านไปรู้จักกับสัตว์น้ำเชิงเศรษฐกิจที่มีแปดขาที่อาศัยอยู่ตามซอกหินหรือขอนไม้ต่างๆรวมไปถึงแนวป่าโกงกางคือแหล่งอาศัยของพวกมัน พูดแค่นี้ผมคิดว่าท่านคงจะรู้แล้วว่าสัตว์น้ำชนิดนั้นคืออะไร ปูใช่ไหม!! ขอตอบว่าใช่ แต่ปูชนิดนี้มันไม่ธรรมดา เพราะก้ามของมันมีขนาดใหญ่มากและรสชาติก็อร่อยด้วย นั่นก็คือ  “ปูดำ”   ไงครับ
ข้อมูลจาก https://phuketaquarium.org
 
ลักษณะทั่วไป    
       ปูดำมีส่วนประกอบของโครงสร้าง คือ มีส่วนหัวกับอกรวมกันเรียกว่า Cephalothrorax ส่วนนี้จะมีกระดองห่อหุ้มไว้ ลักษณะภายนอกที่สังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนคือ ลำตัวของปูได้วิวัฒนาการโดยเปลี่ยนแปลงไปเป็นแผ่นบาง ๆ เรียกว่า "จับปิ้ง" พับอยู่ใต้กระดอง จับปิ้งเป็นอวัยวะที่ใช้เป็นที่อุ้มพยุงไข่ของแม่ปู (ในระยะที่มีไข่นอกกระดอง) นอกจากนี้ยังเป็นอวัยวะที่ใช้แยกเพศได้อีกด้วย กล่าวคือ ในเพศเมียจับปิ้งจะมีลักษณะกว้างปลายมนกลมกว่าเพศผู้ ซึ่งมีรูปเรียวและแคบ กระดองของปูทะเลมีลักษณะเป็นรูปไข่และมีหนามเรียงจากตาไปทางด้านซ้าย-ขวาของกระดองด้านละ 9 อัน ตาของปูทะเลเป็นตารวม ประกอบด้วยตาเล็ก ๆ เป็นจำนวนมาก มีความรู้สึกไวต่อสิ่งเคลื่อนไหวอยู่รอบตัวและยังมีก้านตาช่วยในการชูลูกตาออกมาภายนอกเบ้า และหดกลับเข้าไปได้ ทำให้มันมองเห็นสิ่งต่าง ๆ รอบตัวได้อย่างดียิ่งขึ้น
 
ถิ่นที่อยู่อาศัย    
       ปูดำเป็นปูที่ชอบอาศัยอยู่ในรู รูของปูดำจะมีความลึกประมาณ 80 ซม. ก้นรูจะอยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเลเสมอ น้ำทะเลที่อยู่ในรูนั้นจะมีค่าความเค็มสูงกว่าภายนอก ส่วนออกซิเจนของน้ำในรูนั้นต่ำมากเกือบเป็นศูนย์ ปูดำจะขุดรูอยู่ตามใต้รากไม้หรือเป็นดินบริเวณชายฝั่งทะเลทั้งฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน โดยมักพบชุกชุมบริเวณที่เป็นหาดโคลนหรือเลนที่มีป่าแสมและโกงกาง
 
การแยกเพศ    
       ลักษณะเพศของปูจะเห็นได้ชัดเมื่อโตเต็มวัย ปูเพศผู้จะมีก้ามใหญ่ ส่วนท้องจะมีปล้องเปลือง ปล้องที่ 3,4 และที่ 5 จะเชื่อมกับปล้องที่ 1 มีลักษณะแถบเล็ก ปล้องที่ 6 มีฐานกว้างปลายเรียวแคบได้พัฒนาเป็นแผ่นบางๆ ฟันติดกับอกเรียกว่า จับปิ้ง ส่วนเพศเมียมีก้ามเล็ก ปูที่ไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์จับปิ้งจะเล็กเรียว แต่จะขยายกว้างเป็นรูปครึ่งวงกลมจนเต็มหน้าอก ปลายมนกลม ที่ขอบปล้องมีขนละเอียดทุกปล้อง เพื่อประโยชน์ในการอุ้มไข่เมื่อโตเต็มวัย

การผสมพันธุ์    
       การผสมพันธุ์ของปูจะผสมภายใน ( internal  fertilization ) ในช่วงฤดูผสมพันธุ์ปูเพศเมียจะมีพฤติกรรมก้าวร้าว ดุ และจะปล่อยฮอร์โมนเพศ ( Pheromone ) ออกมาเพื่อกระตุ้นให้ตัวผู้สนใจ ในการช่วยของปูเพศเมียจะทำให้ปูตัวผู้ปฏิกิริยาตอบสนอง โดยการปกป้องตัวเองและไล่ตามปูเพศเมียเป็นระยะๆเมื่อได้จังหวะปูตัวผู้จะขึ้นคร่อมและใช้ปลายขาเดินคู่ที่ 2 – 4 พยุงปูตัวเมียไว้ ข้างล่างโดยปูเพศเมียจะไม่ขัดขืน ในการจับคู่ลักษณะนี้จะทำกันประมาณ 3 – 4 วัน จนกระทั่งปูเพศเมียลอกคราบในระหว่างนี้ปูตัวผู้จะช่วยพ่นน้ำและป้องกันศัตรูให้ปูเพศเมียในขณะที่เพศเมียกระดองยังนิ่มอยู่ ปูตัวผู้จะจับปูตัวเมียหงายท้องขึ้น ปูตัวผู้จะสอดตัวเข้าไปอยู่ระหว่างจับปิ้งของเพศเมีย เพื่อสอดอวัยวะสืบพันธุ์ ( gonopod ) คู่ยาวซึ่งมีลักษณะเรียวแหลมเล็กเข้าไปในรูเปิดของปูเพศเมีย ( gonopod ) ซึ่งมีสองรูใต้จับปิ้ง ช่วงนี้ปูเพศผู้จะใช้ขาช่วยพยุงตัวเองไว้เพื่อไม่ให้ปูเพศเมียที่ตัวนิ่มเป็นอันตราย เมื่อได้จังหวะปูเพศผู้ก็จะปล่อยถุงน้ำเชื้อ ( Spermatophore ) ไปเก็บไว้ใน receptacle ซึ่งอยู่ตอนปลายสุดของรูเปิดของปูเพศเมีย ขั้นตอนนี้จะใช้เวลาประมาณ 12 – 15 ชม. น้ำเชื้อในถุงปูเพศเมียนี้สามารถมีชีวิตไว้ประมาณ 3 – 4 เดือน เมื่อปูตัวเมียได้รับน้ำเชื้อจากปูเพศผู้แล้วจะกลับตัวอยู่ในท่าปกติ ปูเพศผู้จะเกาะหลังปูเพศเมียอีกประมาณ 2 – 3 วัน จนกระทั่งกระดองของปูตัวเมียแข็งปูเพศผู้จึงจะแยกตัวออก ปูเพศเมียเมื่อได้รับน้ำเชื้อจากปูตัวผู้แล้วจะไม่ลอกคราบอีกจนกว่าไข่จะฟักเป็นตัว
 
วงจรชีวิต    
       ปูดำเป็นสัตว์น้ำกร่อยประเภทหนึ่งที่มีการอพยพย้ายถิ่น เพื่อการแพร่พันธุ์โดยเพศเมียจะอพยพจากแหล่งหากินไปวางไข่ในทะเล และในขณะที่กำลังเดินทางสู่ทะเล ปูบางตัวอาจจะปล่อยไข่ออกมาไว้ที่ส่วนท้องแล้วก็ได้ลูกปูเมื่อฟักเป็นตัวแล้ว ลูกปูวัยอ่อนมีอยู่ 2 ระยะ ได้แก่ ระยะ Zoea ลูกปูจะล่องลอยไปตากระแสน้ำและคลื่นลมเช่นเดียวกับแพลงก์ตอนสัตว์ชนิดอื่น ๆ เมื่อเข้าระยะ Megalopa จะมีการว่ายน้ำสลับการหยุดกับการหยุดเกาะอยู่กับที่เป็นครั้งคราว เมื่อลูกปูลอกคราบจากระยะ Megalopa เป็นตัวปูที่มีลักษณะเหมือนพ่อแม่ทุกประการ ก็จะกลับหากินในแหล่งน้ำกร่อยและเมื่อถึงฤดูวางไข่ก็จะออกมทะเลไปวางไข่เช่นเดียวกับแม่ของมัน สำหรับฤดูผสมพันธุ์และวางไข่ ปูดำจะมีไข่ชุกชุมระหว่างเดือนพฤศจิกายน – ธันวาคม ไข่ของปูดำจะมีสีส้มแดง เมื่อไข่แก่ขึ้นจะเป็นสีน้ำตาลเกือบดำ ซึ่งจะถูกปล่อยออกมาภายนอกกระดองบริเวณใต้จับปิ้ง ไข่นอกกระดองของปูดำน้ำหนักประมาณ 45.33 กรัม มีจำนวยประมาณ 1,863,859 ฟอง
 
การเพาะเลี้ยง    
       การเพาะเลี้ยงปูในปัจจุบัน สามารถแบ่งออกเป็นระบบใหญ่ๆได้ 2 ระบบ คือ ระบบปิดและระบบน้ำหมุนเวียน 
    ระบบแรก : เป็นระบบที่สามารถใช้น้ำทะเลมาใช้ในโรงงานเพาะฟักโดยตรง และระบายทิ้งไปโดยไม่นำน้ำมาใช้
    ระบบที่สอง : เป็นระบบที่น้ำทะเลที่ใช้แล้วไปผ่านกระบวนการต่างๆ ซึ่งอาจจะเป็นกระบวนการทางเคมี หรือกระบวนการทางชีวภาพเพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำให้ดีแล้วนำกลับมาใช้อีก การเพาะพันธุ์ปูจะนำแม่พันธุ์ที่มีไข่นอกกระดองที่จับได้จากทะเลนอกฝั่ง นำมาเลี้ยงไว้ในบ่อเพาะฟักให้อากาศเบาๆเพื่อให้น้ำหมุนเวียนภายใน 3 วัไข่ก็จะเริ่มฟักเป็นตัวแยกแม่ปูออกจากถัง ไข่จะฟักเป็นตัวในช่วงเวลา 20.00 – 24.00 น.
 
การอนุบาล    
       นำลูกปูที่ได้จากการเพาะฟักมาเลี้ยงไว้ในบ่ออนุบาลลูกปู ควรให้ไดอะตอม Skeletonema  Costatum  และ Isochrysis sp. ประมาณ 0.5 – 0.8 ล้านเซลล์ / มล. นอกจากนี้ยังมีสาหร่ายเซลล์เดียวชนิดอื่นๆให้เลือกเช่นสาหร่ายเกลียวทอง ( Spiruling ) เพื่อให้เป็นอาหารเสริมได้ เมื่อลูกปูได้พัฒนาขึ้นก็จะเปลี่ยนเป็นไรน้ำเค็ม ( Artemia  Salinia ) ที่มีอายุประมาณ 1 วัน ( อัตรา 5 – 30 ตัว / ล. ) และเปลี่ยนเป็นอาหารสดพวกหอยสับ กุ้งสับประมาณวันละ 5 – 6 ครั้ง เมื่อเข้าระยะ Megalope
 
การเลี้ยง   
    การเลี้ยงปูดำ เราควรศึกษาให้ดีก่อน ก่อนทำการเลี้ยงปูชนิดนี้เราสามารถเลี้ยงได้หลายวิธี เช่น เลี้ยงในแหล่งน้ำธรรมชาติ เลี้ยงในบ่อดิน เลี้ยงในบ่อซีเมนต์ เป็นต้น ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงในบ่อดิน โดยผู้เลี้ยงจะซื้อพันธุ์จากแพค้าสัตว์ซึ่งรับซื้อปูมาจากชาวประมง โดยที่ปูเหล่านี้ถูกชาวประมงจับมาด้วยเครื่องมือหลายชนิด เช่น อวนลอยปู แร้วปู ลอบปู หน่วงปู ตะขอเกี่ยวปู โดยที่ปูโพรกจะมีขนาดประมาณ 1-4 ตัว/กก. และปูไข่อ่อนมีขนาดประมาณ 1-3 ตัว/กก. ซึ่งในการพิจารณาเลือกปูนั้น ควรจะเป็นปูที่มีรยางค์สมบูรณ์อย่างน้อยมีก้าม 1 ก้าม เนื่องจากปูที่ไม่มีก้าม ถึงแม้จะมีไข่แก่ก็มีราคาต่ำ
     การปล่อยปูลงขุนในบ่อ โดยทั่วไปนิยมปล่อยปูด้วยอัตราความหนาแน่นประมาณ 2-3 ตัว/ตรม. โดยก่อนที่จะปล่อยปูลงในบ่อเลี้ยงจะใช้น้ำในบ่อรดตัวปูให้ชุ่ม เพื่อให้ปูปรับสภาพร่างกายให้เข้ากับสภาพแวดล้อมในบ่อ จากนั้นจึงตัดเชือกมัดปูออกปล่อยให้ปูคลานในบ่อ
    ขณะเลี้ยงมีการดูแลและเปลี่ยนถ่ายน้ำทุกวัน ซึ่งบ่อเลี้ยงปูจะสร้างในที่ที่สามารถเปิดให้น้ำทะเลไหลเข้าออกได้โดยตรงในขณะน้ำขึ้น และในการระบายน้ำจะระบายในช่วงน้ำลงจนเกือบแห้งบ่อเหลือประมาณ 10 เซนติเมตร (เพื่อให้ปูฝังตัวหลบความร้อนและศัตรูได้) ระดับน้ำในบ่อมีความลึกประมาณ 1 เมตรตลอดระยะเวลาเลี้ยง ผู้เลี้ยงจะต้องหมั่นดูแลแนวรั้วกั้นรอบบ่อและตะแกรงประตูน้ำให้อยู่ในสภาพดีอยู่เสมอ เพื่อป้องกันการหลบหนีของปู
     การให้อาหารนั้น จะให้อาหารสดวันละครั้งในตอนเย็น หรือหลังกักเก็บน้ำเต็มบ่อโดยสาดให้ทั่วบ่อ หรือสาดใส่ในถาดอาหารที่วางไว้รอบบ่อ ซึ่งอาหารที่นิยมเลี้ยงปูมีอยู่ด้วยกัน 2 ชนิด คือ ปลาเป็ด และหอยกะพง โดยต้องรู้จักหลักการจัดการเรื่องอาหารดังนี้
                 (1) ปลาเป็ด หาซื้อได้จากแพปลา ซึ่งเป็นปลาเบญจพรรณสด นำมาสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ ประมาณ 1-2 นิ้ว อัตราการให้ประมาณ 7-10% ของน้ำหนักปู หรือโดยเฉลี่ยจะให้ปลาเป็ด 1 ชิ้น ต่อปู 1 ตัว สำหรับปลาเป็ดสามารถเก็บไว้เผื่อวันต่อไปได้โดยหมักเกลือเก็บไว้ในภาชนะที่ปิดมิดชิดเช่น ถังพลาสติก โอ่ง เป็นต้น โดยใช้เกลือประมาณ 10% ของน้ำหนักปลาเป็ด
                 (2) หอยกะพง หาซื้อได้จากชาวประมง โดยจะให้หอยกะพงประมาณ 40% ของน้ำหนักปู แต่ทั้งนี้ควรจะทำความสะอาดก่อนนำมาให้เป็นอาหารปู
 
การตลาด    
    ปูดำที่ซื้อขายกันในปัจจุบันมีแหล่งที่มา 3 แหล่งคือ ปูที่จับได้จากธรรมชาติ ปูที่ได้จากฟาร์ม และปูที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ เช่น เขมร เวียดนาม พม่า เป็นต้น โดยมีแพปูน้ำหนักที่รวบรวมแยกขนาดแยกประเภทก่อนจะส่งไปยังตลาดมหาชัย ปูที่พ่อค้าประมูลได้จากตลาดกลางมหาชัยจะนำไปจำหน่ายให้ร้านค้าปลีกในที่ต่างๆหรือตามศูนย์การค้าและส่งตามร้านอาหาร ภัตตาคารและห้องอาหารในโรงแรมต่างๆปูที่สมบูรณ์มีขนาดและน้ำหนักตามที่ตลาดต่างประเทศต้องการก็จะส่งออกไปจำหน่ายต่างประเทศตลาดต่างประเทศที่สำคัญ ได้แก่ ฮ่องกง ไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย บรูไนและสาธารณรัฐประชาชนจีน
    ปัจจุบันทรัพยากรธรรมชาติในประเทศไทยเราเริ่มเสื่อมโทรมลงไปทุกที สัตว์น้ำเริ่มลดน้อยลงไปด้วยหากเราไม่ช่วยกันรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่เรามีอยู่นั้นต่อไปสัตว์น้ำทั้งกุ้ง หอย ปู ปลา ก็จะไม่มีให้เราจับอีก พวกเราทุกคนจึงควรอนุรักษ์ทรัพยากรนี้ไว้ให้คงอยู่กับประเทศไทยเราตลอดไป

เรียบเรียงโดย  อนันต์  มิตรช่วยรอด

เอกสารอ้างอิง
บรรจง  เทียนส่งรัศมีและบุญรัตน์  ประทุมชาติ.2545.ปูทะเล : ชีววิทยาการอนุรักษ์ทรัพยากรและการ  เพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์แบบยั่งยืน.เอกสารเผยแพร่เครือข่ายวิจัยและพัฒนาอุตสาหกรรมพืชและสัตว์น้ำ (สกว).264 หน้า.
รัชฎา  ขาวหนูนา.2543.ระดับความเค็มที่เหมาะสมในการเลี้ยงปูทะเลให้มีไข่ติดหน้าท้อง.เอกสารวิชาการฉบับที่ 36/2543 ศูนย์พัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งสุราษฏร์ธานี กองเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง กรมประมง. 16 หน้า.
http://www.senfu.net/product_live_crab.htm
http://www.hk-fish.net/eng/database/crabs/structural.htm