ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

หอยเชอรี่ หอยโข่งอเมริกาใต้ หรือ เป๋าฮื้อน้ำจืด มีชื่อภาษาอังกฤษ Golden Apple Snail เป็นหอยทากน้ำจืด ( freshwater snail ) มีฝาเดียว เป็นหอยวงศ์เดียวกับหอยโข่งของบ้านเรา ( apple snail , Pila spp. ) แต่หอยเชอรี่มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกาใต้ แพร่กระจายสู่ทวีปเอเซียโดยชาวญี่ปุ่น ไต้หวัน และฟิลิปปินส์ นำไปเลี้ยงเป็นการค้าโดยทำฟาร์มหอยในประเทศของตน

เมื่อประชาชนไม่นิยมบริโภคจึงเลิกเลี้ยงและทิ้งฟาร์ม ปล่อยหอยแพร่ลงสู่แหล่งน้ำตามธรรมชาติจนเกิดการระบาดทำลายข้าวในนาเป็นปัญหาหนักในทุกวันนี้ และในทำนองเดียวกันก็มีคนไทยนำมาขายตามร้านตู้ปลาแถวสวนจตุจักรและแห่งอื่นเป็นหอยสวยงาม บางคนนำไปเลี้ยงเป็นฟาร์มหวังจะขายได้ราคาดี แต่ไม่มีผู้ซื้อ ทำให้ต้องปล่อยทิ้งเกิดการแพร่ระบาดไปเรื่อยเช่นเดียวกับสามประเทศที่กล่าวมาข้างต้น และะคาดว่าขณะนี้ในประเทศไทยมีหอยเชอรี่ระบาดอยู่ในนาข้าวอย่างน้อย 3 ชนิด

ภาพจาก https://board.postjung.com/

 


ลักษณะทั่วไป
     หอยเชอรี่แบ่งเป็นสองพวกคือ พวกหนึ่งเปลือกสีเหลืองปนน้ำตาล เนื้อและหนวดมีสีเหลือง อีกพวกหนึ่งเปลือกสีเขียวเข้มปนดำและมีแถบสีดำจางๆพาดตามความยาว เนื้อและหนวดสีน้ำตาลอ่อน มีรูปร่างค่อนข้างกลมผิวเปลือกเรียบ การหมุนของเปลือกเป็นเกลียววนขวา เมื่อโตเต็มที่มีขนาดความยาวประมาณ 83 มิลลิเมตร หนัก 165 กรัม เคลื่อนที่โดยใช้ foot ซึ่งมีลักษณะเป็นกล้ามเนื้อหนา ไปตามพื้นดินใต้น้ำ และสามารถปล่อยตัวลอยขึ้นตามผิวน้ำหรือไปตามน้ำได้ ส่วนหัวสั้นมีลักษณะเป็นแผ่น ริมฝีปากยื่นออกทางด้านข้างของปากทั้งสองข้าง ส่วนปลายเรียวลงเป็นหนวดใช้รับความรู้สึก ข้างแผ่นปากนี้มีหนวดเส้นเล็กยาวข้างละหนึ่งเส้น ถัดออกมามีตาเล็กๆตั้งบนก้านตา ภายในปากมีกรามขนาดใหญ่หนึ่งคู่ใช้กัดกินอาหาร ถัดจากกรามเข้าไปภายในเป็น radula ซึ่งมีลักษณะเป็นฟันซี่เล็กๆสีแดงเรียงซ้อนกันอยู่มีหน้าที่บดอาหาร ภายในช่องท้องแบ่งเป็น 2 ส่วน ช่องทางด้านขวามีเหงือก ใช้ในการหายใจเมื่อหอยอยู่ในน้ำ ทางด้านซ้ายมือมีอวัยวะคล้ายปอด ทำหน้าที่ช่วยในการหายใจโดยใช้อากาศ โดยมีท่อหายใจขนาดยาวและใหญ่ยืดหดได้ ใช้หายใจเอาออกซิเจนจากอากาศ ดังนั้นหอยจึงอาศัยอยู่ได้ในน้ำที่ไม่มีออกซิเจนละลายอยู่เลย
การสืบพันธุ์และการเจริญเติบโต
     หอยเชอรี่มีเพศแยกได้จากความนูนมากน้อยของแผ่น operculum ถ้าหากนูนมากเป็นหอยเพศผู้หอยขนาดโตเต็มวัยพร้อมที่จะขยายพันธุ์ มีอายุประมาณ 3 เดือน มักจะจับคู่ผสมพันธุ์กันราว 12 ชั่วโมง หลังจากนั้น 1-2 วัน ตัวเมียจะวางไข่ส่วนมากเป็นเวลากลางคืนโดยคลานขึ้นไปวางตามที่แห้งเหนือน้ำ เช่น ตามกิ่งไม้ที่ปักในบ่อ ต้นหญ้าริมน้ำ โคนต้นไม้ริมน้ำ ข้างๆคันนาและตามต้นข้าวในนา ไข่มีสีชมพูสดเกาะติดอยู่กัน 2-3 นิ้ว แต่ละกลุ่มประกอบด้วยไข่ 388-2,000 ฟอง ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของอาหารที่กิน สิ่งแวดล้อมและขนาดของแม่หอย ไข่แต่ละฟองมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 2.0-2.5 มิลลิเมตร ไข่ที่ออกใหม่ๆจะมีสีชมพูสด และจะซีดจางลงเกือบเป็นสีขาวภายใน 7-8 วัน แล้วแตกออก ลูกหอยภายในซึ่งมีขนาดเท่าหัวเข็มหมุดเล็กๆหนักประมาณ 1.7 มิลิกรัมและมีลักษณะเหมือนตัวแม่ทุกอย่างจะร่วงลงน้ำเริ่มกินพืชน้ำพวกสาหร่ายต่างๆแล้วเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว 
อุปนิสัยการกินอาหาร
     หอยเชอรี่กินพืชน้ำได้เกือบทุกชนิดที่มีลักษณะไม่อ่อนนิ่ม เช่น แหน แหนแดง ไข่น้ำ ผักบุ้ง ผักกระเฉด สาหร่ายต่างๆ ยอดอ่อนผักตบชวา ต้นข้าวกล้า รวมถึงซากสัตว์ที่เน่าเปื่อยในน้ำ โดยเฉพาะต้นข้าวมักจะกินระยะข้าวกล้าและปักดำใหม่ๆไปจนถึงระยะแตกกอ โดยเริ่มกัดส่วนโคนต้นเหนือจากพื้นดิน 1.5-2.0 นิ้ว จากนั้นกินส่วนใบที่ลอยน้ำจนหมด ขณะที่กินต้นข้าว ส่วน foot จะห่อล้อมกอข้าวไว้เพื่อพยุงลำตัวไว้ให้ขนานกับลำต้น แล้วใช้ส่วนปากกัดต้นข้าวกินตรงส่วนโคนไปก่อนแล้วกินส่วนใบจนหมด จากนั้นจะหยุดพักครู่หนึ่งโดยยื่นท่ออากาศขึ้นมาเหนือน้ำ หดท่อลงแล้วกัดก้านใบต่อไปอีก ใช้เวลากินหมดทั้งก้านและใบ นาน 1-2 นาที หอยชอบกินข้าวที่มีอายุน้อยมากกว่าข้าวที่มีอายุมาก
การจำศีล
     หอยเชอรี่ที่อาศัยอยู่ในนาข้าว เมื่อน้ำแห้งลงมันก็จะปิดฝา operculum แล้วหมกตัวอยู่ในโคลน แม้น้ำจะแห้งนาน 3-4 เดือน หอยก็ยังรอดตายอยู่ได้มากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้าหากหอยซุกอยู่ตามพงหญ้าก็จะรอดตายเพียงประมาณ 40 เปอร์เซ็นต์ ในเขตอบอุ่น นอกจากนี้ความแข็งของดิน น้ำแห้งเร็วหรือช้า ก็มีส่วนสำคัญต่อการจำศีลด้วย
จากชีววิทยาทั่วๆไปของหอยเชอรี่หรือหอยโข่งอเมริกาใต้นี้ จะเห็นได้ว่าหอยมีความสามารถในการเจริญเติบโตได้รวดเร็ว กินอาหารได้หลายชนิดทั้งพืชน้ำที่มีชีวิต ซากพืชและซากสัตว์ต่างๆ สามารถแพร่พันธุ์ได้รวดเร็วและมีจำนวนลูกต่อครอกสูง ทนทานต่อสภาพแวดล้อมแม้อุณหภูมิตอนกลางวันจะสูงมันก็จะฝังตัวอยู่ตามพื้นโคลนถึงน้ำเน่าก็อยู่ได้ เพราะมีท่อหายใจเอาออกซิเจนจากอากาศ ดังนั้นในครั้งแรกจึงมีผู้เห็นว่าเหมาะสมที่จะเลี้ยงเป็นแหล่งโปรตีนชนิดใหม่ของประชาชน ชาวไทยพากันนำเข้าสู่ประเทศไทยอย่างผิดกฎหมาย และทำฟาร์มเพาะขยายพันธุ์โดยปราศจากความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับหอย เช่น ระบายน้ำเข้าออกไม่มีตาข่ายกั้นจึงทำให้ลูกหอยออกสู่แหล่งน้ำอื่น มิหนำซ้ำเมื่อต้องการเลิกเลี้ยง เพราะขายไม่ออกหาตลาดไม่ได้ก็มักง่ายเทหอยทิ้งลงในแม่น้ำลำคลองใกล้ๆ หรือยกช่วงให้ผู้ไม่รู้อื่นๆ ดำเนินการต่อไปอีก จึงไม่มีการป้องกันการแพร่กระจาย จนเป็นปัญหาตกหนักที่ชาวนา จากข้อดีต่างๆของหอยที่กล่าวมาข้างต้นที่เหมาะสมในการเลี้ยงเป็นอาหาร กลายเป็นข้อเสียในการป้องกันกำจัดการระบาดในนาข้าว เพราะหอยชนิดนี้สามารถปรับตัวเข้ากับสิ่งแวดล้อมในเมืองไทยได้อย่างดี 
ประโยชน์ของหอยเชอรี่
หอยเชอรี่สามารถนำมาใช้ทำประโยชน์ได้หลายอย่างเช่น
1. ทำเป็นปุ๋ยสำหรับพืช
เช่น การทำปุ๋ยน้ำหมักจากหอยเชอรี่
วัสดุอุปกรณ์
1.1 เนื้อหอยเชอรี่ที่ไม่มีเปลือก
1.2 ไข่หอยเชอรี่
1.3 พืชสดอ่อน-แก่
1.4 เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือก
1.5 น้ำตาลโมลาส
1.6 ถังหมักที่มีฝาปิด ขนาด 300 ลิตร หรือ 200 ลิตร
1.7 หัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ
1.8 ถังบรรจุหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ
1.9 แกลลอน/ถัง บรรจุผลิตผลปุ๋ยหมักจากหอยเชอรี่
1.10 กรวยกรองปุ๋ยน้ำหมักจากหอยเชอรี่
วิธีการทำปุ๋ยน้ำหมักจากหอยเชอรี่
วิธีที่ 1 การทำปุ๋ยน้ำหมักจากหอยเชอรี่ทั้งเปลือก
     นำหอยเชอรี่ทั้งตัวมาทุบหรือบดให้ละเอียด จะได้เนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือกและน้ำจากตัวหอยเชอรี่ และนำไปผสมกับน้ำตาลโมลาส และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3 : 3 : 1 คนให้เข้ากัน และนำไปบรรจุในถังหมักขนาด 30 ลิตร หรือ 200 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่งปิดฝาทิ้งไว้ อาจคนให้เข้ากันหากมีการแบ่งชั้น ให้สังเกตดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่ ถ้ามีกลิ่นเหม็นให้ใส่น้ำตาลโมลาสเพิ่มขึ้น และคนให้เข้ากันจนกว่าจะหายเหม็น ทำอย่างนี้เรื่อยไป จนกว่าจะไม่เกิดก๊าซให้เห็นบนผิวหน้าของปุ๋ยน้ำหมักหอยเชอรี่ แต่จะเห็นความระยิบระยับอยู่ที่ผิวหน้าน้ำหมักดังกล่าว บางครั้งอาจพบว่ามีตัวหนอนลอยพนผิวหน้าและบริเวณข้างถังภาชนะบรรจุ ควรรอจนกว่าตัวหนอนดังกล่าวตัวใหญ่เต็มที่และตายไป ถือว่าการหมักหอยเชอรี่ทั้งตัวเสร็จสิ้นกระบวนการ กลายเป็นปุ๋ยน้ำหมักหอยเชอรี่ สามารถนำไปใช้ได้หรือนำไปพัฒนาผสมกับปุ๋ยน้ำอื่นๆใช้ประโยชน์ต่อไป
วิธีที่ 2 การทำปุ๋ยน้ำหมักจากหอยเชอรี่
     นำไข่หอยเชอรี่ หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาทุบหรือบดให้ละเอียด จะได้น้ำไข่หอยเชอรี่พร้อมเปลือก แล้วนำไปผสมกับน้ำตาลโมลาสและน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3 : 3 : 1 คนให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามกระบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1
วิธีที่ 3 การทำปุ๋ยน้ำหมักจากไข่หอยเชอรี่และพืช
     นำไข่หอยเชอรี่หรือกลุ่มไข่หอยเชอรี่มาทุบหรือบดให้ละเอียด แล้วนำไปผสมกับพืชส่วนที่อ่อนๆ หรือส่วนยอดความยาวไม่เกิน 6 นิ้ว หรือไม่เกิน 1 คืบที่หั่นหรือบดละเอียดแล้วเช่นกัน แล้วนำมาผสมในอัตราส่วน ไข่หอยละเอียด : น้ำตาลโมลาส : พืชส่วนอ่อนบดละเอียด และน้ำหมักน้ำเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ คือ 3 : 3 : 1 แล้วนำไปหมักตามวิธีการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1
วิธีที่ 4 นำตัวหอยเชอรี่ทั้งตัวจำนวนเท่าใดก็ได้ต้มในกระทะ
     พร้อมทั้งใส่เกลือแกงผสมลงไปด้วยในจำนวนพอเหมาะ เพื่อให้เนื้อหอยเชอรี่แยกออกจากเปลือกได้ง่ายขึ้น และนำเฉพาะเนื้อหอยเชอรี่มาบดให้ละเอียด ให้ได้จำนวน 3 ส่วน เพื่อผสมกับน้ำตาลโมลาสและน้ำหมักจากเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ อัตรา 3 : 3 : 1 คนผสมให้เข้ากันแล้วนำไปหมักตามกระบวนการเช่นเดียวกับวิธีที่ 1 
วิธีที่ 5 การทำปุ๋ยน้ำหมักจากเนื้อหอยเชอรี่ และพืชสด
     นำเนื้อหอยเชอรี่ที่ได้จากการต้มกับเกลือเหมือนวิธีที่ มาบดให้ละเอียด แล้วนำไปผสมกับน้ำตาลโมลาส และชิ้นส่วนของพืชส่วนที่อ่อน เหมือนวิธีที่ 3 อัตราส่วนเนื้อหอยเชอรี่บดละเอียด : น้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ คือ 3 : 3 : 1 คนผสมให้เข้ากันอย่างดีแล้วนำไปหมักเช่นเดียวกับวิธีที่ 1
วิธีที่ 6 การทำปุ๋ยน้ำหมักจากเนื้อหอยเชอรี่ ไข่หอยเชอรี่ และพืชสด
วิธีการนี้เป็นการผสมปุ๋ยหมักแบบเบ็ดเสร็จ ไม่ต้องแยกวัสดุแต่ละชนิด ควรใช้อัตราส่วนเนื้อหอยเชอรี่พร้อมเปลือกหรือเนื้อหอยเชอรี่อย่างเดียว : ไข่หอยเชอรี่ : พืชอ่อนอัตรา 3:3:5 -6:2:3 มีข้อสังเกตเพียงดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่เพียงใด หากมีกลิ่นเหม็นให้เติมน้ำตาลโมลาส และน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติเพิ่มขึ้นจนกว่าจะไม่มีกลิ่น จะใช้เวลานานแค่ไหน เพียงใด ให้ดูลักษณะผิวหน้าของน้ำหมัก เช่นเดียวกับการทำน้ำหมักหัวเชื้อจุลินทรีย์ธรรมชาติ 
จากผลวิเคราะห์ข้อมูลน้ำหมักของหอยเชอรี่ พบว่า ค่าความเป็นกรดเป็นด่าของหอยเชอรี่จะค่อนข้างต่ำ ประมาณ 4.2-4.9 นับว่าเป็นกรดค่อนข้างมาก และค่าการแลกเปลี่ยนประจุไฟฟ้า หรือค่าความเข้มข้นของน้ำหมักค่อนข้างสูงมากเช่นกัน เวลานำไปผสมหรือพัฒนาจะต้องะมัดระวังการนำไปใช้ในปริมาณมากจะเป็นพิษกับต้นพืชที่มีลักษณะอ่อนระยะการเจริญเติบโตแรกได้ ในหลักการใช้อัตราเจือจางที่สุด เช่น 5-20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตรแล้วทดลองใช้กับพืชที่ต้องการนำไปใช้ประโยชน์ก่อน สังเกตการตอบสนองต่อปุ๋ยน้ำหมักจากหอยเชอรี่ ต่อไข่ ต่อพืช หากไม่แสดงอาการเป็นพิษก็สามารถเพิ่มจำนวนขึ้นได้
จากค่าไนโตรเจน ฟอสฟอรัส และโพแทสเซี่ยม จะพบว่าน้ำปุ๋ยหมักจากเนื้อหอยเชอรี่ ไข่หอยเชอรี่จะมีปริมาณค่อนข้างใช้ได้อย่างดี เมื่อเปรียบเทียบกับปุ๋ยหมักจากพืชและมูลสัตว์ทั่วไป
ส่วนคุณค่าของการวิเคราะห์พบว่า ในปุ๋ยน้ำหมักจากหอยเชอรี่ต่อพืช มีค่ากรดฮิวมิกค่อนข้างดีมาก เนื่องจากกรดฮิวมิกนี้มีประโยชน์ต่อพืชและดินอย่างสูง 
อัตราการใช้ปุ๋ยหมักจากหอยเชอรี่/ไข่หอยเชอรี่/พืช
     พืชที่มีอายุน้อย ระยะเวลาการเจริญเติบโตแรกๆ ใช้อัตรา 1,500-10,000 หรือจากการทดสอบเบื้องต้นพบว่า อัตราที่เหมาะสมคือ 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร สามารถใช้ได้ 7-10 วัน ขึ้นอยู่กับชนิด อายุ ช่วงการเจริญเติบโตของแต่ละพืช ว่าเป็นพืชผัก ไม้ดอกไม้ประดับ ไม้ผล ไมยืนต้น พืชไร่ ข้าว เป็นต้น
2. ทำเป็นอาหารสัตว์ในรูปแบบต่างๆ
การใช้หอยเชอรี่ทำเป็นอาหารปลาน้ำจืดทั่วๆไป
สูตรอาหารปลาน้ำจืดที่มีหอยเชอรี่เป็นส่วนผสม คุณภาพของวัตถุดิบอาหารที่ใช้ในสูตรมีดังนี้

วัตถุดิบ

นน.แห้ง
( กก.)

โปรตีน
( เปอร์เซ็นต์ )
ไขมัน
( เปอร์เซ็นต์ )
กาก
( เปอร์เซ็นต์ )
เถ้า
( เปอร์เซ็นต์ )
คาร์โบไฮเดรต
( เปอร์เซ็นต์ )
หอยเชอรี่
21.91
51.45
2.80
-
19.88
-
ปลายข้าว
84.88
7.37
0.59
0.54
0.60
90.90
รำละเอียด
90.30
14.25
16.74
8.51
8.90
51.60
หัวอาหารสุกร
91.73
34.60
1.29
3.82
20.86
39.43
อาหารไก่พันธุ์เนื้อ
หรือไก่ไข่
90.37
15.75
3.68
3.99
5.27
71.31

สูตรที่ 1

วัตถุดิบ
ส่วนผสม ( กิโลกรัม )
หอยเชอรี่สด
266.13 ( หรือเนื้อหอยแห้ง 58.30 กิโลกรัม )
รำละเอียด
15.00
ปลายข้าว
25.70 ( นึ่งหรือต้ม )
วิตามิน แร่ธาตุ
1.00
คุณค่าอาหาร
 
โปรตีน ( เปอร์เซ็นต์ )
34.00
ไขมัน ( เปอร์เซ็นต์ )
4.30
คาร์โบไฮเดรต ( เปอร์เซ็นต์ )
30.50

สูตรที่ 2

วัตถุดิบ
ส่วนผสม ( กิโลกรัม )
หอยเชอรี่สด
207.00 ( หรือเนื้อหอยแห้ง 58.30 กิโลกรัม )
หัวอาหารสุกร
27.70
รำละเอียด
12.00
ปลายข้าว
14.00 ( นึ่งหรือต้ม )
วิตามิน แร่ธาตุ
1.00
คุณค่าอาหาร
 
โปรตีน ( เปอร์เซ็นต์ )
35.67
ไขมัน ( เปอร์เซ็นต์ )
3.70
คาร์โบไฮเดรต (เปอร์เซ็นต์ )
30.56

สูตรที่ 3

วัตถุดิบ
ส่วนผสม ( กิโลกรัม )
หอยเชอรี่สด
228.00
หัวอาหารสุกร
29.00
รำละเอียด
20.00
วิตามิน แร่ธาตุ
1.00
คุณค่าอาหาร
 
โปรตีน ( เปอร์เซ็นต์ )
38.60
ไขมัน ( เปอร์เซ็นต์ )
5.11

คาร์โบไฮเดรต (เปอร์เซ็นต์ )

21.75

สูตรที่ 4

วัตถุดิบ
ส่วนผสม ( กิโลกรัม )
หอยเชอรี่สด
274.00
หัวอาหารไก่พันธุ์เนื้อหรือไก่ไข่
40.00
คุณค่าอาหาร
 
โปรตีน ( เปอร์เซ็นต์ )
37.17
ไขมัน ( เปอร์เซ็นต์ )
3.15
คาร์โบไฮเดรต (เปอร์เซ็นต์ )
28.52

วิธีการทำ
     ใช้หอยเชอรี่สดพร้อมเปลือกบดด้วยเครื่องบดหอยเชอรี่ ให้ละเอียดก่อนแล้วจึงนำไปผสมคลุกเคล้ากับส่วนผสมอื่นๆ ตามสูตรประมาณ 5-10 นาที ให้อาหารผสมเข้าด้วยกันเป็นเนื้อเดียวกัน จากนั้นนำเข้าเครื่องบดอีกครั้งหนึ่งเพื่ออัดเป็นเม็ดหรือเป็นเส้นแล้วจึงนำไปเลี้ยงปลา 
สูตรอาหารหอยเชอรี่สำหรับปลาดุก
ส่วนผสมประกอบด้วย
1. หอยเชอรี่ 3 ส่วน
2. รำละเอียด 2 ส่วน
3. ปลายข้าวต้มสุก 0.5 ส่วน
4. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ส่วน
5. เกลือแกง 200 กรัม
วิธีการทำ ให้นำหอยเชอรี่มาบดทั้งเปลือกและบดข้าวเปลือกรวมทั้งข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จากกนั้นนำส่วนผสมทั้งหมดมาใส่ลงในกะละมังตามอัตราส่วน ผสมให้เข้ากัน หากต้องการทำให้เป็นเม็ด ก็นำเข้าเครื่องอัดออกมาเป็นเม็ด โดยขนาดนั้นสามารถเลือกได้ตามต้องการ
กรณีที่ต้องการเก็บไว้ใช้นานๆให้นำไปตากแดดจนแห้งสนิท ตากประมาณ 4-5 แดดจะดีมากจากนั้นนำมาบรรจุถุงไว้ใช้ต่อไป
สูตรอาหารสำหรับปลากินพืช
ส่วนผสมประกอบด้วย
1. หอยเชอรี่ 3 ส่วน
2. พืชสีเขียว อาทิ ผักบุ้ง หรือผักตบชวา หรือกระถิน หรือใบปอสา 3-5 ส่วน
3. รำละเอียด 2 ส่วน
4. ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 1 ส่วน
5. ปลายข้าวต้มสุก 0.5 ส่วน
6. เกลือแกง 200 กรัม
วิธีการผสมทำเช่นเดียวกับการผลิตอาหารปลาดุก

การใช้หอยเชอรี่เป็นอาหารเป็ด
สูตรที่1

ส่วนผสม
สูตรอาหารสำหรับลูกเป็ดสำหรับเป็ดอายุ 0.4 สัปดาห์ โปรตีน 18 เปอร์เซ็นต์ จำนวน ( กก. )
สูตรอาหารสำหรับเป็ดรุ่นสำหรับเป็ดอายุ5-10 สัปดาห์ โปรตีน 16 เปอร์เซ็นต์ จำนวน ( กก. )
รำละเอียด
40.0
30.0
ปลายข้าว
7.5
22.5
หอยเชอรี่แห้ง (บดก่อนตาก )
30.0
30.0
กากถั่วเหลือง
22.3
17.5
แร่ธาตุ
4.0
4.0
เกลือแร่
0.5
0.5

สูตรที่ 2
1. หอยเชอรี่บดประมาณ 30 กิโลกรัม
2. รำข้าว 15 กิโลกรัม
3. ปลายข้าว 1 ถัง
วิธีการทำ โดยนำส่วนผสมทั้งหมดมาคลุกเคล้าให้เข้ากันดี แล้วเติมน้ำลงไปพอเปียกแต่ไม่ถึงกับแฉะ ในกรณีที่ไม่ใช้ปลายข้าวและรำ ก็สามารถใช้ข้าวเปลือก 15 กิโลกรัมผสมกับหอยเชอรี่บด 30 กิโลกรัม นำมาคลุกเคล้าให้เข้ากันโดยไม่ต้องผสมน้ำ จากนั้นสามารถนำไปเลี้ยงเป็ดได้เลย ซึ่งส่วนผสมนี้สามารถเลี้ยงเป็ดไข่ได้จำนวน 500 ตัวต่อมื้อ แต่ในการใช้หอยเชอรี่บดเลี้ยงเป็ด ไม่ควรให้เกินปริมาณที่กำหนด เพราะหากเป็ดกินมากเกินไป เป็ดจะเกิดอาการท้องเสีย และขาอ่อนได้ และข้อดีของการใช้หอยเชอรี่บดเลี้ยงเป็ดไข่ คือทำให้ได้จำนวนไข่มากกว่าเดิม เปลือกของไข่จะหนาขึ้นซึ่งสามารถลดอัตราการแตกของไข่ในแต่ละวันได้ ไข่ฟองใหญ่ขึ้น ไข่แดงมีสีจัดขึ้น และเมื่อนำไข่ไปต้มจะพบว่าโพรงอากาศจะน้อยกว่าเดิม 
การทำสารสกัดจากสมุนไพรและหอยเชอรี่ป้องกันแมงศัตรูพืช
ส่วนประกอบ
1. สมุนไพรพื้นบ้านจำนวน 6 กิโลกรัม
2. กากน้ำตาล 20 กิโลกรัม
3. น้ำสะอาด 100 ลิตร
4. หัวเชื้อจุลินทรีย์ 1 ลิตร
วิธีการทำ
     เริ่มจากการนำส่วนผสม เช่น สะเดา ข่า ตะไคร้หอมมาสับให้ละเอียด แล้วนำมาคลุกกับกากน้ำตาลที่ทำจากโมลาส แล้วหมักใส่ถัง ขนาด 200 ลิตร ทิ้งไว้ประมาณ 5-7 วัน ให้เกิดเชื้อราซึ่งจะแสดงว่ามีจุลินทรีย์เกิดขึ้น 
จากนั้นให้เติมน้ำในอัตราส่วนโดยใช้สมุนไพร 60 กิโลกรัม ต่อน้ำ 200 ลิตร ปิดฝาถังพลาสติกแล้งหมักทิ้งไว้ใช้ระยะเวลาประมาณ 90 วัน จึงสามารถนำน้ำสกัดมาใช้ได้
     หากต้องการใช้สารสกัดให้เร็วขึ้นควรใช้ไม้มาคนรอบๆในถัง เพื่อให้จุลินทรีย์แตกตัวเร็วขึ้น หรืออาจเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ลงไป 1 ลิตร ก็จะสามารถนำมาใช้ได้เร็วกว่าเดิมภายในระยะเวลา 30-60 วัน
     ประโยชน์ที่ได้รับจากสารสกัดธรรมชาตินั้นจะมีผลต่อแมลง คือ เป็นสารไล่แมลงทำให้แมลงมากินอาหารน้อยลง แมลงเป็นหมัน และช่วยยับยั้งการเจริญเติบโตของหนอน โดยมีผลทำให้ฮอร์โมนที่ใช้ในการลอกคราบของหนอนลดลง ทำให้หนอนลอกคราบไม่ได้และตายในที่สุด นอกจากนี้ ยังสามารถป้องกันตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลในนาข้าวอีกทางหนึ่งด้วย

 

 

 

เรียบเรียงโดย.....กมลศิริ พันธนียะ

 

 

เอกสารอ้างอิง
ชมพูนุท จรรยาเพศ และ ทักษิณ อาชวาคม. 2534. ชีววิทยาของหอยเชอรี่ Biology of Golden Apple Snail.เกษตรพระจอมเกล้า ปีที่ 9 เล่ม 2. หน้า 10-13.
ธนสิทธิ์. 2539. เทคโนโลยีปศุสัตว์ : หอยเชอรี่บด อาหารเป็ดสูตรเด็ดจากลุ่มน้ำสะแกกรัง. มติชนบท เทคโนโลยีชาวบ้าน  ปีที่ 8 ฉบับที่ 140. หน้า 42-44.
บานเย็น. 2543. รายงานพิเศษ : จัดการหอยเชอรี่อย่างถูกต้อง เพื่อความสมบูรณ์ของแผ่นดิน. มติชนบท เทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 12 ฉบับที่ 246. หน้า 34-37.
บันลือ นะสิทธิ์. 2543. เทคโนโลยีการประมง : เก็บหอยเชอรี่มาบดเลี้ยงปลา สูตรกำนันปั๋น นันทสว่าง ที่เมืองน่าน. มติชนบท เทคโนโลยีชาวบ้าน ปีที่ 13 ฉบับที่ 251. หน้า 78.
ศักดา ศรีนิเวศน์. 2544. เทคโนโลยีฯปศุสัตว์ : ใช้หอยเชอรี่ทำอาหารสัตว์. ปีที่ 13 ฉบับ 263. หน้า 56. 
อัจฉรา สุขสมบูรณ์. 2543. เทคโนโลยีการเกษตร : กลุ่มเกษตรกรเมืองกำแพงเพชรใช้ภูมิปัญญา ทำ สารสกัดจากสมุนไพรและหอยเชอรี่ ป้องกันแมลงและศัตรูพืช. ปีที่ 12 ฉบับที่ 242. หน้า 37-56.