ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ใครจะคิดว่า ปูม้า ก็สามารถนำมาฝากธนาคารได้ แต่ธนาคารที่กำลังกล่าวถึงนี้ เป็นธนาคารสำหรับฝากปูม้าเท่านั้น แนวคิดนี้เป็นของชาวประมงท่านหนึ่ง ชาวประมงท่านนี้ชื่อ คุณจาง ฟุ้งเฟื่อง  ด้วยที่เป็นชาวประมงมาแต่กำเนิด  และทำการประมงมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ในช่วงเวลาที่ผ่านมาจึงทำให้สังเกตุได้ว่า สัตว์น้ำทะเลเริ่มมีจำนวนลดน้อยลงทุกวัน นั่นรวมถึงปูม้าด้วย ซึ่งปูม้าถือว่าเป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกตัวหนึ่ง แต่หากชาวประมงมีแต่จับและจำหน่ายเพื่อผลประโยชน์ของตนเอง โดยไม่ส่งกลับคืนสู่ทะเล สักวันคงจะไม่มีปูม้าให้จับเป็นแน่

ภาพจาก http://www.nicaonline.com/



               “ธนาคารปู” ของกลุ่มฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า ชุมชนเกาะเตียบ ต.ปากคลอง         อ.ปะทิว จึงก่อตั้งมาตั้งแต่ปี พ.ศ.2545 ซึ่งเป็น แหล่งสร้างรายได้ของชาวประมงควบคู่กับการอนุรักษ์พันธุ์สัตว์น้ำ  ปัจจุบันมีสมาชิกทั้งหมด 18 ราย จากเริ่มแรก 4 ราย คุณลุงจาง ฟุ้งเฟื่อง ประธานกลุ่มฟื้นฟูทรัพยากรปูม้า และเจ้าของความคิดธนาคารปู บอกว่า เกิดแรงบันดาลใจมาจากการประสบปัญหาการลดลงของจำนวนปูตามธรรมชาติในท้องทะเล จึงคิดหาแนวทางอนุรักษ์ไปพร้อมกับการเพิ่มปริมาณของปู โดยการสร้างกระชังรับฝากแม่ปูที่มีไข่นอกกระดอง  ของชาวประมงที่จับได้ไว้ก่อน และนำมาเพาะไข่ แทนที่จะจับไปขายเลย  มีหลักการง่ายๆดังนี้

หลักการดำเนินงานของธนาคารปูม้า
- สร้างกระชังรับฝากแม่ปูที่มีไข่นอกกระดอง ที่ชาวประมงจับได้
- จากนั้นทำการรับปูม้าที่มีไข่นอกกระดองมาทำการเลี้ยงในกระชัง
- โดยจะทำการให้อาหารเป็นปลาสดสับละเอียดวันละหนึ่งครั้งในตอนเช้า
- ขังแม่ปูม้าในกระชังประมาณ 7 วัน แม่ปูก็จะปล่อยไข่ 
- ไข่ของปูม้าจะฟักตัวเป็นลูกปู
- จากนั้นก็นำลูกปูที่ได้ปล่อยออกสู่ท้องทะเล 
- ส่วนแม่ปูที่ปล่อยไข่ออกจากท้องหมดแล้ว ก็จะนำไปจำหน่ายแล้วนำเงินที่ได้ฝากเข้า   กองทุนธนาคารปูต่อไป

             “ธนาคารปู” นั้น ก็คล้ายๆ กับการฝากเงิน - ถอนเงินของธนาคารพาณิชย์ เพียงแต่เปลี่ยนมาเป็นการรับฝากแม่ปูแทน ส่วนดอกเบี้ยก็คือลูกปูที่ปล่อยลงทะเลเพื่อให้เติบใหญ่แล้วจับขึ้นมาขายเป็นรายได้ของชาวประมงต่อไป คุณลุงจางกล่าว
ผลที่ได้จากการทำธนาคารปูม้า

        ปัจจุบันผลผลิตปูม้าของชุมชนแห่งนี้ สามารถจับได้ 20 – 30 กิโลกรัมต่อลอบ 300 ลูก เพิ่มขึ้นจากปี 2545 ที่จับได้ประมาณ 10 กก. / ลอบ 300 ลูก สามารถสร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนที่ประกอบอาชีพจับปูม้าขายมีรายได้ประมาณ 20,000 บาทต่อเดือน ทั้งนี้เกิดจากผลพวงที่จำนวนประชากรปูม้า เพิ่มปริมาณมากขึ้นกว่าในอดีตที่ผ่านมา

ลักษณะทั่วไปของปูม้า คือ มีก้ามยาวเรียว มีสัน หนามข้างกระดองข้างละ 9 อัน อันสุดท้ายมีขนาดใหญ่และยาวที่สุด กระดองแบนกว้างมีตุ่มเล็กๆ กระจายเต็มไปหมด มีหนามที่ขอบเบ้าตาด้านบน ขอบเบ้าตาด้านล่าง มีหนามแหลม 1 อัน ขาเดินมี 3 คู่ กรรเชียงว่ายน้ำ 1 คู่ ตัวผู้มีก้ามยาวเรียวกว่า มีสีฟ้าอ่อน และมีจุดขาวตกกระทั่วไปบนกระดองและก้าม พื้นท้องเป็นสีขาว จับปิ้งเป็นรูปสามเหลี่ยมเรียวสูง ตัวเมียจะมีก้ามสั้นกว่า กระดองและก้ามมีสีฟ้าอมน้ำตาลอ่อนและมีจุดขาวประทั่วไปทั้งกระดองและก้าม

     
 ถิ่นอาศัยอยู่ตามปากแม่น้ำ หรือบริเวณชายฝั่งทะเล อาหารกินซากพืชที่ตายแล้ว ขนาดความยาวประมาณ 15-20 ซม. ออกไข่ครั้งละประมาณ 200,000-3,000,000 ตัว (แล้วแต่แม่พันธุ์จะมีขนาดใหญ่และสมบูรณ์แค่ไหน)

      ปัจจุบันสาเหตุที่ปริมาณปูม้าลดน้อยลง เนื่องจากการนำทรัพยากรขนาดเล็กมาใช้มากเกินไป อีกทั้งปูม้าที่มีไข่ก็ยังถูกจับมาใช้ประโยชน์ทั้งที่มีกฎหมายคุ้มครองอยู่แล้ว จนทำให้ปูม้าใกล้จะสูญพันธุ์ จนกระทั่งมีการอนุรักษ์ในรูปแบบต่างๆ เช่น การเพาะเลี้ยงในบ่อดิน หรือการใช้ถังเพาะไข่ปู และมีการจัดตั้งธนาคารเพื่อเพาะเลี้ยงและปล่อยลูกปูสู่ทะเล ซึ่งขณะนี้มีการจัดตั้งธนาคารปูม้าหลายต่อหลายแห่ง เชื่อว่าในอนาคตปูม้าจะต้องเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างแน่นอน และจะไม่ขาดแคลนอีกต่อไป

แนวคิดเรื่องของธนาคารปู
   ปูม้าที่จับได้ในพื้นที่นับวันยิ่งลดน้อยลงทุกที สรุปกันว่าจะทำที่พักพิงให้แก่แม่ปูครรภ์แก่ เพื่อดูแลให้รอดพ้นจากการนำไปขาย รอให้วางไข่เรียบร้อยก่อน จึงนำแม่ไปขาย แล้วปล่อยลูกสู่ทะเลเป็นอาหารและแหล่งที่มาของรายได้ต่อไป มาช่วงหลังๆ เค้าก็มาตั้งกันว่าเป็นธนาคารปู"
   การทำธนาคารปูม้ามี 3 แนวทาง
   1.การทำกระชังยึดติดกับทะเล
   2.การทำกระชังลอยทุ่น ของพื้นที่ปะทิว มีขนาด กว้าง 1 เมตร ยาว 1 เมตร สูงประมาณ 70        เซนติเมตร
             3. การนำแม่ปูไข่นอกกระดองมาทำเครื่องหมายบนกระดอง แล้วปล่อยสู่ทะเล โดยที่หากมีใครจับปูตัวนี้ได้ ก็จะไม่มีการรับซื้อ
     
ธนาคารปูม้า เกิดขึ้นเพื่อแก้ปัญหาทรัพยากรชายฝั่งเสื่อม โทรม พันธุ์ปูม้ามีจำนวนลดน้อยถอยลง สาเหตุมาจากการใช้เครื่องมือประมงแบบทำลาย เช่น ลอบปู ใช้อวนตาถี่ขนาดเล็กกว่า 1 นิ้ว เครื่องมือประมงเหล่านี้ทำลายวงจรชีวิตของปูม้า ปูยังไม่ทันโตขนาดกระดองไม่ถึงฝ่ามือก็ถูกจับไปขายและก็ไม่ได้ราคา พวกเรืออวนลาก อวนรุน นอกจากทำลายวงจรชีวิตปูม้าแล้ว ยังทำลายห่วงโซ่อาหารแหล่งอาหารของปูม้า เพราะได้กวาดเอาทั้งสาหร่าย หอยกระพัง หอยกระพุงไปด้วย 

รูปแบบการสร้างคอก  ซึ่งเป็นที่คลื่นลมไม่แรง เป็นที่ท่องเที่ยวพักผ่อนของชาวบ้านชาวประมง ห่างจากฝั่งราว 3 กิโลเมตร สมาชิกช่วยกันหาไม้จำนวนมากสร้างโครงสร้างให้มั่นคง จากนั้นซื้ออวนมากั้นล้อมเป็นคอกปู 

หลังจากสร้างคอกเสร็จสมาชิกต่างช่วยกันหาลูกปู และแม่ปูทั้งที่จับได้เอง ซื้อต่อมา หรือขอบริจาคจากชาวประมง  ส่วนอาหารสมาชิกก็ช่วยกันเก็บหอยกระพัง หอยกระพุงมาปล่อย ต่อมากลายเป็นว่าชาวบ้าน ชาวประมงทั่วไปเมื่อได้ลูกปูก็จะเอามาปล่อยให้เองที่คอก กลายเป็นว่าโครงการธนาคารปูนี้ได้สร้างจิตสำนึกให้กับชุมชนไปในตัว
ธนาคารปูม้า คือ รูปแบบที่สมาชิกและชาวบ้านนำปูม้าที่ไม่ได้ขนาดมาปล่อยไว้ในคอก ต่อมากลายเป็นแม่ปูซึ่งแม่ปูตัวหนึ่งมีไข่ประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านใบ ซึ่งธรรมชาติแม่ปูม้าก็จะปล่อยไข่ให้ละลายไปกับน้ำ ไข่จำนวนนับล้านเหล่านั้นก็จะเติบโตแพร่พันธุ์สู่ท้องทะเลคล้ายเป็นดอกเบี้ย ซึ่งชาวประมงทุกคนต่างบอกตรงกันว่าจับปูได้มากขึ้นและมีขนาดใหญ่ 
ประโยชน์ในการทำโครงการธนาคารปูม้า เพราะจากที่หาจับได้ยาก หรือจับได้แต่ปูเล็กขายไม่ได้ราคา แต่เมื่อทำโครงการแล้วจับได้ปูม้าตัวโตสร้างรายได้มากมาย กลายเป็นการสร้างความร่วมมือและสร้างจิตสำนึกไปในตัวให้กับชุมชน 


เอกสารอ้างอิง

http://www.banmuang.co.th/Tourist.asp?id=197850
http://www.codi.or.th/webcodi/index.php?option=com_content&task=view&id=1759&Itemid=2
http://share.psu.ac.th/blog/coasta-activities/6979
http://www.rakbankerd.com/agriculture/open.php?id=183&s=tblFertilizer
ภูมิปัญญาจาก : คุณจาง ฟุ้งเฟื่อง ราษฎรหมู่ที่ 7 ต.ปากคลอง อ.ปะทิว จ.ชุมพร เจ้าของความคิดและผู้ริเริ่มก่อตั้งธนาคารปู