สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ทรงเสด็จเปิดสถาบันเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งแห่งชาติ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สำนักพระราชวังประกาศ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร สวรรคต
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

แกะเปลือก ปูม้า โดย นายนรินทร ใหม่วัดเห็นชื่อว่า “แกะเปลือกปูม้า” ผู้อ่านอาจจะงงว่าบทความฉบับนี้จะมาบอกเล่าถึงการ ”แกะเปลือกปูรับประทาน” หรือ “แกะเปลือกปูเพื่อศึกษากายวิภาค” แต่ผู้เขียนพยามเรียบเรียงข้อมูลให้ครอบคลุมความน่าสนใจของปู้มาจากหลากหลาย แหล่งข้อมูลเพื่อนำเสนอแก่ผู้สนใจ ราวกับได้แกะเปลือกจนมองเห็นเนื้อแท้ของ “ปูม้า”

สถานการณ์ปูม้าในประเทศไทย

แม้ว่าปูม้าจะเป็นสัตว์น้ำชายฝั่งเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความสนใจ อย่างมากจากหน่วยงานภาครัฐ และเอกชน เนื่องจากเป็นสัตว์น้ำที่นิยมบริโภคโดยทั่วไป และเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญของประเทศ ซึ่งมีมูลค่าหลายพันล้านบาทต่อปี แต่ผลผลิตของปูม้าทั้งหมดได้จากการจับจากธรรมชาติในอ่าวไทยและฝั่งทะเล อันดามัน ซึ่งในปัจจุบันกำลังลดลง และมีแนวโน้มที่จะลดลง จากสถิติในปี 2539-2540 ปริมาณปูม้าที่จับได้ทั่วประเทศอยู่ระหว่าง 40,000-41,900 เมตริกตัน และสูงขึ้นเป็นประมาณ 46,700 เมตริกตันในปี 2541 เพราะในช่วงนั้นปูม้าราคาดี ตลาดมีความต้องการสูง จึงเป็นแรงจูงใจให้ชาวประมงพื้นบ้านหันมามีอาชีพจับปูมากขึ้น แต่ในปี 2542 ปริมาณปูม้าที่จับได้กลับลดลงเหลือประมาณ 41,200 เมตริกตันและคาดว่าจะมีปริมาณน้อยลงในปี 2543 และ 2544 แต่ยังไม่มีข้อมูลยืนยันจากกรมประมง หลังจากนั้นเป็นต้นมา ปริมาณปูม้าในธรรมชาติลดลงอย่างมาก และมีแนวโน้มที่จะลดลงไปเรื่อย ๆ เนื่องจากการจับปูม้าตลอดทั้งปี นอกจากนี้ยังมีการใช้เครื่องมือประมง ปูม้าที่มีประสิทธิภาพสูง (Over fishing) เช่น ลอบพับ และอวนลอยปู มาใช้จับปูมากขึ้นเพื่อสนองความต้องการของตลาดปูม้าทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลให้ปูม้าในธรรมชาติไม่สามารถ เจริญเติบโตทดแทนได้ทันและอยู่ในสภาพถดถอย สอดคล้องกับสถิติการประมงแห่งประเทศไทย โดยในปี พ.ศ. 2551 ปริมาณปูม้าที่จับได้มีประมาณ 23,600 ตัน ลดลงไป 20% จากปริมาณปูม้าที่จับได้ในปี พ.ศ. 2548 

แกะเปลือก ปูม้า โดย นายนรินทร ใหม่วัด  แกะเปลือก ปูม้า โดย นายนรินทร ใหม่วัด

กว่าจะมาเป็นปูม้า

“ปูม้า” ทำไมถึงมีชื่อเรียกอย่างนั้น? สัตว์น้ำที่มีกระดองกว้าง มีก้าม ขาคู่ท้ายแบนเป็นรูปใบพาย พื้นท้องเป็นสีขาว กระดองมีตุ่มขรุขระ ซึ่งมองอย่างไรก็ไม่มีส่วนคล้ายเจ้าสี่ขาลมกรด…หรืออาจเป็นเพราะ สปี ดในการว่ายน้ำที่รวดเร็วเพื่อหลบหนี จึงได้สมญานามว่าปูม้าก็อาจเป็นได้... แต่ความจริงแล้ว ปูม้าเป็นปูที่อยู่ในวงศ์ปูว่ายน้ำ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Portunus pelagicus (Linnaeus 1758) หรือชื่อสามัญว่า blue swimming crab ซึ่งช่วงแรกๆ ที่มีการศึกษาทางด้านอนุกรมวิธานเรื่องปูในประเทศไทยนั้น นักอนุกรมวิธานด้านปูส่วนใหญ่เป็นชาวต่างประเทศ มีความสับสนและเข้าใจว่าปูม้าที่พบในเมืองไทยเป็นปูชนิดเดียวกับปูว่ายน้ำ ชนิด P. trituberculatus (Mier 1876) ซึ่งมีชื่อสามัญว่า horse crab จึงได้เรียกปู P. pelagicus ว่าปูม้าตามไปด้วย แต่ต่อมาเมื่อมีการวิเคราะห์อย่างใกล้ชิดก็ทราบว่าไม่ใช่ ปูชนิด P. trituberculatus อย่างที่เข้าใจ แต่เป็นปูอีกชนิดหนึ่ง จึงให้ชื่อว่า P. pelagicus แม้จะมีความพยายามให้เรียกชื่อปูนี้ใหม่เป็นปูว่ายน้ำสีฟ้า หรือปูดอกหมากตามสีตัว แต่ก็ไม่ได้รับความนิยม เท่าคำว่า “ปูม้า”

ปูม้าเริ่มผสมพันธุ์ได้เมื่อมีอายุประมาณ 3 เดือน ขนาดความกว้างกระดอง4.5  เซนติเมตร วางไข่ตลอดปี ก่อนผสมพันธุ์ปูเพศผู้จะลอกคราบก่อนประมาณ 7-10 วัน เมื่อกระดองแข็งมีความสมบูรณ์เต็มที่ก็จะเริ่มหาปูเพศเมียที่ใกล้จะลอกคราบ เมื่อปูเพศผู้พบปูเพศเมียก็จะเกาะหลัง โดยใช้ขาเดินคู่ที่ 2-4 พยุง ปูเพศเมียไว้ประมาณ 3-4 วัน จนกระทั่งปูเพศเมียลอกคราบสลัดคราบเก่าทิ้ง ลำตัวนิ่ม ในช่วงนี้ปูเพศผู้จะใช้ก้ามหนีบโคนก้ามของปูเพศเมียเพื่อจับให้นิ่ง จากนั้นจะสอดตัวเข้าไประหว่างจับปิ้งของปูเพศเมีย เพื่อสอดอวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้คู่ที่มีลักษณะยาวเรียวแหลมเล็กเข้าไปในรู เปิดของปูเพศเมียใต้จับปิ้ง ตรงบริเวณโคนขาคู่ที่สาม ส่วนรยางค์คู่สั้นทำหน้าที่ยึดหน้าท้องปูเพศผู้ให้ ติดกับหน้าท้องของปูเพศเมีย เพื่อช่วยให้การผสมพันธุ์มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ช่วงนี้ปูเพศผู้จะใช้ขาพยุงตัวเองไว้เพื่อไม่ให้ปูเพศเมียที่นิ่มเป็น อันตราย ปูเพศผู้จะปล่อยน้ำเชื้อไปไว้ในถุงเก็บน้ำเชื้อภายในปูเพศเมีย รอระยะเวลาผสมกับไข่ที่ส่งมาตามท่อนำไข่ในภายหลัง ขั้นตอนการผสมพันธุ์นี้จะใช้เวลาประมาณ 12-15 ชั่วโมง โดยน้ำเชื้อที่อยู่ในถุงเก็บน้ำเชื้อจะมีอายุประมาณ 3-4 เดือน ซึ่งในช่วงฤดู ผสมพันธุ์ปูเพศผู้ตัวหนึ่งสามารถผสมกับปูเพศเมียได้หลายตัวหลังจากผสมพันธุ์ แล้ว ปูเพศเมีย ก็จะกลับตัวอยู่ในท่าปกติ ตัวผู้จะเกาะหลังปูเพศเมียอีก 1-2 วัน จนกระทั่งตัวเมียกระดองแข็งจึงแยกตัวออก

หลังจากผสมพันธุ์ประมาณ 20-30 วัน ไข่จะถูกส่งมาตามท่อนำไข่เพื่อผสมกับ น้ำเชื้อ แล้วส่งไปเก็บไว้ที่หน้าท้อง รยางค์อกจะเปลี่ยนแปลงไปเพื่อรับการเกาะของไข่ ไข่ที่ผสมแล้วจะมีขนาดโตขึ้นเรื่อยๆ จนล้นจับปิ้ง ระยะนี้เรียกว่าปูไข่นอกกระดอง ไข่จะเปลี่ยนสีจากเหลืองอ่อนเป็นเหลืองเข้ม น้ำตาลอ่อน และน้ำตาลตามลำดับ ประมาณ 10-15 วัน แม่ปูก็จะใช้ขาเดินเขี่ยไข่ให้หลุดจากจับปิ้ง ปล่อยล่องลอยไปในทะเล ไข่สีดำซึ่งแก่เต็มที่ จะมองเห็นลูกตาเป็นจุดสีดำภายใน ได้ ไข่ใช้เวลาฟัก เป็นตัวภายใน 1-2 วัน โดยปูแม่หนึ่งตัวมีไข่ประมาณ 120,000-2,300,000 ฟอง ขึ้นอยู่กับขนาดของปูไข่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 304-412 ไมครอนโดยในการวางไข่ครั้งนึงไข่ปูม้าจะเหลือรอดจริงๆ ประมาณ 10% ถือเป็นตัวเลขที่น้อยครับ จากนั้นไข่จะพัฒนาการเข้าสู่ระยะ ซูเอีย (zoea) และเมกาโลปา (megalopa) ในระยะซูเอียแบ่งออกเป็น 4 ขั้นด้วยกัน การพัฒนาจากระยะหนึ่งไปสู่อีกระยะหนึ่งจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน รวมระยะเวลาในการเจริญเติบโตของลูกปู หลังจากออกจากไข่จนกระทั่งมีการเปลี่ยนรูปร่างเข้าสู่ระยะที่เรียกว่า เมกาโลปา จะใช้เวลาประมาณ 10-14 วัน ลูกปูจะดำรงชีวิตในระยะเมกาโลปาอีกประมาณ 2-6 วัน จึงมีการลอกคราบเปลี่ยนเข้าสู่ระยะลูกปูม้าวัยอ่อนระยะแรก (1stcrab) ซึ่งจะมีรูปร่างเหมือตัวเต็มวัยรวมเวลาทั้งสิ้นประมาณ 12-20 วัน

สารพัดคุณค่าจาก 'ปูม้า'

เนื่องจากปูม้าสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งตัวตั้งแต่ เนื้อ ไข่ กระทั่งแม้แต่เปลือกที่ห่อหุ้มตัว ปูม้า

ยกตัวอย่าง เนื้อปูม้า เช่น เนื้อก้อนจะขายได้ถึงกิโลกรัมละ 800 บาท เนื้อขาวกิโลกรัมละ 600 บาท เนื้อขากิโลกรัมละ 600 บาท และเนื้อก้ามกิโลกรัมละ 300 บาท ไข่ในกระดอง จะเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีค่า มีรสชาติดี ให้คุณค่าทางอาหารสูงเป็นที่ต้องการของตลาดภายในและต่างประเทศ ปัจจุบันมีการแยก ไข่และมันปูออกเป็นผลิตภัณฑ์พิเศษสำหรับตลาดบนหรือภัตตาคาร และร้านอาหารมีชื่อต่างๆ ปัจจุบันซื้อขายกันในราคากิโลกรัมละ 400 บาท ก้าม หนีบ เป็นอีกส่วนหนึ่งของปูที่ตลาดต้องการมาก นิยมนำไปใช้ประดับบนจานอาหารที่บริการให้แก่ลูกค้า เพื่อให้อาหารที่ปรุงจากปูม้ามีบรรยากาศชวนทานมากขึ้น นอกจากนี้เปลือกปูม้า สามารถนำไปทำปุ๋ยปู หรือสกัดสารไคโตซานและไคติน อีกทั้งส่วนที่เหลืออย่างเปลือกและกระดองปูนั้นจะซื้อขายกันในราคากิโลกรัม ละ 3.50 บาท ปัจจุบันปูม้ายังเป็นที่ต้องการของตลาดในประเทศและต่าง ประเทศ ซึ่งตลาดในประเทศประกอบด้วยตลาดท้องที่และตลาดท้องถิ่น โดยตลาดท้องที่จะรวบรวมปูจากสะพานปลาและฟาร์มต่างๆ ในท้องที่เพื่อนำไปส่งขายให้แก่ตลาดท้องถิ่นหรือคนกลาง เพื่อส่งไปขายยังตลาดปลายทางอีกทอดหนึ่ง ส่วนตลาดท้องถิ่นจะเป็นตลาดที่อยู่ในเขตการค้าของจังหวัดต่างๆ ที่นำปูจากท้องที่จำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคในท้องถิ่นในรูปของปูสด ปูสดแช่น้ำแข็ง ปูสดแช่เย็น ปูเป็น ปูนิ่ม ปูดอง และเนื้อปูแกะ สำหรับ ปูม้าไทยที่ส่งไปจำหน่ายต่างประเทศนั้น นอกจากจะเป็นเนื้อปูบรรจุกระป๋องแล้ว ยังมีเนื้อปูแช่เย็นที่บรรจุในภาชนะปรุงแต่ง เช่น เนื้อปูแช่น้ำเกลือ เนื้อปูสุก เนื้อปูที่บรรจุในภาชนะสุญญากาศ โดยตลาดเนื้อปูในต่างประเทศที่สำคัญที่ไทยส่งออกจะแยกตามประเภทของผลิตภัณฑ์

อนาคตปูม้า

สืบเนื่องจากประชากรปูม้าในอ่าวไทยและทางฝั่งทะเลอันดามันของไทย มีการเปลี่ยนแปลงไปในลักษณะลดลงอย่างมาก เพราะว่าเกิดจากสาเหตุหลักการจับปูม้าจากธรรมชาติเพียงอย่างเดียว การเพาะเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์ เพื่อทดแทนการจับจากธรรมชาติจึงค่อนข้างมาแรงพอสมควร เนื่องจากมีความเป็นไปได้ในการเพาะเลี้ยงซึ่งมีความใกล้เคียงกับกุ้งทะเล แต่อย่างไรก็ตาม การเพาะพันธุ์ลูกปูม้า ก็ยังไม่สามารถพัฒนาให้คุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เนื่องจากกินกันเองของปูม้าในขณะลอกคราบ ส่วน การเลี้ยงปูม้าในบ่อดิน ให้ได้ขนาดที่ตลาดต้องการต้องใช้เวลาประมาณ 5 เดือน ซึ่งยังไม่คุ้มทุนและการลงแรง แต่ทั้งนี้เพื่อให้เป็นอีกทางเลือกหนึ่งสำหรับเกษตรกร โดยเฉพาะกลุ่มที่เลี้ยงกุ้งทะเลที่กำลังประสบปัญหาราคากุ้งตกต่ำและปัญหาอื่นๆ ขณะที่แหล่งเลี้ยงหรืออนุบาลลูกปูวัยอ่อน บริเวณบริเวณชายฝั่ง หรือแหล่งหญ้าทะเลเสื่อมโทรมหรือถูกทำลายอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดคล้องกับคำพูดที่ว่า “การสูญเสียแหล่งที่อยู่อาศัยเป็นปัจจัยหลักของการสูญพันธุ์ที่เกิดขึ้นบนโลกใบนี้“ ดังนั้นจึงได้มีการพยายามกำหนดห้ามใช้เครื่องมือลอบปูที่มีขนาดช่องตาท้องลอบต่ำกว่า 2.5 นิ้ว ทำการประมง และการกำหนดห้ามใช้เครื่องมืออวนลากอวนรุนที่ใช้กับเรือยนต์ทำการประมงในระยะห่างจากฝั่ง 3,000 เมตร รวมถึงการจัดกิจกรรมส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตปูม้า เช่น การจัดทำธนาคารปูม้า การจัดตั้งชุมชนประมงต้นแบบเพื่อเพิ่มผลผลิตปูม้าทั้งแบบเพาะในโรงเรือน และจัดทำกระชังแขวนโดยขอความร่วมมือจากชาวประมง และการเพาะพันธุ์ปูม้าเพื่อปล่อยลงสู่แหล่งน้ำธรรมชาติ โดยในอนาคตคาดว่า จะสามารถขยายผลเพื่อการเพาะเลี้ยงในเชิงพาณิชย์ต่อไป…

บทส่งท้าย

แกะ เปลือกกันถึงขนาดนี้แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่าหลายท่านที่รู้จักปูม้าเพียงแค่รสชาติอร่อยหรือจากสารคดี ต่าง ๆ คงรู้จักปูม้าดียิ่งขึ้นหลังจากได้อ่านบทความฉบับนี้ ผู้อ่านคงไม่ต้องซื้อปูมาแกะเปลือกเองนะครับ ผมได้แกะให้เรียบร้อยแล้ว และเนื้อที่แกะมาให้นั้นถึงมันจะไม่ใช่เนื้อปูสด ๆ หรือกรรเชียงปูเนื้อแน่น แต่เป็นเนื้อหาสาระที่ผู้เขียนตั้งใจนำมาฝากให้กับท่านผู้อ่าน ซึ่งฉบับต่อไปอาจมีการแกะเปลือกดูเนื้อหาสาระด้านใดนั้น รอติดตามตอนต่อไปครับ

และ สุดท้ายผู้เขียนหวังเป็นอย่างยิ่งครับว่า ในอนาคตจะได้เห็นปูม้าในธรรมชาติเพิ่มมากขึ้น ตลอดจนธุรกิจการเพาะเลี้ยงปูม้าตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ ปลายน้ำ เป็นดั่ง “สายธารแห่งคุณค่า” (value chain) เหมือนกับที่เกิดขึ้นในอุตสาหกรรมการเพาะเลี้ยงกุ้งทะเล ท่านผู้อ่านเห็นด้วยไหมครับ

เอกสารอ้างอิง

กรมประมง. 2553. สถิติการประมงแห่งประเทศไทย พ.ศ. 2551. เอกสารฉบับที่ 12/2553. ศูนย์สารสนเทศ, กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์.

กรุณา สัตยมาศ และสุชาติ ยังทรัพย์. 2532. การเลี้ยงลูกปูม้าโดยใช้พื้นที่กำบังชนิดต่าง ๆ เอกสารวิชาการ

ฉบับที่ 1/2532. ศูนย์พัฒนาประมงทะเลชายฝั่งอันดามัน. กองประมงทะเล. กรมประมง, 15 หน้า

วุฒิชัย อ่อนเอี่ยม และคณะ . 2553. การประเมินอัตราการกินอาหาร และการรอดตายของปูม้า (Portunus pelagicus) ที่เลี้ยงในบ่อดิน.วารสารเกษตร ฉบับที่ 28 หน้าที่ 83-91

สุวรรณา ภาณุตระกูล 2530. การทดลองเลี้ยงปูม้า (Portunus pelagicus L.) ในบ่อทดลอง รายงานการ

ประชุมทางวิชาการมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 25 ระหว่างวันที่ 3-5 กุมภาพันธ์ 2530 หน้า 430-440.

สุเมธ ตันติกุล. 2525. การเจริญเติบโตของปูม้าที่เลี้ยงในบ่อซิเมนต์. รายงานประจำปี 2528 ฝ่ายสัตว์น้ำ อื่นๆ. กองประมงทะเล. กรมประมง

สุเมธ ตันติกุล. 2526. การเจริญเติบโตของปูม้าที่เลี้ยงในบ่อซิเมนต์. รายงานวิชาการฉบับที่ 2/2526 ฝ่าย สัตว์น้ำอื่น ๆ. กองประมงทะเล. กรมประมง, 14 หน้า.