อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

แกะเปลือก ปูม้า(ตอน 2) เมื่อปูม้า สลัดคราบ โดย นายนรินทร ใหม่วัดเลี้ยงกุ้งดำมีปัญหา เลี้ยงกุ้งขาวก็มีปัญหา แล้วอาชีพคนเลี้ยงกุ้งจะทำอย่างไร…?” สวัสดีครับผู้อ่านทุกท่าน บทความฉบับที่แล้วผู้อ่านคงได้ทำความรู้จัก “ปูม้า” กันพอสมควรกับ “แกะเปลือก…ปูม้า” ซึ่งเป็นฉบับแรกโดยเนื้อหาจะกล่าวถึงความสำคัญของปูม้าที่มีต่อเศรษฐกิจการประมงและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ จะเห็นได้ว่ามีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าสัตว์น้ำเศรษฐกิจชนิดอื่นเลย

และเป็นที่ทราบกันดีว่าในสถานการณ์ปัจจุบันสัตว์น้ำเศรษฐกิจอันดับต้น ๆ ของประเทศไทยอย่าง “กุ้งขาวแวนาไม” ต้องประสบปัญหาอย่างหนักในเรื่องของโรคระบาดทำให้ผลผลิตตกต่ำ จนผู้เลี้ยงกุ้งบางรายอาจตั้งคำถามดังประโยคข้างต้น

ดังนั้นการให้ความสนใจกับสัตว์น้ำชนิดอื่นอย่าง “ปูม้า” อาจจะเป็นโอกาสหนึ่งของวิกฤติดังกล่าว เนื่องจากการเลี้ยงปูม้ายังไม่พบโรคระบาด จึงมีความเป็นไปได้มากขึ้นในการเพาะเลี้ยงปูม้าเชิงพาณิชย์ อย่างไรก็ตามการบริโภคปูม้ายังมีข้อจำกัดในเรื่องของเปลือกที่มีความแข็ง ก่อให้เกิดความยุ่งยากในการรับประทาน ขณะที่ปูม้าอีกประเภทหนึ่งมีลำตัวอ่อนนุ่ม คุณค่าทางอาหารสูง สามารถบริโภคได้ทั้งตัว ได้ฟังแบบนี้ท่านผู้อ่านจะเลือกแบบไหนครับ…..ในฉบับนี้ผู้เขียนจึงพยายามเรียบเรียงข้อมูลของปูที่ลอกคราบ สลัดเปลือกแข็ง ๆ ออกจนกลายเป็นปูตัวนิ่ม นุ่ม หรือที่นิยมเรียกว่า “ปูนิ่ม” ว่าจะมีดีอย่างไร จะสู้กับปูเปลือกแข็งตัวแน่น ๆ ได้ไหม ตามไปดูกันครับกับ“แกะเปลือก…ปูม้า (2)” ตอน “เมื่อปูม้า…สลัดคราบ”

ปูนิ่มคืออะไร…?

ปูนิ่ม(soft shell crb) คือปูที่ลอกคราบใหม่ๆ คราบหรือเปลือกเก่าที่แข็งถูกสลัดทิ้ง เหลือแต่เยื่อบางๆ หุ้มตัวปู มีลักษณะนิ่ม ซึ่งเป็นธรรมชาติของปูทุกตัว ที่ต้องผ่านการลอกคราบเพื่อการเจริญเติบโต ชั่วชีวิตหนึ่งของปู กว่าจะโตเต็มที่ ต้องลอกคราบกว่าสิบครั้ง ทุกครั้งที่ปูลอกคราบ ขนาดตัวจะขยาย น้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้น 30-50 % ราคาก็สูงขึ้นด้วย เรียกได้ว่าเป็นการ “เพิ่มมูลค่า” ด้วยตัวของมันเอง ขณะที่การบริโภคปูเปลือกแข็งมีข้อจำกัดในกระบวนการแปรรูปหรือปรุงอาหาร ผู้บริโภคส่วนหนึ่งจึงหันมานิยมบริโภคปูนิ่ม เพราะสามารถบริโภคได้ทั้งตัว และมีคุณค่าทางอาหารสูง ด้วยเหตุที่ปูนิ่มนำมาปรุงอาหารได้สะดวก และหลากหลาย ทำให้ในหลายประเทศหันมาบริโภคกันมากขึ้น จึงมีแนวโน้มทางการตลาดที่ดี เป็นการดีหากจะมีการเลี้ยงปูนิ่ม

“ปูม้านิ่ม” ดังรูปที่ 1 สามารถบริโภคได้ตั้งตัวได้อย่างไม่ต้องกังวลเรื่องความสะอาด เนื่องจากก่อนที่ปูจะลอกคราบ 2 - 3 วัน ปูจะไม่กินอาหาร ลำไส้จึงสะอาดไม่มีกากอาหารหรือสิ่งปฏิกูลหลงเหลืออยู่ และผลการวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการของปูม้านิ่มน้ำหนัก 100 กรัม ให้พลังงานทั้งหมด 56 กิโลแคลอรี มีโปรตีน 10.7 ก. ไขมัน 1.1 ก. และคอเลสเตอรอลต่ำเพียง 73 มก และพร้อมไปด้วยแคลเซียม ไคติน ไคโตซาน ฟอสฟอรัส สังกะสี เหล็ก และไอโอดีน ซึ่งเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับคนทุกเพศ ทุกวัย จัดเป็นอาหารสุขภาพที่เหมาะกับกระแสการรักษาสุขภาพของสังคมในปัจจุบันเป็นอย่างยิ่ง

แกะเปลือก ปูม้า(ตอน 2) เมื่อปูม้า สลัดคราบ โดย นายนรินทร ใหม่วัด

รูปที่ 1 ปูม้านิ่ม (Portunus pelagicus) หลังลอกคราบใหม่ ๆ

การลอกคราบของปู

ปูจำเป็นต้องมีการลอกคราบเพื่อการเจริญเติบโต เนื่องจากมีโครงสร้างเปลือกที่แข็ง ปกคลุมภายนอกของลำตัว เพื่อป้องกันอันตรายให้กับลำตัว และอวัยวะภายใน เมื่อปูมีการเจริญเติบโตด้วยการเพิ่มขนาดลำตัว จำเป็นต้องมีการลอกคราบเพื่อสลัดคราบทิ้ง เพื่อขยายขนาดของร่างกาย และขณะเปลือกที่สร้างขึ้นใหม่ยังไม่ทันแข็งตัวนั้น ร่างกายสามารถเพิ่มขนาดขึ้นได้เต็มที่จนกระทั่งเปลือกใหม่แข็งตัว ร่างกายก็จะหยุดการเพิ่มขนาด วงจรการลอกคราบของปูโดยทั่วไปสามารถแบ่งได้เป็น 4 ระยะ ได้แก่ 1) ระยะ A หรือ ระยะหลังการลอกคราบตอนต้น เป็นระยะที่ปูเพิ่งเสร็จจากการลอกคราบใหม่ๆ มีลักษณะเป็นหนังเหนียวๆ ลื่น และมีความอ่อนนุ่ม ระยะนี้ปูจะเริ่มสะสมแคลเซียม และดูดน้ำเข้าตัว ปูจะไม่มีการเคลื่อนที่ ไม่กินอาหาร 2) ระยะ B หรือ ระยะหลังการลอกคราบ เป็นระยะที่คราบเริ่มแข็งขึ้น 3) ระยะ C หรือ ระยะคราบแข็ง เป็นระยะที่คราบมีความแข็งเต็มที่ ระยะนี้ปูจะมีอัตราเมตาบอลิซึมสูงเนื่องจากมีการเคลื่อนที่ และการหาอาหาร 4) ระยะ D หรือ ระยะก่อนการลอกคราบกระดองแข็งมาก และมีความเปราะแตกหักง่าย ปูจะกินอาหารน้อยลง และไม่กินเลย เพื่อเตรียมความพร้อมที่จะลอกคราบหลังจากนั้นปูเข้าสูกระบวนการลอกคราบ เพื่อสลัดคราบเก่าทิ้ง ซึ่งเป็นช่วงที่ปูมีความอ่อนแอมากที่สุด ในระยะนี้น้ำจะเข้าตัวอย่างรวดเร็วทางรอยแตกทุกที่ มีการปรับความดันออสโมติกในเลือดเนื่องจากปริมาณโปรตีนและไขมันในเลือดเพิ่มขึ้นก่อนการลอกคราบ ทำให้ความดันเลือดสูงขึ้น

การเลี้ยงปูนิ่มในต่างประเทศ

การเลี้ยงปูนิ่มในประเทศสหรัฐอเมริกา นิยมนำปู Blue crab (Calinectes sapidus) รูปที่ 2 มาเป็นปูนิ่ม และในต่างประเทศได้มีการขยายตัวมากขึ้น เนื่องจากตลาดมีความต้องการปูนิ่มมาก จึงทำให้ผู้เลี้ยงปูนิ่มในหลายมลรัฐจะทำการขายทั้งปูที่มีเปลือกแข็งและปูนิ่ม ตลาดสำหรับปูนิ่มมีอยู่ทั่วไปและมีทั้งผู้ซื้อไปบริโภคเองและส่งภัตตาคาร ปัจจุบันก็ยังมีการค้าปูนิ่มเป็นจำนวนมาก มีการเพาะเลี้ยงที่มีศักยภาพมากขึ้นโดยไม่ทำลายประชากรปูม้าที่มีอยู่

แกะเปลือก ปูม้า(ตอน 2) เมื่อปูม้า สลัดคราบ โดย นายนรินทร ใหม่วัด

รูปที่ 2 ปู Blue crab (Calinectes sapidus)กำลังลอกคราบ

การผลิตปูนิ่มที่ North Carolina เริ่มจากการนำปูที่ใกล้ลอกคราบจะนำมาแยกคอยสังเกตทุกๆ 3 วัน แล้วเพิ่มความถี่เป็นทุก ๆ 3-4 ชั่วโมงโดยมีระบบหรือวิธีการผลิตปูนิ่มในต่างประเทศมีอยู่ด้วยกันหลากหลายรูปแบบแต่ที่นิยมมี 2 รูปแบบ คือ 1)Shedding Floats มีหลากหลายรูปแบบและหลายขนาด บางชนิดลอยน้ำได้เพราะทำจากไม้หรือวัสดุที่ลอยน้ำได้ สามารถปรับขึ้นลงได้ด้วย ดังรูปที่ 3 2)Shedding Tanksเป็นถังไฟเบอร์กลาสหรือบ่อซีเมนต์ โดยใช้ระบบหมุนเวียนน้ำ น้ำที่เติมเข้าไปเพื่อชดเชยการระเหยเท่านั้น น้ำที่ออกจากถัง เข้าสู่ระบบกรองที่ทำจากเปลือกหอย หินปูน ทราย เม็ดพลาสติก เพื่อให้แบคทีเรียเป็นหน่วยบำบัดน้ำ แบคทีเรียจะใช้แอมโมเนียที่ปูขับถ่ายออก หากน้ำไม่มีการบำบัด แอมโมเนียจะสูงซึ่งเป็นอันตรายต่อปู ดังรูปที่ 4

แกะเปลือก ปูม้า(ตอน 2) เมื่อปูม้า สลัดคราบ โดย นายนรินทร ใหม่วัด        

รูปที่ 3 การผลิตปูนิ่มแบบShedding Floats

แกะเปลือก ปูม้า(ตอน 2) เมื่อปูม้า สลัดคราบ โดย นายนรินทร ใหม่วัด

รูปที่ 4 การผลิตปูนิ่มแบบShedding Tanks

การเลี้ยงปูนิ่มปัจจุบันในประเทศไทย

พบว่ามีแต่การเลี้ยงปูทะเล (genus Scylla)การเลี้ยงปูทะเลนิ่ม ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัดที่เลี้ยงในปัจจุบันได้แก่ ตราด จันทบุรี ระยอง สมุทรปราการ สมุทรสาคร สตูล ชุมพร ตรัง และระนอง การปัจจุบัน ผู้เลี้ยงปูนิ่มส่วนใหญ่ประมาณ80% ได้เปลี่ยนเทคนิคการเลี้ยงจากวิธีการกำจัดรยางค์ มาแยกเลี้ยงในตะกร้าๆ ละตัวในบ่อดินขนาด 5 - 20ไร่ ปูม้าจะเริ่มลอกคราบหลังจากที่แยกลงตะกร้าแล้วประมาณ 18 วัน และจะสิ้นสุดการเลี้ยงแต่ละรุ่นประมาณ 25 วัน แต่อย่างไรก็ตามในการกระตุ้นปูให้ลอกคราบเร็วขึ้นนั้นขึ้นอยู่กับแสง ความเค็ม ออกซิเจน ไนไทรต์ แอมโมเนีย ปัจจัยเหล่านี้จะทำงานร่วมกันมีอิทธิพลต่อการลอกคราบของปูทะเล ทั้งนี้ยังขึ้นอยู่กับ อายุ ขนาด เพศ ความสมบูรณ์ของปู และปริมาณฮอร์โมนเร่งการลอกคราบในตัวปูก็เป็นปัจจัยสำคัญ แต่ในการเลี้ยงปูทะเลนิ่มมีปัญหา เช่น อัตราการรอดต่ำ ขาดแคลนพันธุ์ปูทะเล จะต้องนำเข้าพันธุ์ปูทะเลจากประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงเรื่องถึงการจัดการระหว่างเลี้ยง เนื่องจากไม่ทราบว่าปูที่เลี้ยงอยู่มีระยะลอกคราบใด จำเป็นต้องตรวจสอบการลอกคราบอยู่ตลอดเวลา ซึ่งเป็นการสิ้นเปลืองแรงงาน

แกะเปลือก ปูม้า(ตอน 2) เมื่อปูม้า สลัดคราบ โดย นายนรินทร ใหม่วัด

รูปที่ 5 รูปแบบการเลี้ยงปูทะเลนิ่มในบ่อดิน

การเลี้ยงปูม้านิ่ม

สำหรับการเลี้ยงปูม้านิ่มในประเทศเริ่มมีเกษตรกรสนใจมากขึ้น แต่การเลี้ยงยังไม่เป็นที่แพร่หลาย เนื่องจากยังไม่มีพันธุ์ปูม้ามาผลิตเป็นปูม้านิ่ม โดยเฉพาะปูที่พร้อมจะลอกคราบหาได้ยาก ถ้าต้องการผลิตปูม้านิ่มแต่ไม่เลี้ยงปูม้าในบ่อดินเอง หวังแต่พึ่งพาการจับจากธรรมชาติอย่างเดียวนั้นเป็นเรื่องยาก ซึ่งยังเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องพิจารณาสำหรับการเลี้ยงปูม้านิ่ม แต่อย่างไรก็ตามปูม้าสามารถเพาะเลี้ยงได้เช่นเดียวกุ้งกุลาดำ (Penaeus monodon) และกุ้งขาว (Litopenaeus monodon) จึงมีความเป็นไปได้สูงที่จะสามารถนำปูม้าจากการเพาะเลี้ยงมาผลิตเป็นปูม้านิ่ม โดยรูปแบบการเลี้ยงสามารถประยุกต์ได้หลายรูปแบบ เช่น การเลี้ยงในบ่อดิน นั้นเหมาะสำหรับผู้ที่มีบ่อเลี้ยงกุ้งเดิม หรือเลี้ยงปูทะเลนิ่มอยู่แล้วสามารถเปลี่ยนมาเลี้ยงปูม้านิ่มได้ไม่ยากเนื่องจากการจัดการและระยะเวลาการผลิตใกล้เคียงกัน โดยทำการคัดเลือกปูม้าระยะลอกคราบ B, C และ D มาแยกลงเลี้ยงในตะกร้าที่แขวนลอยไว้ในบ่อดิน การเลี้ยงบ่อซีเมนต์ การจัดการคล้ายกับการเลี้ยงในบ่อดิน คือการแยกปูลงตะกร้าเลี้ยงแล้วลอยไว้ในบ่อ แต่จะมีข้อได้เปรียบเรื่องของการจัดการและควบคุมคุณภาพน้ำได้ดีกว่าบ่อดิน หรืออาจจะเพิ่มระบบหมุนเวียนน้ำเพื่อบำบัดคุณภาพน้ำระหว่างเลี้ยง และการเฝ้าระวังปูลอกคราบ การให้อาหาร นำปลาข้างเหลืองสดหรือปลาทะเลขนาดเล็กมาสับเป็นชิ้นเล็กๆโดยให้ปูระยะหลังการลอกคราบและระยะคราบแข็งทุกวัน และระยะก่อนลอกคราบให้วันเว้นวัน การจำหน่ายสามารถอ้างอิงได้จากราคาขายของปูทะเลนิ่ม แต่ข้อได้เปรียบของปูม้านิ่มคือจะมีสีสันน่ารับประทานกว่าปูทะเลนิ่ม สะอาด กลิ่นโคลนน้อยกว่าปูทะเล อีกทั้งปูทะเลนิ่มมีตลาดค่อนข้างจำกัดเฉพาะในทวีปเอเชีย ดังนั้นปูม้านิ่มก็จะมีโอกาสส่งเป็นสิ้นค้าไปขายได้ในวงกว้างเนื่องจากมีรูปลักษณ์คล้ายคลึงกับปูนิ่ม blue crabประเทศสหรัฐอเมริกา

หากมองถึงความเป็นไปได้แล้วปูม้านิ่มจัดเป็นผลผลิตที่มีมูลค่าสูงแต่ก็ยังมีอุปสรรคมากมายท้าท้ายนักเพาะเลี้ยงอีกหลายด้าน อย่างไรก็ตามผู้เขียนคิดว่า กุญแจแห่งความสำเร็จ ของการเลี้ยงปูม้านิ่มคือการคัดแยกระยะลอกคราบของปูแต่ละระยะ หากเพิ่มขั้นตอนดังกล่าวแล้วจะส่งผลให้สะดวกในการจัดการ สามารถลดการสูญเสียผลผลิต ค่าอาหาร แรงงาน และสะดวกในการเฝ้าระวังปูลอกคราบ เนื่องจากระยะเวลาที่ใช้ในขบวนการสร้างเปลือกของปูค่อนข้างเร็ว ทำให้ปูมีโครงสร้างเปลือกแข็งอย่างรวดเร็วหลังลอกคราบ ทำให้ปูนิ่มที่เก็บเกี่ยวช้าเกินมีลักษณะโครงสร้างเปลือกเหมือนกระดาษ (paper shell) ส่งผลต่อมูลค่าของผลิตภัณฑ์ และถือเป็นปัจจัยจำกัดที่มีผลต่อกำไร

“แกะเปลือก…ปูม้า” ฉบับนี้แทบจะไม่ต้องออกแรงมาในการแกะเอาเนื้อหาสาระมากครับ เนื่องจากตัวปูม้าเองได้ช่วยสลัดคราบ สลัดเปลือก ให้เห็นความน่าสนใจอีกด้านหนึ่งของปูม้าที่เราอาจไม่เคยรู้ และจากที่เกริ่นไว้ข้างต้นว่าปูเปลือกนิ่มจะสู้ปูเปลือกได้ไหมนั้น ขึ้นอยู่กับผู้อ่านแล้วครับว่าจะตัดสินใจเลือกแบบไหน ส่วนฉบับหน้าผู้เขียนจะแกะเปลือกปูม้าดูเนื้อหาสาระด้านใดอีกนั้น รอติดตามตอนต่อไปครับ

 

เอกสารอ้างอิง

บุญรัตน์ ประทุมชาติ และวิภา สุวรรณรักษ์.2550. โครงการ การพัฒนาเทคนิคการเลี้ยงปูม้านิ่ม

(Portunus pelagicus) ในเชิงพาณิชย์. รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการ

วิจัย (สกว.) ชุดโครงการปู. 76 หน้า.

วารินทร์ ธนาสมหวัง และคณะ. 2548. โครงการ “การผลิตพันธุ์และการเลี้ยงปูม้า(Portunus pelagicus

Linaeus, 1758) เชิงพาณิชย์” รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย

(สกว.) 424 หน้า.

Cameron, J. N.1985a. Molting in blue crab. Scientific American. Vol. 252(5), 76-78.

Cameron, J. N.1985b. Post-moult calcification in the blue crab (Callinectes sapidus):

relationships between apparent net H+ excretion, calcium and bicarbonate. Journalof

Experimental Biology. 119, 275-285.

Lestang, de S., Platell, M.E. and Potter, I.C.1999. Dietary composition of the blue swimmer crab

Portunus pelagicus L. Does it vary with body size and shell state and between

estuaries? Journal of Experimental Marine Biology and Ecology 246 (2000) 241–257

Sudhakar, M., Manivannan, K. and P. Soundrapandian. 2009. Nutritive Value of Hard and Soft

Shell Crabs of Portunus sanguinolentus (Herbst). International Journal of Animal and Veterinary Advances 1(2): 44-48