ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อม
ข้าพระพุทธเจ้า ผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

"ตลาด" คำนิยามหนังสือพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2525 หมายความว่า "ที่ชุมนุมเพื่อขยายของต่าง ๆ อาทิ ตลาดนัด ตลาดสด ตลาดหลักทรัพย์ ฯลฯ" สำหรับตลาดปลาสวยงามก็เป็นที่ชุมนุมเพื่อซื้อขายปลาสวยงาม นับว่ามีส่วนสำคัญยิ่งที่จะทำให้สินค้านั้นได้มีโอกาสเปลี่ยนมือจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภค เป็นศูนย์กลางการชุมนุมของปลาสวยงาม ผู้ค้าปลา ผู้ค้าวัสดุอุปกรณ์ เกิดการซื้อขายและเป็นแหล่งท่องเที่ยว

อันจะส่งผลต่อการเปิดโลกขยายตลาดปลาสวยงาม ดังหัวข้อเรื่อง "เสวนา…เปิดโลกขยายตลาดปลาสวยงาม" ซึ่งมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ รอบรู้ทั้งด้านทักษะ ประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมาเป็นเวลายาวนาน เปรียบเสมือนบันได้ก้าวไปสู่ความสำเร็จ มุมมองของแต่ละท่านเป็นอย่างไร ขอเชิญติดตามรายละเอียดจากวิทยากรได้ดังต่อไปนี้
     ท่านแรกมีความรู้ความสามารถและเชี่ยวชาญด้านตลาดปลาสวยงามในประเทศไทยและระดับโลกคือ คุณวิฑูรย์ เทียนรุ่งศรี กรรมการผู้จัดการบริษัท ไว้ท์เครน (วี.88) อะควาเท็ค จำกัด ประธานชมรมผู้นิยมปลาสวยงามแห่งประเทศไทย ประธานสหกรณ์ปลาสวยงามแห่งสยามจำกัด ท่านที่สอง คุณนิธิพัฒน์ พันธุมจินดา จากร้านอาร์ต 9 ปัจจุบันดำเนินธุรกิจส่งออกปลาสวยงาม เป็นที่ปรึกษานิตยสาร Pet - Mag ท่านที่สามคุณสุวรรณา พลูชัยวลัยศักดิ์ จากกรมส่งเสริมการส่งออกท่านที่สี่ คุณวิฑูรย์ รื่นสุข รองกรรมการผู้จัดการอีมาร์เก็ตติ้ง แอนด์เทรดดิ้ง จำกัด (Bangkokaquarium.com) ท่านที่ห้า คุณชาติชาย เทพแปง จากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย และผู้ดำเนินการอภิปรายโดย รศ.ดร.ยนต์ มุสิก คณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และนายกสมาคมปลาสวยงาม

ภาพจาก https://sites.google.com/



ดร.ยนต์ : ปลาสวยงามเหมือนสินค้าทั่ว ๆ ไปซึ่งต้องมีตลาดรับรองจึงจะเป็นอาชีพที่ยั่งยืนได้ การเลี้ยงจำแนกได้ 2 ประเภท คือ การเลี้ยงเล่น ๆ แบบนี้สบายไม่มีเรื่องที่มาทำให้ปวดศรีษะ แต่ถ้าเลี้ยงแบบธุรกิจหรือเชิงพาณิชย์ ก็อาจมีเรื่องปวดศรีษะบ้าง ดีใจบ้างสลับกันไป ถ้าอยากรวยก็ต้องเลี้ยงกัน เสวนาครั้งนี้มีหลายมุมมอง เริ่มจากการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย คุณชาติชาย เทพแปงจะมาพูดว่า การท่องเที่ยวกับการประมงนั้นมาเกี่ยวพันกันอย่างไร เช่น ญี่ปุ่นมีจัดทัวร์ไปดูปลาสวยงาม ประเทศไทยจะมีโครงการเช่นนี้มาลงหรือไม่ สำหรับจังหวัดราชบุรีเป็นแหล่งเพาะเลี้ยงปลาสวยงามจะมีนักท่องเที่ยวมาเยี่ยมชมบ้างไหม
คุณชาติชาย : ในฐานะตัวแทนของการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งฟังดูไม่น่ามาเกี่ยวข้อง แต่จริง ๆ แล้วการท่องเที่ยวเกี่ยวข้องทุกหน่วยงานและเป็นประโยชน์กับเศรษฐกิจของประเทศไทยในปีหนึ่ง ๆ มีนักท่องเที่ยวกว่าสิบล้านคน ทำรายได้เข้าประเทศประมาณ 300,000 ล้านบาท ทั้งนี้มีคนไทยท่องเที่ยว 60 ล้านคน ทำรายได้ 200,000 - 300,000 ล้านบาท รายได้ดังกล่าวช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ มีการจับจ่ายใช้สอย
สำหรับเงินรายได้จากการท่องเที่ยวมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ ซึ่งทุกรัฐบาลจะเน้นการท่องเที่ยว เป้าหมาย คือรายได้เข้าประเทศ รัฐบาลเก็บภาษี 7 เปอร์เซ็นต์จากภาคธุรกิจ เช่น โรงแรม นักท่องเที่ยวเข้ามาพร้อมกับเงินตราต่างประเทศ เมื่อแลกเป็นเงินไทย มีค่า 0.26 เท่าในระบบเศรษฐกิจ นักท่องเที่ยวมีการจ่ายภาษีโดยตรง ทำให้ประเทศชาติมีการขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้
     อีกประการหนึ่ง มีการจ้างงานสร้างอาชีพ เช่น นักท่องเที่ยวไปดูปลาสวยงามที่จังหวัดราชบุรี จะมีการใช้จ่ายค่าอาหาร น้ำ รถนำเที่ยว มัคคุเทศก์ ประชาชนในท้องถิ่น มีรายได้
     จะเห็นได้ว่า เป้าหมายการท่องเที่ยวทำให้ประเทศชาติมีเศรฐกิจดี ประชาชนอยู่ดีกินดี มีมาตรฐานที่ดี ส่วนที่เกี่ยวข้องกับปลาสวยงาม คือ มีการส่งออกสามารถนำรายได้เข้าประเทศ เช่นเดียวกับการท่องเที่ยว เช่นการไปที่ฟาร์มปลาสวยงามก็เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญอีกแห่งหนึ่ง
การเชื่อมโยงกับการท่องเที่ยวมีหลายอย่าง อาทิ
     1. แหล่งเลี้ยง เช่น ที่ออสเตรเลีย สิงคโปร์ มี underwater world ที่เซนโตซา สำหรับประเทศไทยจัดสร้างที่พัทยาใกล้เปิดตัวเร็ว นี้ หรือสิ่งที่มีอยู่ เช่น พิพิธภัณฑ์สัตว์น้ำที่บางแสน ศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดชันนาท มีปลาในแม่น้ำเจ้าพระยา 300 - 400 ชนิด การไปเที่ยวท้องถิ่นมีค่าใช้จ่าย ค่าอาหารค่าที่พัก ค่าเดินทาง ค่ามัคคุเทศก์ นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ ซึ่งจัดเป็นแหล่งสาธิตการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามในรูป Agro-Tourism แหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร ประเทศไทยพร้อม 80 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากเป็นประเทศเกษตรกรรม เช่น ที่จังหวัดสุพรรณบุรี การจัดไปเที่ยวสวนผลไม้ การปลูกข้าว บ้านควายไทย สำหรับปลาสวยงามเป็นแหล่งที่องเที่ยวเชิงเกษตรซึ่งเป็นกิจกรรมหนึ่งในโครงการท่องเที่ยว ผู้ท่องเที่ยวอาจเป็นคนไทยด้วย ดังนั้นเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงจะสามารถจำหน่ายปลาที่ฟาร์มได้ส่วนหนึ่ง ซึ่งคนท้องถิ่นได้ประโยชน์จากการจัดงานหากประชาชนจัดการไม่ได้ภาครัฐต้องดำเนินการ
     2. แหล่งแสดงปลาสวยงาม โดยจัดเก็บค่าเข้าชมถ้าจัดเป็นเทศกาลใหญ่ ๆ ดังเช่น ที่สิงคโปร์ เยอรมัน ถ้ามีการจัดในประเทศไทย ผู้ค้าปลาจะเดินทางเข้ามาทำธุรกิจในประเทศไทยก็ได้ช่วยการท่องเที่ยวเหมือนกับการท่องเที่ยวฯ จัดงานภาพยนต์ให้ใหญ่เหมือนที่เมืองคานส์
การจัดงานเกี่ยวกับปลาสวยงามในประเทศไทย หากจัดได้ใหญ่ก็ไม่ต้องพึ่งสิงคโปร์ ขณะนี้ประเทศไทยต้องส่งปลาไปขายสิงคโปร์ซึ่งให้ราคาต่ำ ถ้าขายเองราคาสูงขึ้น อย่างเช่น อุปกรณ์ท่องเที่ยวจากสวิตเซอร์แลนด์ ซื้อตรงถูกกว่าซื้อผ่านสิงคโปร์ การจัดกิจกรรมถ้ายกระดับนานาชาติ (International) จะทำให้ผลงานติดตลาด คนจัดก็มีความพร้อมมากขึ้น ทั้งยังได้รับการสนับสนุนการจัดงานโดยจัดทำ Trade การซื้อขาย
     3. ความนิยมชมชอบ ปัจจุบันคนนิยมเลี้ยงสัตว์ เช่น ปลา สุนัข แมว ฯลฯ ทั้งยังมีแนวทางจำหน่ายวัสดุอุปกรณ์อีกด้วย ผลผลิตส่งออกสามารถสร้างรายได้
     4. ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางผลิตปลาสวยงามต่างชาติรู้ก็จะเป็นการประชาสัมพันธ์ประเทศไทยการท่องเที่ยวจะได้ลดค่าใช้จ่ายด้านการประชาสัมพันธ์ในการเช่าเวลาออกอากาศทางโทรทัศน์ในต่างประเทศจะเกิดประโยชน์กับประเทศชาติ
ในขณะนี้การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยดำเนินการให้ครัวไทยสู่โลกโดยใช้อาหารไทยเป็นตัวนำ ได้แก่ ประเทศอิตาลี กลุ่มประเทศยุโรปและญี่ปุ่น ซึ่งได้วางแนวทาง ดังนี้
          1. ส่งผลิตภัณฑ์
          2. ผลิตพ่อครัว แม่ครัว
          3. เปิดร้านอาหารไทย
เป้าหมายต้องการให้คนไทยซึ่งเป็นผู้ประกอบการ SME มีรายได้
ดร.ยนต์ : การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยมีแผนพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวปลาสวยงามที่มีอยู่หรือไม่ เช่น ตลาดซันเดย์ จตุจักร ตลาดปลาสวยงานที่จัดหวัดราชบุรี และมีกิจกรรมเสริมสร้างขยายแหล่งท่องเที่ยวบ้างไหม หรือจะมีการจัดประกวดปลาสวยงาม เช่นเดียวกับงานอะควารามา และวอเตอร์ ซู
คุณชาติชาย : สำหรับจตุจักรก็มีการจัดการท่องเที่ยว เรียก Weekend market ซึ่งมีการประชาสัมพันธ์ให้ข้อมูลข่าวสาร ส่วนแหล่งท่องเที่ยวอื่น ๆ กำลังพัฒนา ปัจจุบันการท่องเที่ยวมีสำนักพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวดำเนินการ ถ้าทราบแหล่งก็จะช่วยประชาสัมพันธ์ โดยจับมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีศูนย์ฯ ท่องเที่ยวเชิงเกษตรกว่า 10 แห่ง ถ้ามีที่ใดอีก ททท. ยินดีสนับสนุนเต็มที่
เกี่ยวกับการจัดงานระดับนานาชาตินั้น ททท. ส่งเสริมให้มีการซื้อขายหากมีส่นราชการร้องขอก็ยินดีช่วยให้เกิดภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทย ทั้งนี้ต้องมีงานหลักโดยมีเครือข่ายประชาสัมพันธ์ทั่วโลก
ดร.ยนต์ : ททท.น่าจะได้ทำแผ่นพับเผยแพร่เฉพาะแหล่งท่องเที่ยว ปลาสวยงามจะยิ่งดี ในช่วงต่อไป ขอเชิญคุณสุวรรณา พลูชัยวลัยศักดิ์ กรมส่งเสริมการส่งออก
คุณสุวรรณา : กรมส่งเสริมการส่งออกมีกิจกรรมสนับสนุน เช่น การแสดงสินค้าในต่างประเทศ ปีหนึ่งจัดทั่วโลก 100 ร้าน โดยมีสมาชิกกรมฯ เพียง 10 ราย ถ้ามีกิจกรรมเพิ่มขึ้นก็จะได้บรรจุในแผนฯ เช่น การประกวดปลาสวยงามที่ประเทศเยอรมันและสิงคโปร์ ส่วนการจัดงานใหญ่ระดับประเทศจะส่งเสริมโดยเชิญชวนต่างประเทศผู้ซื้อมาในงาน พิจารณาด้านการสั่งซื้อสินค้า
น     อกจากนี้ คณะผู้แทนทางการค้าที่พาไปต่างประเทศ แต่ละประเทศมีสำนักงานช่วยจัดสถานที่ทำการนัดหมาย อีกทางหนึ่งคือ พาผู้ซื้อมาพบผู้ผลิตผู้ส่งออก ซึ่งขณะนี้มีเครือข่ายกว่า 50 ประเทศ ที่กรมส่งเสริมการส่งออกมีรายชื่อผู้ผลิต ผู้ส่งออกผู้นำเข้าจากต่างประเทศ สถิตินำเข้า - ส่งออก กฏระเบียบการส่งออก การผลิตพื้นฐาน ขอข้อมูลได้ที่กรมฯ หรือเปิดเว็บไซต์สำหรับข้อมูลปลาสวยงามของประเทศคู่ค้า เช่น สหรัฐอเมริกา มีมูลค่าห้าพันล้านเหรียญสหรัฐต่อปี ปี พ.ศ. 2542 - 2546 ขยาย 5 เปอร์เซ็นต์ จากการสำรวจผู้ผลิตปลาสวยงามและสัตว์เลี้ยง มีปลาสวยงาม 8,000 ล้านครัวเรือนสหรัฐอเมริกานำเข้า 35 เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยส่งออกมาที่สุด 24 เปอร์เซ็นต์ สิงคโปร์ 20 เปอร์เซ็นต์ อินโดนีเซีย 13 เปอร์เซ็นต์ อังกฤษ ตัวเลขการส่งออกดูน้อย แต่ที่นำเข้าเป็นปลาไทย ทั้งนี้ผู้ส่งออกควรติดต่อโดยตรงถึงผู้นำเข้า
ดร.ยนต์ : กรมการส่งเสริมการส่งออกมีโครงการสร้างผู้ส่งออกรายใหม่หรือไม่
คุณสุวรรณา : การสมัครสมาชิกฯ ผู้ส่งออกจะได้รับการเผยแพร่ชื่อในเว็บไซต์ ซึ่งได้ทำ Directory Exporter List เผยแพร่ความรู้ในต่างประเทศ โดยร่วมกิจกรรมกับกรมส่งเสริมการส่งออกได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับผู้ส่งออกในการนำสินค้าไปแสดง สำหรับปลาสวยงาม ยังไม่เคยดำเนินการมาก่อน
ดร.ยนต์ : มีการจัดอบรมเกี่ยวกับการส่งออกให้ผู้สนใจรายใหม่บ้างไหม
คุณสุวรรณณา : กรมส่งเสริมการส่งออกมีการจัดหลักสูตรเบื้องต้นเกี่ยวกับการส่งออกปีละ 4 ครั้ง ๆ ละ 150 คน ในปี พ.ศ. 2546 อบรมไปแล้ว 3 รุ่น สำหรับรุ่นสุดท้ายเดือนสิงหาคม พ.ศ.2546 ซึ่งก็เต็มแล้ว สนใจเข้าอบรมต้องแจ้งล่วงหน้า
ดร.ยนต์ : กรมส่งเสริมการส่งออกและจะจัดอบรมรุ่นพิเศษเฉพาะผู้ส่งออกปลาสวยงามจะได้หรือไม่
คุณสุวรรณา : ไม่ได้ เพราะต้องมีการจัดแผนล่วงหน้าเป็นปี เนื่องจากต้องมีค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจัดอบรม ขอเสริมข้อมูลสถิติการส่งออกที่ปรากฏเป็นปลามีชีวิตโดยตลาดนำเข้า คือ สหรัฐอเมริกา สิงคโปร์ ซึ่งมีความเชื่อมั่นว่าปลาไทยมีคุณภาพดีแข็งแรง
ดร.ยนต์ : การจัดงานแบบอะควารามาจะทำได้ไหม ซึ่งขึ้นกับผู้ส่งออกแจ้งความจำนงมา
คุณสุวรรณา : ในลำดับต่อไปเป็นการบรรยายเกี่ยวกับปัญหาอุปสรรคการส่งออกปลาสวยงาม
คุณนิธิพัฒน์ : เกี่ยวกับตลาดโลกปลาสวยงาม สภาพโดยรวมตามที่ได้ร่วมสนทนากับพ่อค้า ค่อนข้างเงียบ เนื่องจาก
     ประการที่หนึ่ง ภาวะเศรษฐกิจไม่ดี ซึ่งเป็นอุปสรรคในการซื้อขายก็ยังมีอยู่แต่ปริมาณลดลงจากปีก่อน เกิดการผันแปรในตลาดปลาสวยงามพอสมควร ทำให้ผู้นำเข้าบางรายเลิกกิจการ
     ประการที่สอง การค้าขายเน้นชนิดปลา ก่อนหน้านี้รูปแบบการขายเป็นลักษณะ Whole Package ซึ่งปัจจุบันผู้นำเข้าเริ่มเสาะหาผู้ผลิตโดยตรง เพราะปีที่ผ่านมาเรามีการแข่งขันด้านราคาสูง ผู้ซื้อบีบเราให้มีการแข่งขันด้านตลาดตลอดเวลา เมื่อเป็นเช่นนี้ผู้ขายก็จะแข่งด้านปริมาณทำให้ด้อยคุณภาพ ซึ่งราคากับคุณภาพจะสวนทางกัน จากคุณภาพที่ด้อยลง ลูกค้าก็จะหนีไปหาผู้ค้าประเทศอื่น
     ประการที่สาม การแข่งขัน มีการแข่งขันภายในประเทศ และระหว่างประเทศ เช่น จีน เวียดนาม มีการส่งออกปลาสวยงามมากขึ้น จากการไปงานประกวดปลาที่ได้ประเทศเยอรมัน เวียดนามได้พัฒนาการเพาะเลี้ยงปลาสวยงามเพิ่มขึ้นมาก ในจำนวนนี้มีปลาไทยด้วย เพราะมีผู้ส่งออกของไทยส่งลูกปลาไปจีน เวียดนาม อินโดนีเซีย ถ้ามีการส่งพ่อแม่พันธุ์ไปด้วยภายใน 2 ปี เขาก็สามารถผลิตปลาแข่งกับไทยได้
สำหรับปลาทองรันชู ออกลูก 100 ตัว จะมีปลาสวย ๆ 10 ตัว ต่อ 1 ครอกเท่านั้น ส่วนปลาทรงเครื่องขณะนี้จีนผลิตได้เป็นหมื่น ๆ ตัว ในอนาคตเวียดนามจะเป็นคู่แข่งที่สำคัญอีกประเทศหนึ่ง ทั้งนี้ผู้ส่งออกต้องคิดเสมอว่า ทำไมจึงขายสินค้าให้กับประเทศคู่แข่ง
     ประการที่สี่ สภาพการส่งออก ในตลาดโลกปลาสวยงามมีคุณภาพและมาตรฐานดีขึ้น ระบบการบรรจุดี ช่วงนี้ลูกค้าไม่มีปัญหาปลาตาย จะมีแต่ปัญหาเรื่องราคา สำหรับสายพันธุ์ปลาชนิดใหม่จะทำตลาดดี คนไทยเก่ง มีการคิดสายพันธุ์ใหม่ ๆ ซึ่งทำได้ดีมาก ระบบการขนส่งที่สนามบินดีขึ้น ความล่าช้าลดลง ปลาเสียหาย น้อยแต่ก่อนนั้นส่งปลาไปลูกค้าจะตัดยอดลง
     หากจะพูดถึงข้อดี ก็คือ 1. การพัฒนาคุณภาพเนื่องจากมีคู่แข่งขันเพิ่มขึ้น ผู้เพาะเลี้ยงปลาก็ต้องปรับเพิ่มคุณภาพมิฉะนั้นในอนาคตจะเกิดปัญหาอุปสรรค การแข่งขันภายในจะทำให้ปลามีคุณภาพยังมีชนิดปลาอีกมากที่จะทำแข่งราคากัน เช่น ปลาหมอสี ขนาด 1 ? นิ้ว อัดฮอร์โมนแล้วขายตัดราคา หากปลาชนิดใดไม่ได้รับความสนใจก็ด้อยคุณภาพ ส่วนข้อเสีย ก็คือความหลากหลาย เช่น ปลา Crossbreed ตลาดในประเทศมีคนสนใจ แต่เพื่อการส่งออกจะหาพันธืปลาดั้งเดิมไม่ได้เพราะผู้เลี้ยงปลาเปลี่ยนบ่อไปเลี้ยงปลา Crossbreed ปลา Crossbreed จะได้รับความนิยมในระยะสั้น อาจเพียง 6 เดือน ในงานวอเตอร์ซูเหมือนมือถือ กล้องดิจิตอล หมดอายุเร็วมาก พวกปลาตกรุ่นนำปลาไปทำอะไร เช่น จังหวัดราชบุรี มีปลาหน้าตาแปลก ๆ ในแหล่งน้ำธรรมชาติ สำหรับต่างประเทศ ถ้าเป็นปลากินเนื้อ ปลาพื้นเมืองจะหายไป ส่วนภาคใต้ ส่งปลาไปมาเลเซีย โดยนำปลาน้ำจืดไทยไปให้ปลาฟลาวเวอร์ฮอร์นกิน จึงควรอนุรักษ์พันธุ์ปลาพื้นเมืองไว้ด้วย
ที่ผ่านมาผู้ผลิตแข่งขันสินค้าตัวเดียวกันหมด ส่งผลให้การค้าจะไม่ยั่งยืน ลักษณะเช่นนี้เหมือนมันสำปะหลัง อะไรดีแห่กันทำ ถึงเวลาหนึ่งจะส่งผลให้เกิดความสูญเสียแก่ผู้บริโภคผู้ส่งออก
     สำหรับการท่องเที่ยวกับปลาสวยงาม เห็นด้วยเพราะงานอะควารามา และวอเตอร์ซู มีคนไปเที่ยวมาก ดังนั้น เราควรจัดงานให้มีภาพรวมในลักษณะนานาชาติมากขึ้น ซึ่งประเทศไทยมีสถานที่ไม่น้อยกว่างานอะควารามาโดยจัดเป็นซุ้มแสดงปลาสวยงาม ในส่วนของงานวันประมงน้อมเกล้าฯ ไม่มีบูธส่งออก ลูกค้าต่างประเทศเข้ามาเป็นเพราะมีการเชิญชวน เมื่อสอบถามผู้ส่งออกเป็นการซื้อขาย เพราะฉะนั้นราชการควรสนับสนุนเป็นแบบนานาชาติ 
     การไปดูงานต่างประเทศควรดูงาน มีการจัดเจ้าหน้าที่ ให้บริการ อธิบายคุณภาพ ซึ่งผู้ส่งออกเป็นตัวกลางในการเจรจาว่า ลูกค้าต้องการปลาลักษณะใด ปลาไทยราคาถูกมาก มีแต่ลดลง ไม่มีเพิ่มขึ้น
ดร.ยนต์ : จากการที่คุณนิธิพัฒน์ กล่าวว่า ประเทศไทยพยายามทำมาหลายครั้งแล้ว แต่ยังไม่สำเร็จประเทศไทยมีหลายอย่างให้ต่างชาติเข้ามา ทั้งด้านวัฒนธรรมและด้านอื่น ๆ ปัจจุบันทำ Business marketing 
ดร.วิฑูรย์ รื่นสุข : อาชีพปัจจุบันยังดำเนินธุรกิจ เป็นที่ปรึกษาผู้ส่งออก และ e-Marketing และใช้ IT เป็นเครื่องมือ ซึ่งผู้ส่งออกบางรายนำเทคโนโลยีมาใช้ การพัฒนานำการตลาดต่อ IT ความก้าวหน้าทางอินเตอร์เน็ต เป็นเครื่องมือการตลาดที่ดีและผู้ส่งออกหลายรายนำมาใช้โดยมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น การพัฒนา IT และพัฒนาระบบให้ผู้ส่งออก การหาข้อมูลค่อนข้างจำกัดซึ่งทำให้เกิดข้อคิดและมุมมองจะทำอย่างไร ถ้าต้องการขยายตลาดปัจจุบันมี 50 - 60 ราย
การขยายตลาด ควรขยายการส่งออก การตลาดควรได้รับการส่งเสริม การขยายตลาดที่ง่ายที่สุด ขยายในลักษณะ Trading Company โดยพยายามส่งเสริมคนรุ่นใหม่สู่การส่งออก How to, Know how ความสำเร็จ ปัญหาอุปสรรค ควรมีคอลัมน์ชุมชนให้ผู้ส่งออกรายใหม่เรียนรู้ การขยายตัวผู้ส่งออกจะเป็นไปได้เร็วโดยส่งเสริมคนรุ่นใหม่เพื่อความคล่องตัวด้านภาษาการใช้เทคโนโลยีและเสริมประสบการณ์ของผู้ส่งออกรายเก่าในส่วนนี้ทำให้ตนเองก้าวเข้ามสู่ผู้ส่งออก ปัจจุบันมีการจดทะเบียน มีเทคโนโลยีซึ่งการส่งออกไม่มีปัญหาอุปสรรค เป็นแนวทางส่งออกรายใหม่
สำหรับผู้ส่งออกรายใหม่ทำได้ การคิดขนาดพัฒนา E-mail CRM ศาสตร์การตลาด คนรุ่นใหม่รู้โดยพัฒนาผู้ส่งออกจะสร้างกลไกตลาดให้เติบโตเร็ว การตลาด on - line แม้จะเติบโตก็ต้องมี off - line ด้วย บางครั้งมีคำถามเกี่ยวกับผู้ส่งออกรายใหม่ โดยมีผู้ประสานการส่งออก เจาะหาตลาดโดยได้รับเปอร์เซ็นต์การขาย
     การนำเทคโนโลยีมาใช้ต้องมองตลาดใหม่ ๆ ทำไมประเทศไทยต้องทำระบบ ISO ทั้ง ๆ ที่มีระบบควบคุมฟาร์ม องค์กรในประเทศไทย ทำไมไม่ทำเครื่องหมายสินค้า ทุกวันนี้ต้องซื้อเครื่องหมาย ISO มาติดที่หน่วยงาน มีค่าใช้จ่าย 400 กว่า เหรียญสหรัฐฯ เพื่อให้เกิดความประทับใจแก่ผู้นำเข้าสินค้า โดยสร้าง Rubber stamp หลาย ๆ ตัว เรามีสหกรณ์ดังนั้นหน่วยงานภาครัฐควรเข้ามามีบทบาทให้เกิดเป็นรูปธรรม และจัดให้มีการแสดงสินค้า จากประสบการณ์ที่ทำ Thailand Exhibition.com ผู้ส่งออกมีการแลกเปลี่ยน และการ on - line เปิดหน้าร้าน โดยมีระบบเครือข่ายเชื่อมโยง โดยมีข้อมูลตัวอย่างปลา ปริมาณ คุณลักษณะ การมีเครื่องหมายสินค้า เป็นการรับรองสินค้าและสร้างความมั่นใจให้ผู้ซื้อว่ามีสินค้าจริง ๆ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งของผู้ส่งออกรายใหม่
     กรมส่งเสริมการส่งออกควรเปิดโอกาสให้ผู้ส่งออกรายใหม่บ้าง จากการที่เคยไปติดต่อได้รับคำตอบว่าต้องเคยดำเนินการส่งออกมาก่อน ถ้าก้าวตั้งแต่วันนี้อนาคตไปได้สบาย
     ปัจจุบันต่างประเทศรู้จักเครื่องหมายของชมรม สมาคม แต่ชมรมหรือสมาคมจะอยู่ได้อย่างยั่งยืนหรือไม่เพราะคนไทยเก่ง ๆ จะอยู่รวมกันไม่ค่อยได้ สมาคมที่ผมอยู่มีสมาชิกไม่มาก
คุณสุวรรณา : เมื่อพูดถึง IT สหราชอาณาจักรนิยมซื้อสินค้าทางเว็บไซต์ สำหรับผู้ส่งออกรายใหม่ กรมส่งเสริมการส่งออกให้พื้นที่ในเว็บไซต์ ถ้าท่านใดยังไม่มีรายชื่อลูกค้าในต่างประเทศไปขอได้ที่กรมส่งเสริมการส่งออก Thailand Brand ขอยาก กรมให้ Brand โดยมีวัตถุประสงค์ให้ผู้ค้าสร้างด้วยตัวเอง ถ้าสร้างใหม่เกิดยากก็มาขอ Brand ที่กรมส่งเสริมการส่งออกได้
ดร.ยนต์ : ขอเชิญคุณวิฑูรย์ เทียนรุ่งศรี ซึ่งอยู่ในวงการปลาสวยงามมานานและเป็นประธานสหกรณ์ปลาสวยงามแห่งสยามจำกัด สหกรณ์ทำเครื่องหมายได้ไหม
คุณวิฑูรย์ เทียนรุ่งศรี : นับเป็นนิมิตใหม่ที่ดีสำหรับวงการปลาการทำเครื่องหมายเป็นภาพรวมเพราะสหกรณ์ไม่ใช่เป็นของคนใดคนหนึ่ง ปัจจุบันมีสมาชิกกว่า 300 คน เมื่อเวลาเชิญประชุม สมาชิกไม่มา เว็บไซต์จะช่วยได้ไหม คอมพิวเตอร์จะมีข้อมูลจำนวนปลา ถ้ามีผู้ซื้อเข้ามาในเครือข่ายก็สามารถซื้อขายได้ เครื่องหมายสหกรณ์เป็นเครื่องหมายการค้าที่ดีได้ ชื่อประเทศไทยในนามสหกรณ์ปลาสวยงามแห่งสยามจำกัดหลายเรื่องที่ทุกท่านพูดมาโดนใจผมสิ่งที่พูดมาขอให้สานต่อ เรื่องปลาสวยงามจะไปสู่อินเตอร์ได้อย่างไรดังหัวข้อเรื่อง "เสวนา…เปิดโลกขยายตลาดปลาสวยงาม" ขอเรียนให้ผู้เกี่ยวข้องทราบ ตลาดปลาสวยงามกรุงเทพฯ เลียนแบบฮ่องกงมีตลาดเช้า (Morning market) ซึ่งมีทั้งขายปลีและขายส่ง โดยแป๊ะเซ็ง ดำเนินการมากกว่า 10 ปีแล้ว ซึ่งจากแรงกดดันของผู้ค้าเพราะมีปลาเข้ามาจตุจักรเป็นจำนวนมาก พื้นที่ไม่เพียงพอก็เปิดท้ายขายปลา (มีมาก่อนภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ) ช่วงเวลาจำหน่ายหลังเที่ยงคืน ส่งให้ผู้ค้าปลาในตลาดซันเดย์ซึ่งเป็นแหล่งค้าปลา
     ผมได้ทราบข่าวว่ากรมประมงทำตลาดขายส่งปลาสวยงามที่บางขันธ์ จังหวัดปทุมธานี สร้างตลาดเพียงอย่างเดียว ไม่สำเร็จต้องมีผู้ค้าด้วย มีการเชิญชวนผู้ค้าไปลงที่บางขันธ์ แต่ค่อนข้างไกล ปัจจุบันไม่ไกลเพราะมีการจัดงานใหญ่ ๆ ใกล้บางขันธ์ เช่น ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ตลาดมีโอกาสเกิดได้หากมีการดำเนินการอย่างจริงจัง
ทางด้านตลาดปลาสวยงามควรเป็นรูปแบบการขายส่งแต่ตลาดซันเดย์มีการขายปลีกด้วย การจำหน่ายปลาผู้ซื้อต้องเสียค่าใช้จ่ายในการคัดปลา การดูแล การเลี้ยง เช่น ซื้อมาตัวละ 10 บาท ค่าใช้จ่ายเสริมไป ราคาเพิ่มขึ้นเป็นตัวละ 20 บาท ขาย 30 บาท หากไปพบกับลูกค้าที่ไปซื้อปลาที่ตลาดซันเดย์ก็จะบอกว่าปลาที่ตลาดซันเดย์ถูก
     ผมเคยพูดกับสมาชิกสหกรณ์ฯ และกรมประมง ถ้าจัดให้มีตลาดกลางทำได้โดยดูตลาดกลางประเทศญี่ปุ่นซึ่งมีระเบียบกติกา มีปลาว่ายในบ่อ เช่น ปลาคาร์พ ปลาทอง ซึ่งเป็นปลาที่มอง Top view มีสะพานทอดยาวด้านข้างสะพานมีแป๊บน้ำทั้ง 2 ด้านพ่นน้ำเมื่อสมาชิกนำปลามาขายก็จะใส่ไว้ในกระชังที่มีฝาปิดเปิดได้และมีหมายเลข เขียนชื่อผู้ขายลอยในกระชัง บางสหกรณ์มีเป็นร้อยกระชัง สมาชิกที่เป็นผู้ซื้อจะไม่ข้ามเขตกัน ถ้าเป็นผู้ส่งออกได้รับสิทธิพิเศษ ไม่มีข้อจำกัด ระหว่างที่เลือกซื้อจะไปเปิดกระชังดู เมื่อถึงเวลาทำการค้าจึงมีการประมูล ชักลากกระชังเข้ามาที่ช่องประมูล เจ้าหน้าที่บอกว่าปลาอะไรกี่ตัว รวมจำนวนเท่าไหร่ โดยมีผู้ดำเนินการประมูลบรรยากาศสนุกสนาน ใครประมูลได้จะโยนชื่อลงกระชังปิดฝา ผ่านกระชังไปอีกด้านหนึ่งเกษตรกรเจ้าของปลานำปลาบรรจุใส่ถุงให้ผู้ประมูลได้ปลาของเกษตรกรส่วนใหญ่ผ่านการประมูล เพราะมีวิธีการสื่อสารว่าปลาตัวใหญ่มีความต้องการมากน้อยเพียงใด หลังประมูลจึงมีการจ่ายเงิน
สำหรับบ้านเรามีทั้งปลาตู้ ปลาทอง เรามองไปที่ยุโรปมีการประมูลดอกไม้ ต้นไม้ ซึ่งมีการค้าขายปกติ บางแห่งก็มีการประมูล ถ้านำ 2 แบบมาปรับใช้ก็จะเป็นผลดี โดยมีสมาชิกที่มีคุณภาพ มีการฝึกอบรม มีความซื่อสัตย์ไม่เอาเปรียบลูกค้า ปลาไม่ป่วย มีการจัดการดี เมื่อมาสหกรณ์ฯ มีที่เปลี่ยนถ่ายน้ำ มีถุงเกษตรกรไม่ต้องขายเอง เพียงแต่นำปลาบรรจุถุงติดรายชื่อแล้วนำปลาไปส่ง ถ้าคุณวิฑูรย์ทำ bar code ติดถุงปลา ขึ้นชั้นวางระดับสายตา คนซื้อจะมาเลือกซื้อเช่น เปิด 07.00 น. ผู้ที่จะเข้ามาซื้อต้องเป็นสมาชิก ซื้อเสร็จแล้วใส่รถเข็นนำไปจ่ายเงิน เมื่อขายแล้วปริมาณปลาในหน้าจอคอมพิวเตอร์ลดลง พอเวลาเช่น 10.00 - 11.00 น. คนเลือกซื้อปลาลดลงจึงเปิดประมูล ราคาลดจาก 10 บาท เหลือ 6 บาท ทำสายพานหรือราวแขวนเปิดประมูล เช่น ที่ญี่ปุ่นเกษตรกรเตรียมบรรจุถุงปลาให้ลูกค้าซึ่งเป็นตลาดกลางอีกประเภทหนึ่ง
ทั้งนี้เกษตรกรของไทยต้องเฝ้าขายปลา 2 วัน 1 คืน ตลาดวันเดย์เปิดตัวเช้าวันอังคาร การทำเช่นนี้เสียเวลามาก ไม่มีเวลาไปเพาะเลี้ยงปลา ต้องอดหลับอดนอน โดยมาเฝ้าขายปลาที่กล่าวมานี้เป็นความคิดของผมนะครับในเรื่องตลาดปลาสวยงาม
ส่วนเรื่องการส่งออก ผมว่าผู้ค้า Exporter เกิดไม่ยาก ถ้ามีสินค้าพร้อมส่ง หมายถึง ปลาที่มีคุณภาพ ปลาที่มีจำนวนทุกวันนี้ Exporter กล้วยไม้ โลกเปิดกว้าง ทุกคนทำได้ แต่ก่อนเป็นความลับต้องทำเองทุกอย่าง เพื่อนคนหนึ่งค้าเพชรพลอยก็ส่งกล้วยไม้ด้วย โดยได้รับคำสั่งซื้อและจัดเตรียมสินค้าส่งผ่านเครื่องบิน และทำหน้าที่พิมพ์ Invoice ข้อสำคัญ อย่าผิดนัดและส่งสินค้าถูกต้อง ปลาก็เช่นกัน ถ้ามีสต๊อกปลาก็ทำได้ ผู้ส่งออกในอดีตไม่ค่อยเปิดตัว สิ่งนี้ทำให้หน่วยราชการท้อ เพราะเข้าไปช่วยแต่ไม่ได้รับความสนใจ สำหรับผู้ค้ารายเก่าก็เช่นกัน ไว้ท์เครนฯ เคยค้ามากกว่าสิบปี ปัจจุบันหยุดแล้ว ส่วนรายอื่นก็มีทำอยู่แต่เมื่อกังวลว่าทางการจะมาสร้างระเบียบและเงื่อนไขทางการค้าก็มีมากขึ้น บางแห่งต้องการรู้แหล่งกำเนิด ก็ต้องมาพึ่งทางราชการ การดำเนินงานจะไปได้ดีต้องร่วมกันระหว่างภาครัฐกับเกษตรกร ผู้ส่งออกรายเก่าคงไม่อยากขยายกิจการ เพราะต้องดูแลปลา คัดปลา จัดส่ง สำหรับการดำเนินการค้าปลาต้องมีเจ้าหน้าที่กรมประมงไปตรวจฟาร์มก็จะได้ใบรับรอง การนำปลามาตรวจบางครั้งปลาไม่ดี เจ้าหน้าที่ไม่ออกใบรับรอง ผู้ส่งออก (Exporter) ไม่พอใจ ดังนั้นต้องคำนึงถึงมาตรฐานฟาร์ม มิฉะนั้นจะเสียหายได้
     อีกเรื่องหนึ่ง ขอย้ำว่า การค้าปัจจุบันต่างประเทศซื้อลูกปลาไปขุนเลี้ยงขาย แต่บ้านเรากลับปิดกั้น เมื่อก่อนผมเปิดฟาร์มที่ศรีลังกา อินเดีย นำปลาเข้ามาขุนเลี้ยงและพัฒนาเป็นพ่อแม่พันธุ์เพื่อส่งออก ปลามีปริมาณและความหลากหลาย ขณะนี้มีปัญหาการนำเข้าปลา ต้องเสียภาษี 60 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งโหดร้ายแต่เปิดช่องให้ผู้นำเข้าเป็นผู้ส่งออก จริง ๆ แล้วผู้นำเข้าไม่ได้เลี้ยงเอง ซึ่งปริมาณมาก การลงทุนสูง หากขายไม่ออกจะทำอย่างไร ปลาเพาะได้เลี้ยงง่ายกว่า บ้านเราสภาพแวดล้อม อุณหภูมิเหมาะสม ถ้าสามารถปลดแอกได้ก็จะสามารถขยายตลาดได้เร็วสิงคโปร์ไม่ดีกว่าของไทย การเปิดตลาดจะทำให้ปริมาณการส่งออกได้มาก
     อนึ่งการเสวนาฯ ครั้งนี้นับว่าได้ช่วยจุดประกายสร้างขวัญและกำลังใจให้กับผู้สนใจ ส่งออกปลาสวยงามรายใหม่ได้มีแนวทางในการดำเนินธุรกิจ อันจะเป็นประโยชน์ต่อตนเองและช่วยเศรษฐกิจของประเทศไทยอีกด้วย

 

 

 

เรียบเรียงโดย.......ยุพินท์ วิวัฒนชัยเศรษฐ์

 

 

อ้างอิง

วารสารการประมงปีที่ 56 ฉบับที่ 3 เดือนพฤษภาคม - มิถุนายน 2546

https://sites.google.com/