สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

               ถ้าพูดถึงปลากัดไทย  (Siamese Fighting Fish)  น้อยคนนักที่จะไม่รู้จักหน้าตาเจ้าปลาตัวนี้  บางคนแค่รู้จัก  แต่บางคนสนิทเข้าขั้นคุ้นเคย  แล้วรู้หรือไม่ว่าตอนนี้ปลากัดไทย ได้เป็นสัตว์น้ำประจำชาติแล้วนะ ไม่ธรรมดากันเลยใช่มั๊ยคะกับปลาตัวเล็กๆสีสันสวยงามตัวนี้  แต่ๆๆ! ทำไมอยู่ๆถึงได้มาเป็นสัตว์น้ำประจำชาติได้  เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังค่ะ

               เรื่องมีอยู่ว่า  เมื่อวันที่ 20 ธ.ค.2561 นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะรองประธานคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ที่มีนายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการเอกลักษณ์ของชาติ ครั้งที่ 2/2561 เห็นชอบพิจารณาให้ ปลากัดไทย เป็นสัตว์น้ำประจำชาติ ตามข้อเสนอของกรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ที่เห็นว่าปลากัดไทยมีความสำคัญในเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม สังคม พาณิชย์ และแสดงอัตลักษณ์ให้สัตว์น้ำสวยงามไทย ที่มีตำนานมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา

ทั้งนี้ การพิจารณาได้มอง 3 มิติ ทั้งด้านวัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ ที่มีหลักฐานยืนยันว่าเรื่องปลากัดไทยในบทประพันธ์และวรรณคดีไทย รวมถึงประวัติศาสตร์ไทยมานานนับร้อยปี นอกจากนี้ยังมีมิติด้านความเป็นเจ้าของ โดยมีชื่อที่บ่งบอก และเป็นชื่อที่ได้รับการยอมรับด้านวิชาการและในวงการวิชาการด้านสัตว์น้ำ คือ Siamese Fighting Fish ซึ่งเป็นชื่อที่ถูกพบในประวัติศาสตร์มานานแล้ว

               เกริ่นนำมาขนาดนี้  มาล้วงลึกปลากัดไทยกันต่อดีกว่าค่ะ...รองศาสตราจารย์ยนต์  มุสิก ได้เล่าถึงตำนานปลากัดไทย  ไว้ในหนังสือมาตรฐานปลากัดสวยงามในประเทศไทย ฉบับปรับปรุงปี พ.ศ.2559  ว่า...ในตำนานปลากัดไทยนับแต่การสร้างชาติไทยตั้งแต่ยุคสุโขทัย  การชนไก่ กัดปลา เป็นเกมส์การพนันที่ได้รับการจารึกว่าเป็นที่นิยมในหมู่ชาวไทยมาแต่โบราณ อันที่จริงแล้วเกมส์กีฬาการกัดปลาของชาวไทยนั้น  นอกจากปลากัดแล้วยังมีปลาอีก 2 ชนิดที่นำมากัดแข่งขันกันคือ ปลาหัวตะกั่วและปลาเข็ม  แต่ก็ไม่แพร่หลาย ติดใจคนทั่วไปเหมือนปลากัด  ทั้งนี้เนื่องมาจากสัตว์น้ำชนิดนี้นอกจากจะมีน้ำอดน้ำทนในการต่อสู้เป็นระยะเวลานานๆแล้ว  ลีลาการต่อสู้ก็เต็มไปด้วยชั้นเชิงและศิลปะ  และเหนือสิ่งอื่นใดนักรบจิ๋วเหล่านี้จะสง่างามยิ่งในเวลาที่เข้าต่อสู้ ความสวยงามตามธรรมชาติของปลากัด จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้คนนิยม  ปลาชนิดนี้จึงเป็นทั้งสัตว์เลี้ยงสวยงามและนักกีฬาตัวโปรดของคนไทย

                ปลากัดไทยมีการเพาะเลี้ยงกันมานับร้อยปี ในสมัยก่อนนิยมเล่นเป็นกีฬากัดปลา  แต่ปัจจุบันนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ซึ่งราคาก็ไม่ธรรมดากันเลย บางตัวราคามากกว่าเงินเดือนผู้เขียนหลายเท่าตัว

                ปลากัดไทยได้รับความนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายทั่วโลก  ปัจจุบันปลากัดไทยมีการผสมคัดเลือกพันธุ์  สามารถพัฒนาปลากัดใหม่มีลักษณะ รูปแบบ สีสันต่างๆ  เช่นพัฒนาให้มีลักษณะของหางหลากหลายรูปแบบ เช่น ปลากัดเดลต้า หรือหางสามเหลี่ยม  ปลากัดคราวน์เทล หรือหางมงกุฎ  ปลากัดฮาล์ฟมูน หรือหางพระจันทร์ครึ่งดวง หรือปลากัดสองหางเป็นต้น และปัจจุบันมีการพัฒนาให้ได้ปลากัดสวยงามที่มีครีบหูที่มีขนาดใหญ่ เรียกว่าปลากัดหูช้าง  ในเรื่องของสีสันก็ได้มีการพัฒนาให้มีความหลากหลายทั้งสีสันและลวดลาย       

                จากการสำรวจชีววิทยา และสายพันธุ์ของปลากัดในประเทศไทย พบปลากัดกลุ่มก่อหวอด (Bubble –nest builder) 5 ชนิด ได้แก่

 -  ปลากัดป่าภาคกลางและภาคเหนือ

 

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta  Spenders Regans, 1910    

ชื่อสามัญ:     Siamese fighting fish

ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     แพร่กระจายพันธุ์อยู่ในทุกภาคของประเทศไทย  ยกเว้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือ  ภาคกลางพบทั่วไป  ภาคใต้ตั้งแต่กรุงเทพฯ ลงไปจนถึงจังหวัดชุมพรและระนอง  ภาคเหนือพบตั้งแต่กรุงเทพฯ ขึ้นไปถึงจังหวัดเชียงราย  ภาคตะวันออกพบตั้งแต่กรุงเทพฯ  ชลบุรี  ระยอง  และตราด  พบอาศัยอยู่ตามห้วย หนอง คลอง บึง ที่มีน้ำนิ่ง หรือมีน้ำไหลเอื่อยๆ   

ลักษณะเด่นตามมาตรฐาน:     

  • ส่วนหัวและลำตัว ควรจะมีสีเทาถึงสีดำ (ลักษณะเด่น)  ลำตัวทรงกระบอก หรือแบนข้างเล็กน้อย
  • แก้มและเกล็ด แก้มควรจะมีขีดสีแดงหรือสีส้มหรือสีเงิน 1-2 ขีด (ลักษณะเด่น) สีของเกล็ดส่วนบนลำตัวมีสีเขียวหรือฟ้า หรือเกล็ดไม่มีสีหรือมีจุดสีเขียวหรือสีฟ้าขึ้นประปรายบริเวณหลังจำนวนน้อยถือว่าเป็นลักษณะเด่น
  • ครีบหลังหรือกระโดง มีก้านครีบเดี่ยว พื้นเนื้อ (เยื่อครีบ) มีพื้นสีเขียวหรือฟ้า และมีลาย อาจพบปลายครีบมีสีแดง
  • ครีบก้นหรือชายน้ำ มีเส้นก้านครีบเดี่ยว (ไม่แตกสอง) พื้นเนื้อเป็นโทนสีแดง มีสีเขียวหรือฟ้าขึ้นแซมปลายขอบของครีบ ส่วนปลายชายน้ำ(ชายธง) ควรมีสีแดงตลอดเส้น
  • ครีบท้องหรือตะเกียบ ก้านครีบเดี่ยว (ไม่แตกสอง) ก้านหน้าตะเกียบสีดำ ตะเกียบมีสีแดง ปลายก้านสีขาว
  • ครีบหาง ก้านครีบแตกสองเท่านั้น พื้นและก้านมีสีแดง ขอบหางมีสีดำ ระหว่างก้านครีบมีเส้นสีเขียวหรือฟ้าแซม ลากจากโคนหางไม่ถึงสุดปลายหางถือเป็นลักษณะเด่น 

 

- ปลากัดภาคอีสาน

 

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta Smaragdina  Ladiges, 1972   

ชื่อสามัญ:     Emerald betta, Blue betta, Mekong fighting fish

ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     แพร่กระจายอยู่ในเขตภาคอีสานของประเทศไทยและประเทศลาว  พบอาศัยที่ราบตามทุ่งนา  ปลักควาย  หนองน้ำ  บึง  ที่มีน้ำนิ่งหรือไหลเอื่อยๆและบนเขาสูงจากระดดับน้ำทะเลถึง 800 เมตร  ปลากัดทุ่งอีสานที่ในตลาดปลาสวยงามเรียกกันว่า ปลากีตาร์ เพราะเวลาพองใส่กัน  ปลาจะกระดิกตะเกียบ (Pelvic fins) เหมือนกับคนกำลังเล่นกีต้าร์  ปลากัดกีต้าร์ที่ได้รับความนิยมจะมีจุดประตามครีบต่างๆ  พื้นหางมีลายเส้นสีแดงออกดำ  รอบวงหางคล้ายเส้นใยแมงมุม เรียกกันว่า “ปลากัดหางลาย” ซึ่งพบบริเวณบึงโขงหลง  จังหวัดบึงกาฬ

ลักษณะเด่นตามมาตรฐาน:     

  • ส่วนหัวและลำตัว สันหัวเป็นเขม่าดำ  สีของเกล็ดมีสีเขียววาวขึ้น บริเวณแผ่นปิดเหงือก (แก้ม) ลำตัวทรงกระบอกเรียวยาวกว่าชนิดอื่น (ในกลุ่มก่อหวอด)
  • แก้มและเกล็ด เกล็ดเรียงแน่นเป็นระเบียบตลอดทั้งลำตัว สีของเกล็ดเป็นโทนสีเขียวถือว่าเป็นลักษณะเด่น
  • ครีบหลังหรือกระโดง มีก้านครีบเดี่ยว ก้านครีบมีโทนสีน้ำตาลถึงดำ เยื่อครีบมีพื้นสีเขียวหรือฟ้า มีลายสีดำ
  • ครีบก้นหรือชายน้ำ ก้านครีบเดี่ยว พื้นเนื้อและก้านครีบมีโทนสีแดง มีแถบสีเขียวหรือฟ้าแซมระหว่างก้านครีบจากโคนถึงปลายในแต่ละเส้น
  • ครีบท้องหรือตะเกียบ เป็นครีบคู่ต้องยาวเรียว มีโทนสีแดง ก้านครีบเส้นแรกมีสีดำ หรือสีน้ำตาลแดง หรือสีขาวสะท้อนสีฟ้า ปลายตะเกียบต้องมีสีขาวและไม่แตก
  • ครีบหาง ก้านครีบแตกสองเท่านั้น  พื้นเนื้อและก้านครีบเป็นสีแดง มีแถบสีเขียวหรือฟ้าแซมระหว่างก้านครีบลากจากโคนก้านไปจนสุดปลายก้านหางของแต่ละเส้น และในระหว่างปลายก้านครีบหางที่แตกสองจะมีสีเขียวถึงฟ้าแซมทุกช่อง 

 

- ปลากัดป่าภาคใต้

 

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta  Imbellis  Ladiges, 1975    

ชื่อสามัญ:     Peaceful betta, Malay fighting fish

ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     พบตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานีลงไปจนสุดชายแดนภาคใต้และแพร่กระจายไปถึงประเทศมาเลเซีย  และมีรายงานการสำรวจว่าพบเจอในประเทศอินโดนีเวียและเวียดนามด้วย  พบอาศัยตามทุ่งนา  หนองน้ำ  ที่มีน้ำนิ่งหรือคลองที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ

ลักษณะเด่นตามมาตรฐาน:     

  • ส่วนหัวและลำตัว สันหัวเป็นเขม่าดำ  ที่แก้มมีขีดสีเขียวถึงฟ้าสองขีด ซึ่งบางตัวอาจมีสีเขียวเคลือบเต็มแก้ม ลำตัวทรงกระบอก
  • แก้มและเกล็ด เกล็ดมีสีเขียวถึงฟ้าเข้ม ขึ้นเรียงเต็มตัวหรือขึ้นประปรายก็ได้แล้วแต่ลักษณะเฉพาะแหล่งนั้นๆ  แต่ถ้าสีของเกล็ดขึ้นเรียงกันเป็นแถวชัดเจนถือเป็นลักษณะเด่น
  • ครีบหลังหรือกระโดง มีก้านครีบเดี่ยว พื้นเนื้อ (เยื่อครีบ) มีสีเขียวหรือฟ้า มีลายสีดำก้านครีบโทนสีน้ำตาลแดงถึงดำ อาจพบปลายกระโดงมีสีแดงซึ่งถือว่าไม่ใช่ลักษณะเด่น
  • ครีบก้นหรือชายน้ำ พื้นเนื้อและก้านครีบเป็นสีแดง ระหว่างทุกก้านมีสีเขียวหรือฟ้าขึ้นแซม (เส้นสีเขียวหรือฟ้านี้จะขึ้นระหว่างปลายก้านจนถึงโคนก้านหรือไม่ถึงก็ได้ แต่ถ้าถึงโคนถือว่าเป็นลักษณะเด่น) จุดเด่นที่สำคัญคือ ปลายชายน้ำของครีบก้น (ชายธง) ต้องมีสีแดงคล้ายรูปหยดน้ำ หรือรูปปลายหอก
  • ครีบท้องหรือตะเกียบ ก้านครีบเดี่ยวเป็นครีบคู่ ก้านครีบเส้นแรกมีสีดำ พื้นตะเกียบมีสีแดง ปลายตะเกียบสีขาวและไม่แตก
  • ครีบหาง รูปทรงของครีบเป็นทรงพัด  สีพื้นหางและก้านครีบเป็นสีแดงเข้ม ปลายก้านครีบแตกสองเท่านั้น ระหว่างก้านครีบมีเส้นสีเขียวหรือฟ้าแซม ลากจากโคนหางไม่ถึงสุดปลายหางถือเป็นลักษณะเด่น ปลายหางมีสีแดง รูปทรงคล้ายพระจันทร์เสี้ยว หรือมักเรียกกันว่า “วงพระจันทร์” ถ้าวงพระจันทร์มีขนาด 1 ใน 3 ส่วนของครีบหางถือว่าเป็นลักษณะเด่น 

 

- ปลากัดป่ามหาชัย

              

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta  Mahachaiensis  Kowasupat et al., 2012  

ชื่อสามัญ:     Mahachai betta

ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     แพร่กระจายพันธุ์อยู่ในพื้นที่แคบๆในเขตจังหวัดสมุทรสาคร  สมุทรสงคราม  สมุทรปราการ  และในเขตบางขุนเทียนของกรุงเทพฯเท่านั้น  ปัจจุบันพบเฉพาะจังหวัดสมุทรสาครและเขตติดต่อ  พบอาศัยในแหล่งน้ำจืดที่มีน้ำเค็มเข้ามาปนเล็กน้อย  มักพบอาศัยในป่าจาก  ช่วงที่น้ำลดมักจะอาศัยอยู่ในน้ำที่ขังอยู่ตามใบจาก

ลักษณะเด่นตามมาตรฐาน:     

  • ส่วนหัวและลำตัว สันหัวเป็นเขม่าดำ  แก้มมีขีดสีเขียวหรือฟ้าแวววาว 2 ขีด บางตัวพบมีสีแก้มเคลือบเขียวไปถึงคาง ลำตัวทรงกระบอกยาวและแบนข้างเล็กน้อย
  • แก้มเกล็ดและเหงือก พื้นผิวที่ลำตัวมีสีน้ำตาลแดงถึงดำ สีของเกล็ดมีสีเขียวถึงฟ้าแวววาวเรียงเป็นระเบียบเป็นแนวคล้ายแถวเมล็ดข้าวโพดบนฝัก เวลาที่กระพุ้งแก้มเปิดจะเห็นแผ่นปิดเหงือกชั้นในมีสีน้ำตาลแดงถึงดำ ซึ่งในปลากัดชนิดอื่นจะมีแผ่นปิดเหงือกชั้นในสีแดงสดถึงแดงเข้มเลือดหมู
  • ครีบหลังหรือกระโดง ก้านครีบแตก 1 ถึง 2 (ถ้าแตก 1 ถือว่าเป็นลักษณะเด่น) ก้านครีบสีน้ำตาลถึงดำ เยื่อครีบมีพื้นสีเขียวหรือฟ้า ลายสีดำ
  • ครีบก้นหรือชายน้ำ มีก้านครีบเดี่ยว พื้นเนื้อและก้านครีบมีโทนสีน้ำตาลแดงถึงดำ มีแถบสีเขียวหรือฟ้าแซมจากโคนถึงปลายระหว่างก้านครีบของแต่ละเส้น
  • ครีบท้องหรือตะเกียบ เป็นครีบคู่ พื้นตะเกียบเป็นโทนสีน้ำตาลแดงถึงดำ  ก้านครีบเส้นแรกมีสีเขียวถึงฟ้า ปลายตะเกียบสีขาวและไม่แตก

ครีบหาง รูปทรงของครีบเป็นทรงพัด หรือทรงใบโพธิ์ ก้านครีบมีทั้งแตก 2 ถึง 4 (ถ้าแตก 2 ถือเป็นลักษณะเด่น) พื้นเนื้อและก้านครีบโทนสีน้ำตาลแดงถึงดำ มีแถบสีเขียวหรือฟ้าแซมระหว่างก้านครีบลากจากโคนก้านไปจนสุดปลายก้านหางของแต่ละเส้น และในระหว่างปลายก้านครีบหางที่แตกสองจะมีสีเขียวถึงฟ้าแซมทุกช่อง

- ปลากัดป่าภาคตะวันออก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta  Siamorientails  Kowasupat et al., 2012

ชื่อสามัญ:     Kabinburi  betta, Black imbellis

ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     แพร่กระจายพันธุ์ในภาคตะวันออกของไทย  ได้แก่  ฉะเชิงเทรา  สระแก้ว  ปราจีนบุรี  และบางส่วนของชลบุรี  รวมทั้งพบกระจายพันธุ์ในพื้นที่บางส่วนของกัมพูชาและตอนใต้ของประเทศเวียดนาม  พบอาศัยตามทุ่งนา  หนองน้ำ  ที่มีน้ำนิ่งหรือคลองที่มีน้ำไหลเอื่อยๆ

ลักษณะเด่นตามมาตรฐาน:     

  • ส่วนหัวและลำตัว สันหัวเป็นเขม่าดำ  ที่แก้มมีจุดหรือขีดสีแดง 1-2 ขีดหรือไม่มีก็ได้ ลำตัวทรงกระบอก
  • แก้มเกล็ดและเหงือก เกล็ดมีสีเขียวถึงฟ้าเข้ม ขึ้นเรียงเต็มตัวหรือขึ้นประปรายก็ได้ แล้วแต่ลักษณะเฉพาะแหล่งนั้นๆ แต่ถ้าสีของเกล็ดขึ้นเรียงกันเป็นแถวชัดเจนถือเป็นลักษณะเด่น
  • ครีบหลังหรือกระโดง มีก้านครีบเดี่ยว ก้านครีบมีโทนสีน้ำตาลถึงดำ เยื่อครีบมีพื้นสีเขียวหรือฟ้า ลายสีดำ อาจพบปลายครีบมีสีแดง
  • ครีบก้นหรือชายน้ำ พื้นเนื้อและก้านครีบเป็นสีแดงระหว่างทุกก้านมีสีเขียวหรือฟ้าขึ้นแซม (เส้นสีเขียวหรือฟ้านี้จะขึ้นระหว่างปลายก้านจนถึงโคนก้านหรือไม่ถึงก็ได้ แต่ถ้าถึงโคนถือว่าเป็นลักษณะเด่น) จุดเด่นที่สำคัญคือ ปลายชายน้ำของครีบก้น (ชายธง) ต้องมีสีแดงคล้ายรูปหยดน้ำ หรือรูปปลายหอก
  • ครีบท้องหรือตะเกียบ ก้านครีบเดี่ยวเป็นครีบคู่ ก้านครีบเส้นแรกมีสีดำ พื้นตะเกียบมีสีแดง ปลายตะเกียบสีขาวและไม่แตก
  • ครีบหาง รูปทรงของครีบเป็นทรงพัด สีพื้นหางและก้านครีบเป็นสีแดงเข้ม ปลายก้านครีบแตก 2 เท่านั้น ระหว่างก้านครีบมีเส้นสีเขียวหรือฟ้าแซม ลากจากโคนหางไม่ถึงสุดปลายหางถือเป็นลักษณะเด่น ปลายหางมีสีแดงรูปทรงคล้ายพระจันทร์เสี้ยว หรือมักเรียกกันว่า “วงพระจันทร์” ถ้าวงพระจันทร์มีขนาด 1 ใน 3 ส่วนของครีบหางถือว่าเป็นลักษณะเด่น

สำหรับปลากัดกลุ่มเลี้ยงลูกในปาก (Mouth brooder) 6 ชนิด ได้แก่

 - ปลากัดอมไข่ภาคตะวันออก

 

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta prima Kottelat,1994,

ลักษณะเด่น ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     ปลากัดอมไข่ภาคตะวันออกหรือเรียกอีกชื่อว่าปลากัดหัวโม่งจันทบุรี ตัวโต ปลายปากแหลม ครีบทุกครีบใสโปร่งแสง ลำตัวสีเขียวอ่อน มีแถบสีดำพาดตามความยาวลำตัว 3 แถบ ตากลมโตสีเหลือง มีขนาดโตเต็มที่ประมาณ 10 เซนติเมตร ปลาตัวผู้เครื่องครีบทุกครีบและแหลมยาวกว่าตัวเมีย ตัวเมียไม่มีจุดไข่นำเหมือนปลากัดประเภทก่อหวอด

พบกระจายโดยทั่วไป ในประเทศไทยบริเวณลำธารน้ำตกแถบภาคตะวันออก โดยสภาพของน้ำที่พบจะมีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ประมาณ 7-7.5 นอกจากนั้นยังพบได้ในแหล่งน้ำสภาพเดียวกันของประเทศกัมพูชา

เป็นปลาที่ไม่มีพฤติกรรมดุร้าย ก้าวร้าวเหมือนปลากัดจำพวกก่อหวอด จึงสามารถเลี้ยงรวมกันได้หลายตัว ปัจจุบัน สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในที่เลี้ยง

 

- ปลากัดอมไข่ภาคใต้

 ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta simplex Kottelat, 1994

ลักษณะเด่น ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     ปลากัดอมไข่ภาคใต้หรือเรียกอีกชื่อว่าปลากัดอมไข่กระบี่ ปลาตัวผู้มีสีสันสวยงาม ครีบหลัง ครีบท้อง และครีบหางสีแดง ครีบท้องจะมีริมสีน้ำเงิน ปลาตัวเมียมีขนาดเล็กกว่า หัวแหลมกว่า และสีสันไม่สวยงามเท่าตัวผู้ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 8 เซนติเมตร

เป็นปลาที่พบเฉพาะกอหญ้าริมลำธารที่น้ำไหลเอื่อย ๆ ซึ่งเป็นลำธารที่ไหลมาจากภูเขาหินปูนที่น้ำมีความกระด้างและมีค่าความเป็นกรดเป็นด่าง (pH) ประมาณ 7.5–8.5 มีแคลเซียมคาร์บอเนตละลายสูง ในเขตจังหวัดกระบี่และจังหวัดใกล้เคียงเท่านั้น จัดเป็นปลาที่พบได้น้อยและถูกคุกคามถิ่นที่อยู่อาศัย แต่ปัจจุบัน สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในที่เลี้ยงโดยมนุษย์


-  ปลากัดอมไข่น้ำแดงหรือป่าพรุ

 

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta pi Tan,1998  

ลักษณะเด่น ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     ปลากัดอมไข่น้ำแดงหรือป่าพรุ หรือปลากัดช้าง หรือปลากัดน้ำแดง มีรูปร่างป้อมสั้น ครีบหลังยาว ครีบท้องเป็นเส้นยาว ครีบก้นยาว ปลายครีบเรียวยาว ครีบหางค่อนข้างใหญ่ หัวโต ปากกว้าง เกล็ดใหญ่ ส่วนหัวละลำตัวมีสีน้ำตาลอ่อนหรือสีน้ำตาลแดง มีลายใต้คางซึ่งมีลักษณะเหมือนสัญลักษณ์พาย (π) อันเป็นที่มาของชื่อวิทยาศาสตร์ ใต้ขอบตาเป็นสีส้มเข้มในตัวผู้ ครีบสีจางมีเหลือบสีเขียวอ่อน ปากสีคล้ำ มีรอยสีคล้ำเป็นรูปโค้งและมีแถบ 2 แถบติดกันที่ใต้คางและริมฝีปากล่าง

นับเป็นหนึ่งในปลากัดอมไข่ ที่พบได้ในประเทศไทย จัดเป็นชนิดที่ใหญ่ที่สุด โดยสามารถโตเต็มที่ได้ถึง 12 เซนติเมตร แต่เฉลี่ยทั่วไป 9 เซนติเมตร ซึ่งนับว่าใหญ่ที่สุดด้วยในบรรดาปลากัดทั้งหมดที่พบในประเทศไทย พบในป่าพรุโต๊ะแดง จังหวัดนราธิวาสของประเทศไทย โดยอาศัยในน้ำที่มีสีชาหรือสีแดง อันเกิดจากการทับถมของซากพืชเป็นเวลานาน และมีค่าความเป็นกรดเป็นด่างค่อนข้างต่ำ (ประมาณ pH 5-6) เป็นปลาที่ไม่ดุร้าย ก้าวร้าว เหมือนพวกปลากัดประเภทก่อหวอด จึงสามารถเลี้ยงรวมกันได้หลาย ๆ ตัว

สถานภาพเป็นปลาที่ถูกคุกคามทางด้านถิ่นที่อยู่อาศัยในธรรมชาติ จัดเป็นปลาเฉพาะถิ่น ปัจจุบัน สามารถเพาะขยายพันธุ์ได้แล้วในสถานที่เลี้ยง

 

- ปลากัดอมไข่ภูเขา

 

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta pallida Schindler & Schmidt, 2004

ชื่อสามัญ:     Pale Betta
ลักษณะเด่น ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     กระจายพันธุ์อยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย ตามแหล่งน้ำลำธาร และแหล่งน้ำนิ่ง ในจังหวัดสุราษฏร์ธานี และจังหวัดนราธิวาส คำว่า pallida นั้นแปลว่า "สีจืด" ซึ่งเป็นลักษณะของปลากัดชนิดนี้ ที่มีลำตัวสีเนื้อ และลายเส้นแถบสีดำ พาดตามแนวยาวลำตัว 3 ขีด ซึ่งเมื่อเทียบกับปลากัดชนิดอื่นแล้วถือว่าเป็นชนิดที่มีสีจืดมาก ปลากัดอมไข่ชนิดใหม่นี้อาศัยอยู่ตามลำธารขนาดเล็กในพื้นที่ราบ พบกระจายพันธุ์อยู่ทางภาคใต้ของประเทศไทย โดยมีรายงานตั้งแต่จังหวัดสุราษฏร์ธานี ไล่ลงไปจนถึงจังหวัดนราธิวาส ปลากัดอมไข่ชนิดนี้มีลักษณะใกล้เคียงกับปลากัดหัวโม่ง (Betta prima) ซึ่งพบกระจายพันธุ์อยู่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทย และบางส่วนของประเทศเขมร โดยมีจุดสังเกตุที่จะแยกได้คือ แถบสีดำกลางตัวของปลากัดหัวโม่งนั้น จะขาดตอนที่โคนหางจนมีลักษณะเป็นจุดสีดำขนาดใหญ่ แต่ปลากัดหัวโม่งภาคใต้นี้ จะเป็นแถบสีดำติดต่อกันไปตลอดจนถึงโคนหาง และแถบสีดำเส้นล่างสุดของปลากัดชนิดใหม่นี้จะแตกเป็นกลุ่ม ๆ ไม่เชื่อมต่อกันเป็นเส้น เหมือนกับปลากัดหัวโม่ง แต่โดยรวมแล้วต้องถือว่าความแตกต่างยังไม่ชัดเจนนัก

 

- ปลากัดอมไข่ภูเขา

 

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta opollon Schindler & Schmidt, 2006

ลักษณะเด่น ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     ปลากัดอมไข่ Betta apollon มีชื่อเรียกทับศัพท์ว่า ปลากัดอมไข่ อะพอล์ลอน พบในแหล่งลำธารน้ำไหล ตามรากไม้ใกล้ฝั่งของลำธารบนภูเขาทางตะวันตกของจังหวัดนราธิวาส บางคนจึงเรียกว่า "ปลากัดภูเขาภาคใต้" ซึ่งปลากัด Betta apollon มีรูปร่างลักษณะคล้ายๆ กับ "ปลากัดอมไข่ ( Betta ferox ) ปลากัดอมไข่สงขลา" แต่ ปลากัดอมไข่อะพอล์ลอน จะมีลักษณะเด่นที่แตกต่างก็คือ ตรงบริเวณแผ่นปิดเหงือกจะมี branchiostegal ray ที่ยื่นออกมาสั้นๆ และรูปทรงลำตัวเพรียวบาง

 

- ปลากัดอมไข่ภูเขา   

 

ชื่อวิทยาศาสตร์:     Betta ferox Schindler & Schmidt, 2006

ลักษณะเด่น ถิ่นที่อยู่อาศัยและการกระจายพันธุ์:     ปลากัดอมไข่สงขลา หรือ ปลากัดสงขลา หรือ ปลากัดฟีร็อกซ์  พบครั้งแรกจากการสำรวจที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบในแหล่งน้ำที่มีกระแสน้ำไหลบนภูเขาอาศัยบริเวณรากไม้หรือใบไม้ใกล้ฝั่ง ขนาดโตเต็มที่ประมาณ 6.3 เซนติเมตร (2.5 นิ้ว)ปลาตัวผู้จะไม่ก่อหวอดแต่จะอมไข่ไว้ในปากจนฟักเป็นตัว ทั้งนี้เชื่อว่าเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่อาศัยอยู่ คือ ลำธารที่น้ำไหลเชี่ยวแรงบนภูเขา พบกระจายอยู่ทั่วไปในแหล่งน้ำบนภูเขาในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ในประเทศไทย พบได้เฉพาะภาคใต้เท่านั้น และพบได้เรื่อยไปในแหลมมลายูจนถึงรัฐปีนังในมาเลเซีย  เป็นปลาที่หาได้ยากและใกล้จะสูญพันธุ์ โดยถูกลุกลํ้าพื้นที่ จนทำให้(ปลากัดอมไข่) หาดูได้ยากนัก

โดยที่คำว่า ferox เป็นภาษาละติน หมายถึง "โหดเหี้ยม" หรือ "ป่าเถื่อน"

          ปลากัดไทยตัวเล็กๆแต่สามารถนำเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเข้าประเทศได้อย่างไม่น่าเชื่อ เมื่อปีที่แล้ว (พ.ศ.2561) ด่านตรวจสัตว์น้ำท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ได้จัดทำสถิติการส่งออกสัตว์น้ำสวยงาม 10 อันดับแรก และพบว่า 'ปลากัด' มีปริมาณการส่งออกสูงสุดถึง 23,214,012 ตัว คิดเป็นมูลค่า 130,325,586.73 บาท ทิ้งห่างอันดับ 2 คือ 'ปลาหางนกยูง' ที่มีการส่งออกอยู่ราว 14 ล้านตัว ประเทศไทยส่งออกปลากัดไปกว่า 80 ประเทศ อาทิ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส สิงคโปร์ จีน อิหร่าน เป็นต้น 

          และนี่คืออีกหนึ่งเรื่องราวที่น่าภาคภูมิใจสำหรับชาวไทย  เพราะนอกจาก “ช้าง” ซึ่งเป็นสัตว์ประจำชาติไทยแล้ว  เรายังมีสัตว์น้ำตัวเล็กๆแต่ทรงคุณค่าและมีเรื่องราวความเป็นมาที่ไม่ธรรมดาเลย เป็นอีกหนึ่งสัตว์น้ำประจำชาติไทย...ประเทศเรามี!

 กมลศิริ  รักกมล  เรียบเรียง

 ที่มา

  • https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20170516150443_file.pdf
  • https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5
  • https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%81%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9A%E0%B8%B5%E0%B9%88
  • http://www.wikiwand.com/th/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AB%E0%B8%B1%E0%B8%A7%E0%B9%82%E0%B8%A1%E0%B9%88%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B8%A3%E0%B8%B5
  • https://www.facebook.com/pg/Thavee-farm-826001077423906/photos/?tab=album&album_id=841021889255158
  • http://www.fishsecret.com/2014/02/Betta-apollon.html
  • https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B8%A1%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B9%88%E0%B8%AA%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A5%E0%B8%B2
  • https://www4.fisheries.go.th/local/file_document/20170516150443_file.pdf
  • http://plagaud12.blogspot.com/2017/07/blog-post_59.html
  • http://www.fishsecret.com/2014/02/Betta-ferox.html
  • https://voicetv.co.th/read/B1ceWoHB7
  • https://www.nstda.or.th/agritec/78-featured-article/393-siamese-fighting-fish