ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

ปลากัดยอดนักสู้ โดย อำรัน บังกูสันประวัติความเป็นมาของปลากัด “ปลากัด ”เป็นที่ รู้จักกันดีของคนไทยมาเป็นเวลาช้านาน เนื่องจากว่าปลากัดมีลักษณะพิเศษ คือ เป็นปลานักสู้ ทรหด อดทน ซึ่งเป็นเหตุให้คนนำมา “กัดแข่งขันกัน” กลายเป็นเกมกีฬาที่คนไทยนิยมเล่นกันมาตั้งแต่สมัยโบราณ โดยเฉพาะคนในท้องถิ่นชนบท ว่ากันว่าเมื่อเสร็จจากงานประจำคือ อาชีพการเกษตร

ผู้คนในแต่ละชุมชนตามชนบทต่าง ๆ มักจะหอบหิ้วเอาปลากัดตัวเก่งของตัวเองออกมากัดแข่งขันกัน

ปลากัดยอดนักสู้ โดย อำรัน บังกูสัน ปลากัดยอดนักสู้ โดย อำรัน บังกูสัน
ในปี พ.ศ.2383 พระมหากษัตริย์ของประเทศไทย ได้มอบปลากัดแก่ นายแพทย์ Theodor Cantor แห่ง Bengel Medical Service ผู้ซึ่งได้วาดภาพและบันทึกรายละเอียดเกี่ยวกับปลาชนิดนี้ไว้ ต่อมาในปี พ.ศ.2392 นาย นายแพทย์ Theodor Cantor ได้ตั้งชื่อปลาชนิดหนึ่งว่า Macropoduspugnax ,var. ซึ่งเกิดความผิดพลาดขึ้น เนื่องจากความสับสนระหว่างชนิดของปลาที่มีการค้นพบ จนกระทั้งปี พ.ศ.2452 C.TateRegenได้ทำการตรวจสอบอีกครั้ง และได้ตั้งชื่อวิทยาศาสตร์ว่าBettasplendensซึ่งคำว่า Bettaมาจากคำว่า “Bettah” มาจากตำนานทางประวัติศาสตร์ หมายถึง ชนชาติของผู้ที่เป็นนักรบ ส่วนคำว่า Splendensมาจากคำว่า     “Splendid”มีความหมายตรงกับคำว่า “Beautiful” ดังนั้นคำว่า “BettaSplens” จึงหมายถึง “นักรบผู้สง่างาม”

ปลากัดที่พบและสามารถ รวบรวมข้อมูลได้ในปัจจุบันมีจำนวนมากกว่า 40 สายพันธุ์ที่พบในประเทศไทย มีไม่น้อยกว่า 11 สายพันธุ์ ดังนี้Bettaabbreviata, Bettaanabatoides, Bettabelliea, Bettacocina, Bettaimbellis, Bettamacrophthalma, BettaPersephone, Bettapugnax, Bettasmaragdina, Bettasplendens, และ Bettatessyaeเป็นต้น ซึ่งปลากัดที่เรามักพบเห็นและเรียกเป็นปกติว่า “ปลากัด” นั้น ไม่ว่าจะเป็นปลากัดหม้อ หรือปลากัดจีนจะหมายถึงปลากัดที่มีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Bettasplendens และมีชื่อสามัญว่า Siamese Fighting Fish นั้นเอง

ลักษณะทั่วไปของปลากัด

ปลากัดเป็นปลาพื้นเมืองของประเทศไทย มีรูปร่างสวยงาม พบแพร่กระจายทั่วไปทุกภาคของประเทศ และสำหรับในต่างประเทศก็พบว่ามีปลากัดกระจายอยู่ทั่วไปเช่นกัน เช่น มาเลเซีย พม่า ลาว กัมพูชา และจีน เป็นต้น

ตามธรรมชาติปลากัดจะมีสีน้ำตาลขุ่น หรือสีเทาแถบเขียวมีลายตามลำตัว ครีบและหางสั้น มีนิสัยก้าวร้าว ตัวผู้ครีบและหางจะยาวกว่าตัวเมียเล็กน้อยและยังมีสีสันสวยงามมากกว่าตัวเมียอย่างเห็นได้ชัด ปลากัดจะอาศัยอยู่ตามบริเวณแหล่งน้ำที่ค่อนข้างใส น้ำนิ่งหรือไหลเอื่อย ๆ บริเวณผิวน้ำ เช่น ทะเลสาบ หนอง บึง แอ่งน้ำ ลำคลอง ที่มีพันธุ์ไม้น้ำขึ้นประปราย เป็นต้น ปลากัดมีลำตัวแบนข้าง ลำตัวยาว หัวเล็ก มีขนาดเฉลี่ย 5-6 เซนติเมตร ชอบกินอาหารจำพวกสัตว์ขนาดเล็กหรือตัวอ่อนของแมลง เช่น ลูกน้ำ,ไรแดง,ไรน้ำ,หนอนแดง,เป็นต้น แต่ถ้านำมาเลี้ยงก็สามารถฝึกให้กินอาหารสำเร็จรูปได้ ปลากัดจะมีฤดูการผสมพันธุ์ในช่วงเดือน พฤษภาคม – กันยายน โดยปลาจะจับคู่กันเองตัวต่อตัว ตัวผู้จะสร้างรังโดยการพ่นฟองขึ้นมาตามผิวน้ำเรียกว่า “หวอด” ตัวเมียที่พร้อมจะวางไข่ก็จะเข้ามาวางไข่โดยตัวผู้จะเป็นตัวรัดตัวเมียให้ปล่อยไข่ออกมาพร้อม ๆ กับปล่อยน้ำเชื้อของตัวเองออกมา จากนั้นตัวผู้จะเก็บไข่มาไว้ในรังของตัวเอง “หวอด” และเฝ้าดูแลไข่จนกระทั้งไข่ฟักเป็นตัวออกมา

ปลากัดยังมีอวัยวะพิเศษอย่างหนึ่ง ที่ช่วยในการหายใจ นอกจากเหงือก อวัยวะนั้นมีชื่อว่า(Labyrinth organ) อยู่ในโพรงอากาศหลังช่องเหงือก ซึ่งทำให้ปลากัดสามารถอยู่ในน้ำที่มีอากาศน้อยได้เป็นอย่างดี

สายพันธุ์ปลากัด

ชนิดพันธุ์ปลากัดสามารถแบ่งออกเป็น 5 ชนิด คือ
ปลากัดยอดนักสู้ โดย อำรัน บังกูสัน

1. ปลากัดลูกทุ่ง ส่วนใหญ่นิยมเลี้ยงไว้กัดแข่ง แต่จะกัดสู้ปลาลูกหม้อไม่ได้ เป็นปลาที่หาง่ายตามทุ่งนา

 ปลากัดยอดนักสู้ โดย อำรัน บังกูสัน

2. ปลากัดลูกหม้อ มีลักษณะใหญ่กว่าปลากัดลูกทุ่ง กัดเก่งกว่า นิยมเพาะให้เป็นสีเดียว เช่นน้ำเงิน แดง ม่วง น้ำตาล

 ปลากัดยอดนักสู้ โดย อำรัน บังกูสัน

3.  ปลากัดจีน ปลากัดชนิดนี้มีความสวยงาม มีครีบยาวเป็นพวง มีหลากสี นิยมเลี้ยงไว้ดูเล่น

 ปลากัดยอดนักสู้ โดย อำรัน บังกูสัน

4.  ปลากัดลูกผสม เป็นปลาที่ได้จากการผสมระหว่าง ปลากัดป่ากับปลากัดลูกหม้อ

 ปลากัดยอดนักสู้ โดย อำรัน บังกูสัน

5.  ปลากัดเขมร เป็นปลากัดที่มีความสวยงามเช่นเดียวกับปลากัดจีน

สีสีนความสวยงามของปลากัดสามารถแบ่งออกเป็นแบต่างๆดังนี้

1.สีเดียว (Solid Colored Betta) เป็นทั้งครีบและตัว

2.สีผสม (Bi-colored Betta) ส่วนใหญ่จะมี2สีผสมกัน

3.สีผสมเขมร (Cambodia Colored Betta)

4.ลายผีเสื้อ (Butterfly Colored Betta)

5.ลายผีเสื้อเขมร (Cambodian Butterfly Colored Betta)

6.ลายหินอ่อน (Marble Colored Betta)

การเลี้ยงปลากัด

ในการเลี้ยงปลากัดนั้นสามารถแบ่งออกได้เป็น 2 รูปแบบ คือ

1.เลี้ยงเพื่อความสวยงาม

2.เลี้ยงไว้เพื่อกัดแข่งขัน (การกีฬา)

ซึ่งการเลี้ยงทั้ง 2 แบบ จะมีวิธีการเลี้ยงที่แตกต่างกัน แต่มีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือต้องเลี้ยงแบเดี่ยว หมายถึงไม่สมารถเลี้ยงรวมกันหลายๆตัวเพราะปลากัดเป็นปลาที่นิสัยก้าวร้าว ชอบต่อสู้ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดในการเลี้ยงปลากัดคือ แยกเลี้ยงในขวดโหล หรือขวดสุราก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้เลี้ยง อาหารที่ใช้อาจจะเป็นอาหารที่มีชวิตหรืออาหารสำเร็จรูป อาหาที่มีชวิตอาทิเช่น ลูกน้ำ ไรแดง หนอนแดง เป็นต้น

การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์และการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์

ปลาที่จะนำมาเพาะพันธุ์นั้นควรมีอายุตั้งแต่ 5-6 เดือนขึ้นไป โดยปลาจะให้ไข่ประมาณ 500-1000 ฟอง ในฤดูผสมพันธุ์จะสังเกตเห็นความสมบูรณ์ของเพศปลาได้ชัดเจน ในการคัดเลือกปลาเพื่อผสมพันธุ์มีหลักที่ควรปฏิบัติดังนี้ปลาเพศผู้คัดปลาที่แข็งแรง ปราดเปรี้ยว ลักษณะสีสดสวย ชอบสร้างรัง เรียกว่า “หวอด” ซึ่งแสดงถึงปลาเพศผู้มีความสมบูรณ์ทางเพศเต็มที่พร้อมที่จะผสมพันธุ์ปลาเพศเมีย สังเกตบริเวณท้องมีลักษณะอูมเป่งและบริเวณใต้ท้องจะมีตุ่มสีขาวใกล้กับรูก้นเห็นได้ชัดเจน ซึ่งเรียกว่า “ไข่นำ”

การเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์

ในการเลี้ยงพ่อแม่พันธุ์นั้นควรใช้น้ำที่มีค่า Phประมา 6.5- 7.5 มีความกระด้าง 75-100 ppm  มีความเป็นด่าง 150- 200 ppm บรรจุน้ำลงในขวด เพียง ¾ เท่าหรือ ½

เพียงเว้นช่องว่างให้อากาศได้สัมผัสกับน้ำ นอกจากนั้นสถานที่ ที่ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับแสงแดดโดยตรงเพราะจะทำให้ปลาตายไดในกรณีที่ไดรับความร้อนมากๆอุณหภูมิที่เหมะสมควรอยู่ระหว่าง 25-28 c

วิธีการผสมพันธุ์

1.เมื่อได้พ่อแม่พันธุ์เหมาะสมแล้ว ให้นำขวดปลาเพศผู้และเพศเมียที่มาวางติดกัน ซึ่งวิธีนี้เรียกว่า “เทียบคู่” โดยจะใช้เวลา 3-10 วัน

2.จากนั้นนำพ่อแม่พันธุ์ที่ผ่านการเทียบคู่มา 3-10 วัน ใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้สำหรับ   ผสมพันธุ์กัน โดยใส่พวกพันธุ์ไม้น้ำลลงไปด้วย ภาชนะดังกล่าวอาจเป็น โหลแก้ว กาละมัง ตู้กระจกหรืออ่างดินก็ได้ขึ้นอยู่กับความสะดวกของผู้เพาะ

3. หลังจากนั้น 1-2 วัน ปลาเพศผู้ก็จะเริ่มสร้างรังขึ้นและจะไล่ต้อนตัวเมียให้ไปอยู่ในรัง (ใต้หวอด)

4.ตัวผู้จะทำการรัดตัวเมียบริเวณช่องอวัยวะเพศเพื่อให้ตัวเมียปล่อยไข่ออกมาพร้อมกับน้ำเชื้อของตัวเอง

5. เมื่อเสร็จสิ้นการวางไข่ตัวผุ้ก็จะไล่ตัวเมียออกจากรังทันที เพื่อกันไม่ให้ตัวเมียกินไข่ผุภ้เพาะสามารถนำตัวเมียออกจากภาชนะได้ทันที ปล่อยให้ตัวผู้เฝ้าดูแลไข่เพียงลำพังตัวเดียว

6. หลังจาก 2 วันก็สามารถนำตัวผู้ออกจากภาชนะได้ เพราะถ้าปล่อยเกินกว่านี้ตัวผู้จะกินลูกตัวเองเป็นอาหาร

การอนุบาลลูกปลา

การอนุบาลลูกปลา ไข่ปลากัดจะฟักเป็นตัวหลังจากได้รับการผสมน้ำเชื้อประมาณ 36 ชั่วโมง โดยในช่วงแรก จะมีถุงอาหาร (Yolk sac) ติดมาด้วยจึงยังไม่ต้องให้อาหารประมาณ3-4 วัน หลังจากนั้นก็เริ่มให้อาหารจำพวกไข่แดงต้มสุก โดยบดให้ละเอียดและนำไปละลายน้ำ วันละ 1-2 ครั้ง เป็นเวลา 3-5 วัน แล้วจึงเปลี่ยนเป็นตัวอ่อนของไรแดง (Moina) ต่อมาจึงเปลี่ยนเป็นไรแดงเต็มวัย เลี้ยงต่อไปจนกระทั่งปลาสามารถกินลูกน้ำได้ และผู้เลี้ยงสามารถแยกเพศปลากัดได้เมื่อปลามีอายุประมาณ 1.5เดือนขึ้นไปโรคที่เกิดขึ้นในปลากัด

สำหรับโรคที่พบในปลากัดมีดังต่อไปนี้

1.โรคจุดขาว (ICK) จะเห็นเป็นจุดขาวๆบริเวณตัวปลาซึ้งเป็นโรคที่เกิดจากเชื้อปรสิตภายนอก

การรักษา

-ใช้มาลาไคร์กรีน1-2 มล. / น้ำ 1 ลิตร นำปลามาแช่ 3 วันจึงเปลี่ยนน้ำ

-ใช้เมททีลีนบลู แบบน้ำหยดลงในน้ำ 5 หยด / น้ำ 4.5 ลิตร ทำซ้ำเป็นเวลา 1-2 วัน

-ใช้ยาแอนตีไบโอติค50 มิลิกรัม / น้ำ 4.5 ลิตร

2.โรคเชื้อราโรคนี้เกิดต่อเมื่อปลาได้รับบาดเจ็บหรืออ่อนแอ ปลาจะมีลักษณะผิวเป็นปุยสีขาว คล้ายสำลี   ตามลำตัว หรืออาจมีเส้นราเกิดขึ้นถ้าไม่ได้รับการรักษาทันที ราจะกระจายและทำอันตรายเนื้อเยื่อของปลาและอาจถึงตายได้

การรักษา

ใช้ "มาลาไคท์กรีน" จำนวน 0.1-0.15กรัม/น้ำ1000 ลิตร แช่นาน 24 ชั่วโมง

ใช้เมททีลีนบลู จำนวน 0.12 กรัม/น้ำ1000 ลิตร แช่นานประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วทำการเปลี่ยนน้ำโดยใช้น้ำ 10 ลิตร ใส่เกลือลงไป 1 ช้อนชา

3.โรคครีบเปื่อยหางเปื่อยโรคนี้มักเกิดขึ้นจากน้ำไม่สะอาด ซึ่งปลาจะแสดงอาการได้ชัด คือ ครีบและหางขาดและอาจลามจนถึงโคน ทำลายเนื้อเยื่อบริเวณโคน

การรักษา

- ใช้ยาปฎิชิวณะต่างๆ ในอัตรา 1-2 กรัม/น้ำ 1000 ลิตร แช่นานประมาณ 2-3 วัน ยาที่ใช้ได้แก่ออกซีเตตร้าซัยคลิน ไนโตรฟูราโซน เป็นต้น

โรคที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนเป็นโรคที่สามรถเกิดขึ้นได้กับปลาหลายชนิดซึ้งปลากัดเป็นปลาหนึ่งในนั้น และยังมีอีกโรคหนึ่งที่จะไม่ขอกล่าวในที่นี้ เพราะจากการดูตำราและรวบรวมข้อมูลพบว่า หนังสือบางเล่มได้กล่าวไว้ว่าเป็นโรคที่เกิดจากการกินอาหารมากเกินไปทำให้กระเพาะย่อยอาหารไม่หมด จึงมีอาการท้องโตผิดปกติ บางตำราบอกว่าเกิดจากเชื้อไวรัสทำให้ท้องโตและเกล็ดจะชี้ขึ้น โรคชนิดนี้เรียกว่า “โรคท้องมาร”

 

เอกสารอ้างอิง

ธนากร ฤทธิ์ไธสง.2545.คู่มือการเพาะเลี้ยงและคัดเลือกสายพันธุ์ปลากัดสมบูรณ์. พิมพ์ครั้งที่ 1.สำนักพิมพ์ หจก. เพชรกะรัต สติวดีโอ, กรุงเทพฯ.หน้า 13-25,198-200.

โลมาน้อย (เรียบเรียง).2548.คู่มือการเพาะเลี้ยงและขยายพันธุ์ปลาสวยงามยอดนิยม.นนทบุรี.หน้า 22-37

ศุภชัย   นิลวานิช.2547.ครบเครื่องเรื่องธุรกิจปลาสวยงาม. พิมพ์ครั้งที่ 7. สำนักพิมพ์มติชน,กรุงเทพฯ.หน้า 60-67,140-141.

www.dollydoghouse.com

www.fisheries.go.th

www.ku.ac.th