สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ปลากระดี่มุก เป็นปลาพื้นเมืองน้ำจืดชนิดหนึ่งของไทย มีลักษณะรูปร่างแบนข้างมาก ลำตัวบริเวณด้านหลังสีเขียวอ่อน ด้านข้างลำตัวและครีบมีจุดสีขาวกลม ๆ คล้ายไข่มุกมากระจัดกระจายทั่วไปบริเวณ ด้านล่างของส่วนหัวและบริเวณท้องสีส้มหรือสีชมพูขนาดโตเต็มที่ประมาณ 11 ชม. แต่ปัจจุบันพันธุ์ปลากระดี่มุกในแหล่งน้ำธรรมชาติค่อนข้างจะหายาก ดังนั้นการเพาะเลี้ยงเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์ให้ปลากระดี่มุกไม่สูญพันธุ์ไปจากประเทศไทย

     เมื่อกล่าวถึงการเพาะเลี้ยงปลากระดี่มุก บางท่านก็อาจแย้งอยู่ในใจว่า “เราทำได้” แต่หากพูดถึงคุณภาพที่ดี มีความสวยงามทั้งรูปร่างและโครงสร้างก็ต้อง จ.ส.อ. ธรรมนูญ พูลสงวน ผู้ซึ่งมีผลงานโดยได้รับถ้วยรางวัลพระราชทานจากสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์วลัยลักษณ์อัครราชกุมารี ในงาน “วันประมงน้อมเกล้า”

ภาพจาก https://www.pstip.com


กลยุทธ์ไปสู่ผลสัมฤทธิ์ในการเพาะเลี้ยงปลากระดี่มุก มีดังนี้
     ปลากระดี่มุกที่เหมาะสมนำมาเป็นพ่อแม่พันธุ์จะมีความยาวประมาณ 2 นิ้ว เพื่อกระตุ้นให้พ่อแม่ปลาได้ผสมพันธุ์วางไข่ ควรปรับสภาพน้ำจากปกติที่ชอบอาศัยอยู่ในน้ำ แต่ปรับเปลี่ยนน้ำใหม่แทน แต่สำหรับลูกปลาที่เกิดใหม่ไม่ควรเปลี่ยนน้ำใหม่ เพราะจะทำให้ลูกปลาช๊อกตายได้ โดยอัตราพ่อแม่พันธุ์ขึ้นกับแต่ละบุคคลแต่ตนเองใช้อัตรา 1:1 เพราะจากการทดลองปล่อย หากตัวผู้ 2 ตัว จะประสบปัญหาตัวผู้กัดกันเพราะแย่งตัวเมีย
     การจัดสภาพแวดล้อมในการเพาะพันธุ์ปลากระดี่มุก นำปลากระดี่มุกเพศเมียที่มีท้องใหญ่แยกออกมาใส่อ่างเพาะพันธุ์ โดยใส่ผักบุ้งให้หวอดเกาะและเด็ดใบผักบุ้งเพื่อให้เน่าสลาย ช่วยให้กระตุ้นให้แม่ปลาวางไข่ได้เร็วยิ่งขึ้น สังเกตว่าแม่ปลาท้องแฟบลงให้นำแม่ปลาขึ้นเพื่อป้องกันแม่ปลากินไข่ปลา และปล่อยพ่อปลาดูแลโดยพ่นไข่ติดกับหวอดคล้ายๆ กับหวอดปลากัดนั่นเอง
     พอลูกปลากระดี่มุกที่เกิดใหม่ ต้องให้อาหารเป็นผง เช่น ไข่แดงต้มสุกบดหลังจากให้ไข่แดงบดละเอียดไปแล้ว 3-4 วัน จึงเปลี่ยนให้อาร์ทีเมียประมาณ 1 สัปดาห์จะเห็นได้ว่าลูกปลาเจริญเติบโตได้เร็วกว่าในช่องแรก สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้แล้วเมื่อลูกปลามีอายุ 12 วัน จึงเปลี่ยนให้ไรแดงที่มีชีวิต
     การหมักน้ำแก่ซึ่งจะช่วยให้ปลากระดี่มุก มีความสวยงามเพิ่มขึ้น ทำได้ไม่ยุ่งยากโดยน้ำที่ไส่อ่างเลี้ยงปลาต้องปิดคลุมไว้ไม่ให้รับแสงแดดโดยตรง สำหรับระยะเปิดคลุมประมาณ 2 สัปดาห์หรือ 15 วัน ซึ่งจะปิดพื้นที่ด้านบนอ่างประมาณครึ่งอ่างก็จะพบว่ามีน้ำแก่เกิดขึ้น
จากปัญหาที่พบจากการเพาะพันธุ์ปลากระดี่มุกไม่ประสบผลสำเร็จ
ประการแรก
 การเตรียมน้ำ โดยนำผักบุ้งมาลยมไว้ในอ่างแล้วเด็ดใบผักบุ้งหรือหญ้าแห้ง ซึ่งผักดังกล่าวจะเน่าสลายก่อให้เกิดอาหารธรรมชาติจำพวกแพลงก์ตอน และจุลินทรีย์ขนาดเล็ก
ประการที่สอง อาหารลูกปลาในช่วงเกิดใหม่ๆ ให้ไข่แดงต้มบดละลายน้ำ คือต้องระมัดระวังอย่าให้ปริมาณมาก จะทำให้น้ำเน่าเสียได้
ประการที่สาม โรคจุดขาว เกิดจากเชื้อรา
ประการที่สี่ โรคเกล็ดพอง ทำให้ตัวปลาล้วนผิดปกติ คือปลาที่เป็นโรคดังกล่าวนั้น รักษาโดยการใช้ด่างทับทิมใส่น้ำพอออกสีม่วงอ่อน ๆ ในภาชนะแล้วนำปลาลงไปแช่ค้างคืน หากไม่หาย ทำซ้ำอีกครั้ง เมื่อปลาหายป่วยแล้ว นำกลับมาลงตู้ให้ใส่เกลือในตู้เลี้ยงปลาซึ่งมีรสกร่อย ๆ
ข้อระมัดระวังเกี่ยวกับการใช้ยา หากปริมาณมากเกิดไปจะวัดตัวปลาทำให้ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ตามปกติ และอีกประการหนึ่ง อย่างให้ลูกปลาถูกน้ำฝน เพราะคุณสมบัติของน้ำเป็นกรด จะทำให้ลูกปลาตาย
ในกรณี ที่เลี้ยงให้มีคุณภาพเพื่อส่งเข้าประกวด ต้องเลี้ยงในน้ำแก่ ก่อนประกวด 1 เดือน นอกจากหมักน้ำให้แก่แล้ว ต้องหาวัสดุคลุมบังให้ถูกแสงเพียงครึ่งหนึ่ง โดยให้ปลาอยู่ในที่มืด ๆ ไม่ถ่ายน้ำบ่อย ๆ จะทำให้สีสันและมุกเข้มขึ้น และเมื่อใกล้วันประกวดให้ใส่ตัวเมียลงไป เมื่อปลาตัวเมียไล่ตัวผู้ จะเกิดการขับสีผิวให้เข้มขึ้น พฤติกรรมนี้จะคล้ายคลึงกับปลากัด
     ปลากระดี่มุกตัวโตเลี้ยงง่ายกว่าช่วงอนุบาลลูกปลาสำหรับขนาดปลาที่แสดงให้เห็นเศษ ๆ คือปลาขนาด 3 1/2นิ้ว ความหนาของปลา 2 นิ้ว กระโดงบนและชายน้ำจะพัฒนาเต็มที่ ทำให้รูปทรงปลาสวยงามมากขึ้น

 

วารสารการประมง ปีที่ 57 ฉบับที่ 6 พฤศิจกายน-ธันวาคม 2547 หน้า 548-551