อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

สิงห์ดำตามิด จัดอยู่ในตระกูลปลาทอง ด้วยสีสันที่ผิดแปลกชาวบ้านที่ถือเป็นลักษณะเด่นนั่นคือ ลำตัวสีผิวที่ดำทั้งตัว จนกลายเป็นที่มาของชื่อ ที่หลายคนหลงใหลในเสน่ห์ของมัน ปลาชนิดนี้มีจุดเริ่มต้นจากการนำปลาในตระกูลสิงห์ตัวอื่นๆ เช่น สิงห์ญี่ปุ่น หรือ แม้กระทั่งสิงห์จีน นำมาผสมข้ามสายพันธุ์กับปลารักเล่ห์ ซึ่งเป็นปลาที่มีกระโดง แต่ว่าด้วยสีดำที่เป็นเอกลักษณ์ จึงทำให้ถูกดึงลักษณะเด่นนี้มานั่นเอง 

 

เครดิตภาพ https://www.pantown.com


     ภายหลังจากช่วงที่สิงห์ดำเริ่มเป็นที่รู้จักกันแล้วนั้น มีการพัฒนาและที่สำคัญกระแสปลาตัวนี้ที่หลายคนมองว่าอาจจะดูไม่หวือหวามากนัก เมื่อเทียบกับสิงห์ญี่ปุ่น สำหรับปลาตระกูลนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของความดำ ดำมาก ดำน้อย หน้าตามีวุ้นมากน้อยต่างกัน ล้วนแล้วแต่มีที่มาต่างกันทั้งสิ้น ส่วนวิวัฒนาการความต้องการของผู้เลี้ยงต้องการจะให้ได้สิงห์ดำมีเขี้ยวที่ยื่นออกมา วุ้นฟูอัดแน่นคล้ายกับสิงห์ญี่ปุ่นหรือที่เรียกว่า บอกเซอร์ เพราะลักษณะหน้าแบบนี้จะดูมีความสวยงามมากกว่าสิงห์ดำหน้ากลมๆ เหมือนในอดีต ต่อมาเมื่อกระแสของรันชูได้เข้ามามีอิทธิพลกับทรรศนะการเล่นปลา ไซซ์วิว อย่างสิงห์ดำ กล่าวคือลักษณะการมองรันชูจะเป็นการมองจากมุมสูง นั่นหมายความว่า ลำหลัง ครีบ กกหางปลา จะต้องดูเป็นสัน เป็นลำแท่ง สมส่วนจากหัวจรดหาง เป็นปลาที่คนทำได้น้อย ทำให้ผลผลิตออกมาไม่มากเท่ากับปลาทองตระกูลอื่นๆ ทั้งๆที่ผู้เพาะ ผู้นิยมเลี้ยง อาจจะมีจำนวนเท่ากัน รายละเอียดเหล่านี้เองเป็นปัจจัยตัวแปรของการตลาดสิงห์ดำไปโดยปริยาย
กลไกเรื่องการเพาะเลี้ยง
     ขั้นตอนของการพัฒนา สีดำบนตัวปลานั้นทำกันได้ยากขึ้น สีดำบนตัวปลาทำได้ช้าลง ทั้งนี้เป็นเพราะลักษณะการบรีดแบบข้ามสายเกินไป แต่ถ้าทำแบบเลือดชิด ก็จะทำให้ได้สีดำมากขึ้น แต่ก็อาจจะมีตุ่มกระโดงหลังติดมาบ้างในบางครอก ดังนั้นขั้นตอนแรกควรเริ่มตั้งแต่การคัดเลือกพ่อแม่พันธุ์ที่มีโครงสร้างดี รวมถึงเรื่องสีของปลา ต้องเป็นปลาที่มีความดำถึงท้อง เกล็ดใหญ่เรียงตัวเป็นระเบียบ หน้าวุ้นฟูอัดแน่นเม็ดเสมอกัน หลังต้องโค้งสวยไม่บุบ กกหางคลุมมิดปิดทวาร
อายุที่เหมาะสม 5 เดือนขึ้นไป โดยปกติการคัดปลาจะคัดจากไข่ปลาครอกที่ 2 เพราะจะได้ประสิทธิภาพเรื่องคุณภาพและจำนวนมากกว่าไข่ปลาครอกแรกที่ไม่สมบูรณ์มากนัก
     เรื่องของวุ้นที่ต้องการเพิ่มมากขึ้น จะได้รับการถ่ายทอดมาจากตัวพ่อพันธุ์ที่จะต้องมีลักษณะวุ้นกลม ช่วงบริเวณมุมปากมีเขี้ยวยื่นออกมาชัดเจน กระหม่อมด้านบนต้องโต โครงสร้างรุ่นลูก ได้รับการถ่ายทอดจากตัวแม่พันธุ์
ขั้นตอนของการเลี้ยงดูในอายุของลูกปลา 2 สัปดาห์
     สามารถคัดคุณภาพได้อย่างคร่าวๆ คือคัดหลังเป็นหลัก ตัวใดหลังโค้งสวยเนียนจะแยกเลี้ยงไว้ในบ่อ 2x2 เมตร อย่างหลวมๆ ประมาณ 100 ตัวต่อบ่อ จากนั้นทุก 2 สัปดาห์ จะเริ่มคัดปลาให้เหลือน้อยลงเรื่อยๆ จนกระทั่งปลาอายุ 2 เดือน จะทราบได้ว่าปลาตัวใดที่แสดงฟอร์มได้อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเขี้ยวหน้า หลัง สีสัน ตัวปลา นอกเหนือจากได้ปลาตามเกรด ตามคุณภาพอย่างเหมาะสม หลังจากขั้นตอนของการเพาะพันธุ์และคัดเลือกแล้ว ก็มาถึงขั้นตอนการคัดเลี้ยงและขุนปลา เพื่อเพิ่มมูลค่าไปในตัว ปลาที่จะเริ่มขุนให้ได้อย่างเหมาะสม คือปลาขนาดไม่เกิน 2 นิ้วครึ่ง ตัวปลาที่ไม่ โตจนหลุด ฟอร์มมากเกินไป เพราะขนาดที่อยู่ในความต้องการของตลาดคือ ปลาขนาดประมาณ 4-5 นิ้ว
     อาหารที่ใช้ในการขุนปลา เน้นทั้งเรื่องอาหารสด จำพวกไร หรือลูกน้ำที่จะเพิ่มความสมบูรณ์ในตัวปลา นอกจากอาหารแล้ว การเจริญเติบโตของสิงห์ดำคือเรื่องน้ำ ปกติแล้วความสะอาดของน้ำเป็นสิ่งที่จำเป็นกับสีปลา เพราะปลาชนิดนี้มักจะขับเมือกออกมาอย่างเห็นได้ชัด ดังนั้นสุขภาพของปลาจะดีไม่ดีก็น่าจะขึ้นอยู่กับสภาพน้ำและ แสงแดด
     หากเราสามารถไขกลไกเรื่องการเพาะเลี้ยงได้ เชื่อได้ว่ากระแสตลาดอาจจะไม่ซบเซา ปัจจุบันความต้องการปลาสิงห์ดำตามิด ของตลาดมีอยู่มาก จะเป็นตลาดระดับประกวด ผู้เลี้ยง ขึ้นอยู่กับกลไกผู้ผลิต ไม่สามารถผลิตป้อนได้เพียงพอความต้องการ หากสามารถทำปลาออกมาได้ตอบสนองตลาดได้ ปลาสวยๆอย่างสิงห์ดำตามิดจะคึกคักมากขึ้น ในอนาคตเชื่อว่า การพัฒนาสายพันธุ์ในปลาตัวนี้จะมีอะไรดีๆออกมาอีกแน่

ย่อโดย... ตุลฮาบ หวังสุข

ที่มา... FANCY FISH นิตยสารส่งเสริมการเพาะเลี้ยงปลาสวยงาม ปีที่7 ฉบับที่73 ประจำวันที่ 15 พ.ย.- 14 ธ.ค. 2549 หน้า65-68