สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
ก่อนอื่นก็ต้องขอสวัสดีนักอ่านทุกคนค่ะ สำหรับบทความฉบับนี้ ดิฉันจะพูดถึงปลาทะเลชนิดหนึ่งเป็นปลาทะเลยอดนิยมที่ใครๆ ก็น่ารู้จักเพราะว่าเขาเป็นนักแสดงนำอีกตัวหนึ่งในเรื่อง Finding  Nemo ที่ชื่อว่าดอรี่ นั่นก็คือ “ปลาบลูแทงค์” หรือเรียกอีกชื่อว่าปลาขี้ตังเป็ดน้ำเงิน นั่นเอง
 
fish003
เครดิตภาพ http://www.courir-au-feminin.com 

   

    ปลาบลูแทงค์มีลักษณะตัวกลมรีและแบนข้างที่มีลายคล้ายเกือกม้าสีดำที่ขดอยู่ตรงกลางลำตัว บลูแทงค์เป็นปลาที่มีสีสันสดใส ทำให้ปลาขี้ตังเป็ดชนิดนี้ได้รับความนิยมอย่างมาก เมื่อยังมีขนาดเล็ก ปลาชนิดนี้จะมีสีฟ้าสด และอาจจะซีดจางลงบ้างเมื่อมีขนาดใหญ่ขึ้น โดยมากจะเจือสีขาวบริเวณส่วนท้องโดยทั่วไปแล้วสีของปลาทะเลที่ซีดลงนั้นเป็นอาการที่พบได้บ่อยมากสำหรับปลาทะเลที่นำมาเลี้ยงในตู้เลี้ยงทั้งนี้จะมีสาเหตุใหญ่ๆมาจาก 3 ประการ คือ

1) สาเหตุจากอาหาร เป็นสาเหตุหลัก สำหรับเรื่องอาหาร ถ้าได้ปลามาในสภาพดีปลาชนิดนี้เป็นปลาที่กินง่าย และกินแทบทุกอย่างที่ใส่ลงไปในตู้ ตั้งแต่กุ้งฝอยและอาหารเม็ด ถือว่าเป็นปลาที่ตะกละที่สุดตัวหนึ่ง ถึงแม้อาหารหลักตามธรรมชาติจะเป็นอาหารจำพวกพืชและตะไคร่น้ำ ซึ่งอาหารเหล่านั้นเป็นแหล่งของเม็ดสีอย่างดี เมื่อปลากินเข้าไปจะไปสะสม ทำให้ปลามีสีสันสวยงาม แต่ในที่เลี้ยงเรามักจะละเลยเรื่องความหลากหลายของอาหาร ทำให้ปลาไม่ได้รับปริมาณของเม็ดสีที่เหมาะสมและเพียงพอ ทำให้เมื่อเลี้ยงไปนานๆ สีของปลาจะซีดลงเรื่อยๆ ถ้าอยากให้ปลาในตู้ของเรามีสีสันก็ไม่ควรลืมให้ผักและสาหร่ายสลับกันเป็นอาหารเสริมบ้างนะค่ะ  จะเป็นการดีต่อสุขภาพทางโภชนาการของปลาในระยะยาว

2) เกิดจากโรค ปลามักจะมีสีซีดลงหรือสีสันไม่สดใสเมื่อเกิดโรค แต่หากรักษาหายสามารถรอดชีวิตอยู่ได้หลังจากเป็นโรค อาจมีสีสันที่แตกต่างไปจากเดิม ส่วนใหญ่ คือ มีสีซีด ลวดลายดูไม่ชัดเจนและสดใส แต่หากเลี้ยงไปเรื่อยๆ มีการเอาใจใส่อย่างดีสีสันนั้นอาจกลับคืนมาได้

3) เกิดจากการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมหรือมีอาการตกใจ หวาดกลัว ทำให้สีสันเปลี่ยนแปลงไป แต่การเปลี่ยนแปลงนั้นจะไม่คงที่ จะเปลี่ยนแปลงไปในรอบวันหรือระยะเวลาที่เกิดอาการ ซึ่งสังเกตได้ค่อนข้างง่ายในกรณีนี้
บลูแทงค์แม้จะมีราคาค่อนข้างสูง แต่ก็ไม่เคยตกอันดับปลาในดวงใจของใครหลายคนไปได้เลย
   

   ปลาชนิดนี้เป็นปลาที่รักสงบ เว้นแต่กับบลูแทงค์ด้วยกันเอง หรือปลาในสกุลใกล้เคียงที่มีขนาดเล็กกว่าจะโดนบลูแทงค์ไล่  หากใส่ลงไปก่อน ถ้าหากต้องการเลี้ยงรวมกันหลายๆ ตัวในตู้เดียวกัน ควรจะมั่นใจว่าตู้ของคุณนั้นมีขนาดใหญ่พอที่จะรองรับของเสียปริมาณมากๆ ได้และสามารถมีพื้นที่ให้ปลาอยู่ได้จนโตเต็มที่ นอกจากนี้มันยังเป็นปลาที่เลี้ยงได้ง่าย ถ้าหากตู้มีการเตรียมระบบที่สมบูรณ์พร้อม และได้ปลามาในสภาพดี เชื่อได้ว่าจะเป็นปลาที่อยู่รอดปลอดภัยไปอีกนานตัวหนึ่ง
   บลูแทงค์ เป็นปลาที่โตเร็วมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงที่กำลังโตจากขนาดเท่าเหรียญบาทขึ้นมา  และจะเริ่มโตช้าลงมากเมื่อมีขนาดราวๆ 4-5 นิ้ว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับขนาดของตู้และอาหารด้วย
   ขนาดของตู้ที่พอเหมาะพอดีในการเลี้ยงบลูแทงค์จนได้ตลอดรอดฝั่งนั้นควรจะมีความยาวไม่น้อยกว่า 48 นิ้ว รวมไปถึงระบบกรองที่มีประสิทธิภาพในการรองรับของเสียจำนวนมาก เพราะถ้าหากน้ำสกปรก  หรือไม่มีการเปลี่ยนถ่ายน้ำเป็นเวลานานๆ ปลาชนิดนี้จะเป็นโรคหัวรู  และมีสีจืดลงไปได้อย่างรวดเร็วดังที่ดิฉันได้กล่าวไว้ข้างบน  หลายคนอาจจะงงว่าโรคหัวรูเป็นยังไง เป็นอันตรายกับปลาไหม ป้องกัน และรักษาได้หรือเปล่า คำถามตามมามากมาย ดิฉันขออธิบายเพื่อเป็นแนวทางให้เล็กน้อย โรคหัวรู สาเหตุเกิด ได้จากหลายๆ ปัจจัย เช่น สภาพการเลี้ยงที่ไม่เหมาะสม ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ปลาป่วย มีการปล่อยให้น้ำเน่าเสียมีการหมักหมมของของเสียในปริมาณที่มาก ออกซิเจนในน้ำมีไม่เพียงพอ หรือ อุณหภูมิของน้ำ ต่ำหรือสูงเกินไป 
นี่เป็นเพียงหนึ่งปัจจัยที่ทำให้ปลาป่วย ซึ่งไม่ได้หมายความว่า ปลาที่มีอาการป่วยของ โรคหัวเป็นรู จะเกิดจากสาเหตุนี้อย่างเดียว ชึ่งอาจจะเกิดได้จากสาเหตุอื่นอีกก็ได้เช่น เกิดจากอาหารที่ใช้อยู่มีคุณภาพที่ต่ำหรือเกิดจาก การขาด วิตามินหรือแร่ธาตุ
อาการ ปลาจะซึมไม่ร่าเริงเหมือนเดิม สีผิวซีดผิดปกติไปจากเดิม ไม่ค่อยกิอาหาร บริเวณหัวหรือหน้าผา ของ ปลาจะเริ่มเห็นเป็นรูเล็กๆ เกิดขึ้น แล้วจะค่อยขยายเป็น บริเวณกว้าง และ ลึก ลงเรื่อยๆไปจนถึงกระดูก จาก อาการนี้ควรแยก ปลาออกมาไว้ตัวเดียว ไม่ควรเลี้ยงปลารวมกับตัวอื่น เพราะอาจทำให้ปลาตัวอื่นติดเชื้อไปด้วยและควร ล้างตู้ให้สะอาดด้วยน่ะคะ
   

    การป้องกัน ควรรักษา สภาพน้ำ ให้สะอาดอยู่เสมอ อาหารที่ใช้ควรเป็นอาหารที่มีคุณภาพ และให้อาหารในปริมาณที่พอดีที่ปลากินหมด ไม่ให้เหลือปริมาณเศษอาหารในตู้ มากเกินไป
   
การรักษา สามารถรักษาได้ 2 วิธี
1. การให้กินยา
2. การแช่ด้วยยา 
ยาที่ใช้ในการรักษา คือ เมโทรนิดาโซล ( Metronidazole ) หาซื้อได้ตามร้านขายยา ทั่วไป

วิธีที่ 1 การให้กินยา 
การให้กินยาก็แยกได้อีก 2 วิธี วิธีนี้ค่อนข้างได้ผลดี 
1. การผสมยาให้เข้ากับอาหาร โดยการคลุกยาให้ผสมกับอาหาร และใช้น้ำผสมให้หมาดๆ เพื่อให้ยาเคลือบที่ผิวของอาหาร ปล่อยไว้ให้แห้ง แล้วให้อาหารปลาตามปกติ จนปลาเริ่มมีอาการดีขึ้น ดูได้จากรูที่หัวปลาเริ่มมีเนื้อเยื้อ ใหม่ขึ้นมาทดแทน 
2. การป้อนยา คือ การนำตัวยาเข้าไปในตัวปลาโดยตรง วิธีนี้จะยุงยากนิดหน่อย อุปกรณ์ที่ใช้ มี กระบอกเข็มฉีดยา ขนาดเล็กและไม่มีเข็ม ใส้ไก่รถจักรยานยาว ประมาณ 2 นิ้ว เพราะจะนุ่มไม่อันตรายต่อภายในตัวปลาแล้วนำยาผสมกับน้ำ ในอัตราส่วน ยา 50 มิลลิกรัม ต่อ น้ำ 1 ซีซี ต่อน้ำหนักปลา 1 ก.ก หลังจากผสมยาแล้ว ให้ดูดเข้ากระบอกฉีดยาแล้วต่อใส้ไก่ เข้ากับกระบอกฉีดยา แล้วสอดเข้าไปในปากของปลากะให้ถึงกระเพาะของปลา แล้วฉีดยาเข้าไป เท่านี้ก็เสร็จแล้วค่ะ แล้วรอดูอาการ ประมาณ 1 อาทิตย์ค่ะ ถ้าไม่ดีขึ้นให้ทำซ้ำอีก จนกว่าปลาจะดีขึ้น
วิธีที่ 2. การแช่ด้วยยา วิธีนี้ได้ผลช้าอัตราการใช้ยา ยา 25 มิลลิกรัม ต่อ น้ำ 1 ลิตร แช่จนกว่าอาการจะดีขึ้น และให้เปลี่ยนน้ำ 30 % ทุกๆ 3 วันทำไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการปลาจะดีขึ้น
และนี่ก็คือวิธีการรักษาปลาที่ป่วยเป็นโรคหัวรู  เห็นมั๊ยคะว่าถ้าเราใส่ใจกับสัตว์เลี้ยงของเราสักนิด รู้จักสังเกตเราก็จะมีของสวยๆ อยู่กับเราได้นานๆ
      สำหรับใครที่มองหาปลาขนาดใหญ่ไปเป็นเพื่อนกับปลาไซซ์ใหญ่ๆ ที่บ้านก็อยากจะแนะนำปลาชนิดนี้ไปเป็นอีกตัวเลือกหนึ่งค่ะเพื่อตู้ปลาที่บ้านยังมีปลาที่ต้องการเพื่อนอยู่แต่สำหรับมือใหม่ที่อยากจะซื้อบลูแทงค์ดิฉันขอแนะนำว่าควรเลือกปลาที่แข็งแรงและมีขนาดไม่ต่ำกว่า  3  นิ้ว เพื่อไม่เสี่ยงต่อการสูญเสียปลาและความรู้สึกเมื่อบลูแทงค์ต้องจากไป

เรียบเรียงโดย...ขวัญเรือน  สุวรรณรัตน์

เอกสารอ้างอิง
ภวพล. Thefish max.  November.  2009.  vol 4. ISSN 1906-6201 หน้า 73-75.
http://www.bims.buu.ac.th/index.php?option=com_fireboard&Itemid=138&func=view&id=317& catid=7
http://fishzone-th.blogspot.com/2009/06/blog-post_07.html
http://www.fufufish.com/content/view/160/52/