ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สะพานสูบน้ำทะเล
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)

สิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นถ้าพูดถึงแล้วก็น่าภูมิใจเหมือนกันนะครับ  เพราะนั้นแสดงว่าที่ใดในโลกไม่มี  มีเฉพาะ ที่บ้านเรา แต่ก็ขอให้เป็นสิ่งที่ดีๆนะครับ ไม่ใช่ว่าสิ่งที่ไม่ดีบ้านเพื่อนเขาไม่มี แต่บ้านเรามีเต็มไปหมดอย่างนี้ก็ไม่ไหวเหมือนกัน ความจริงแล้วสิ่งมีชีวิตเฉพาะถิ่นในประเทศไทยทั้งพืชและสัตว์มีอยู่มากมายหลายชนิด เฉพาะที่เป็นปลาน้ำจืดไม่ต่ำกว่า 68 ชนิด

และยังมีปลาทะเลอีกหลายชนิดที่พบได้เฉพาะทะเลของไทยเท่านั้น รวมทั้งปลาชนิดที่ผมขอแนะนำให้ท่านผู้อ่านได้ทราบพบได้เฉพาะทะเลอันดามันเท่านั้น ปลาชนิดนี้คือ ปลาในตระกูลปลาสร้อยนกเขา(sweet lips) ที่มีชื่อว่า “ ปลาสร้อยนกเขาอันดามัน”หรือสร้อยนกเขาจุกใหญ่ ถ้ามองแค่ผิวเผินแล้วก็ดูกลืนๆไปกับปลาสร้อยนกเขาชนิดอื่นๆ แต่ถ้าหากลองสังเกตอย่างจริงจังก็จะพบว่าปลาสร้อยนกเขาชนิดนี้มีลักษณะเฉพาะตัวอยู่หลายอย่างทีเดียว


เอกลักษณ์ของปลาสร้อยนกเขาชนิดนี้ อยู่ที่จุดสีดำขนาดใหญ่ที่แต้มอยู่ทั่วตัวบนพื้นสีขาว ครีบทุกครีบเจือด้วยสีเหลืองอ่อน ดูตัดกันอย่างน่าสนใจ ริมฝีปากอันเป็นที่มาของชื่อปลาในกลุ่มนี้อย่าง sweetlips หรือปลาปากหวานนั้น ก็ดูสั้นและบางกว่าปลาสร้อยนกเขาชนิดอื่นๆ ปลาเต็มวัยมีลำตัวที่ดูกว้างหนาอย่างเห็นได้ชัด เมื่อโตเต็มที่มีขนาดถึง 30 เซนติเมตร หรือราวๆ ฟุตกว่า ซึ่งก็นับว่าเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ตัวหนึ่ง แต่ก่อนนั้นนักวิทยาศาสตร์ที่พบเห็นปลาสร้อยนกเขาชนิดนี้หลายคนก็สับสนกับลวดลายของปลาที่มีจุดใหญ่เป็นพิเศษแตกต่างไปจากปลาสร้อยนกเขาชนิดอื่น บางคนก็คิดว่าเป็นชนิดย่อย หรือรูปแบบอีกรูปแบบหนึ่งของปลาสร้อยนกเขาชนิดใดชนิดหนึ่งที่พบเฉพาะแถบนี้ แต่เมื่อมีการรวบรวมตัวอย่างและศึกษาอย่างจริงจังแล้วก็พบว่า“มันคือปลาชนิดใหม่ของโลก” ที่ยังไม่เคยมีใครบรรยายลักษณะทางวิทยาศาสตร์มาก่อน
      ปลาสร้อยนกเขาชนิดนี้ถูกตั้งชื่อว่า plectorhinchus macrospilos ตามลักษณะเด่นบนลำตัว ซึ่งก็คือจุดสีดำที่ว่านี้ นับได้ว่าเป็นที่เพิ่งถูกค้นพบไม่นาน เพราะเพิ่งมีการตีพิมพ์ไปเมื่อปี ค.ศ 2000 หรือราวสิบปีที่ผ่านมานี้ และตั้งแต่ค้นพบจนถึงปัจจุบัน ปลาชนิดนี้ก็มีรายงานเฉพาะในทะเลอันดามันของไทยเท่านั้น โดยพบมากในบริเวณหมู่เกาะสิมิลันและแนวปะการังบ้างแห่งในจังหวัดพังงา ถ้าหากมีการสำรวจเพิ่มเติมในอนาคต ก็อาจจะมีรายงานพบเห็นปลาชนิดนี้เพิ่มขึ้นบ้างในเขตทะเลพม่า หรือส่วนอื่นของทะเลอันดามันเพราะเป็นเขตเชื่อมต่อกันอยู่แล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังถือได้ว่าเป็นปลาทะเลเฉพาะถิ่นของไทยอยู่
      เคยไปเที่ยวศูนย์ชีวะฯ ภูเก็ตและมีโอกาสได้เยี่ยมชมภายในศูนย์ฯโชคดีที่ได้พบเห็นตัวอย่างของปลาสร้อยนกเขาและที่โชคดีไปกว่านั้นตอนไปเที่ยวเกาะตะรุเตาได้ดำน้ำดูปะการังแถวเกาะอาดังจังหวัดสตูล อ่านๆดูคล้ายกับผู้เขียนเป็นเซียนดำน้ำเลยนะครับ แต่จริงไม่ใช่ครับ ดำน้ำนั้นดำจริง แต่ดำพุดดำว่ายบริเวณตื้นๆนั้นแหล่ะครับเพราะดำลึกไปกว่านั้นผมคงไม่กล้า แต่ก็เคยเห็นตัวจริงเสียงจริงของปลาสร้อยนกเขาชนิดนี้ มีแถบและจุดอยู่บนลำตัวที่สวยงามมากถ้าหากเป็นลูกปลาอาจจะมองยากหน่อย มีหลายแถบสีน้ำตาลไหม้อมดำ บนพื้นลำตัวสีขาว หน้ากลมป้านคล้ายสร้อยนกเขาลายขาว หากแต่มีพื้นลำตัวสีขาวชัดเจน และมีจำนวนแถบมากกว่าเล็กน้อย รวมถึงทรงลำตัวค่อนข้างกว้างและหนากว่า พอปลาโตขึ้นลายบนตัวของปลาค่อยๆเปลี่ยนบ้างส่วนของแถบสีดำเริ่มจางลงจนเหลือแถบยาวรีและค่อยกลายเป็นจุดขนาดใหญ่ปรากฏขึ้นทั่วลำตัว
ผู้ที่เคยเห็นปลาชนิดนี้ในธรรมชาติบอกว่ามักพบอาศัยเพียงลำพังตามก้อนหินใต้น้ำนานๆครั้งจึงจะพบว่ายเป็นคู่ ซึ่งก็สอดคล้องกับอุปนิสัยของปลาที่ถูกเลี้ยงไว้ในที่เลี้ยง เพราะเป็นปลาค่อนข้างก้าวร้าวโดยเฉพาะกับปลาที่มีลักษณะคล้ายคลึงกันและก้าวร้าวกับปลาชนิดเดียวกันเอง และยิ่งปลามีขนาดใหญ่เท่าไหร่ก็ยิ่งก้าวร้าวมากขึ้นเท่านั้น แม้กระทั่งปลาไม่เกี่ยวข้องอะไรกัน แต่ถ้าหากอยู่ใกล้เคียงกับพื้นที่ของมันแล้วมันก็พร้อมที่ไล่ให้ออกไปทันที จึงนับว่าเป็นปลาสร้อยนกเขาที่ค่อนข้างที่อันธพาลกว่าสร้อยนกเขาอื่นๆ
       ปลาสร้อยนกเขาอันดามันหรือปลาสร้อยนกเขาจุดใหญ่เป็นปลาที่เลี้ยงได้ไม่ยาก แต่ผู้เลี้ยงจำเป็นต้องศึกษาให้ดีเสียก่อน รวมทั้งต้องใจเย็นๆให้เวลาปลาได้ปรับตัวให้เข้ากับสถานที่ใหม่นานกว่าปลาอื่นๆเสียหน่อยควรเลือกเลี้ยงปลาขนาดกลางราว4-5นิ้ว ปลาที่มีขนาดเล็กมากและปลาที่มีขนาดใหญ่มากมักมีปัญหาในเรื่องของการปรับตัว โดยเฉพาะในช่วงแรกปลาต้องใช้เวลาอย่างมาก มันจึงจะเริ่มกินอาหารที่ใส่ลงไป อาหารโปรดของปลาชนิดนี้ ได้แก่ สัตว์มีเปลือกจำพวกหอยและกุ้งในช่วงแรกผู้เลี้ยงอาจต้องให้หอยลายติดเปลือกหรือกุ้งฝอยเป็นๆหย่อนลงไปเพื่อเรียกร้องความสนใจให้มันได้ลองสัมผัสอาหารดูเป็นครั้งแรกเสียก่อนเมื่อปลาเริ่มกินแล้วจึงค่อยหัดให้มันกินเนื้อสัตว์หั่นเป็นชิ้นพอดีคำต่อไป
ตู้ที่ใช้เลี้ยงควรเป็นตู้ที่มีขนาดใหญ่ไม่ต่ำกว่า48หรือ60นิ้ว เพื่อรองรับปลาเมื่อโตเต็มที่ภายในตู้ควรตบแต่งด้วยหินให้เป็นโพรงใต้น้ำขนาดใหญ่ปลาชนิดนี้ชอบที่จะว่ายลอดกองหินไปมาและไม่ชอบแสงสว่างจ้ามากนัก ในช่วงแรกปลาจะตื่นง่ายเอาการแต่ก็สามารถฝึกได้อย่างที่เรียกว่าไม่ยากจนเกินความสามารถจนเกินไป ปลาชนิดนี้มีผิวหนังค่อนข้างบางไม่ควรใส่ปะการังเทียมหรือของประดับตกแต่งที่คมเพราะจะทำให้บาดผิวจนเกิดเป็นรอยแผลได้ง่าย
ปลาที่เหมาะจะเลี้ยงรวมกับปลาสร้อยนกเขาชนิดนี้ก็มีอยู่หลายกลุ่มไม่ว่าจะเป็นปลาตระกูลแทงค์หรือปลาขี้ตังเบ็ด(surgeonfihs‚ tang)ต่างๆปลาข้าวเม่าหรือปลาตาหวาน(soldierfihs) ปลาสิงโต(liofihs)หรือพวกปลาสินสมุทรที่มีขนาดใกล้เคียงกันได้ก็จะดูเป็นตัวเลือกที่ดีเพราะไม่ค่อยยุ่งกับปลาใหญ่ๆเท่าไรเสียแต่ว่าจะลงไปทีหลังมากๆก็จะไล่กันบ้างเกิดขึ้นเล็กน้อย
อย่างไรก็ตามปลาชนิดนี้เป็นปลาทะเลทีเรียกได้ว่าพบค่อนข้างยากชนิดหนึ่งนานๆจึงจะติดปนเข้ามากับฝูงปลาสร้อยนกเขาลายขวาง(plectorhinchus orientalis)บ้างเป็นครั้งคราวครั้งละหนึ่งหรือสองตัวบ้างไม่เคยมีมาจำนวนเยอะเหมือนกับสร้อยนกเขาชนิดอื่นๆถ้าหากใครโชคดีพอและมีโอกาสได้ไปก็ควรจะเลี้ยงให้ดีๆให้สมกับเป็นปลาเฉพาะถิ่นของไทยอย่างที่ไม่มีใครเสมอเหมือนอีกแล้ว
ถ้ารู้จักปลาสร้อยนกเขาแล้ว ไม่ต้องแปลกใจนะครับที่ท่านผู้อ่านรักชอบและคิดอยากจะเลี้ยงปลาชนิดนี้ขึ้นมาเพราะความสวยงามโดยเฉพาะจุดตามลำตัวที่เด่นชัดเหลือเกินและที่สำคัญเป็นปลาสวยงามที่พบได้ไม่บ่อยนักปลาสวยงามเช่นนี้ถือว่าเป็นที่น่าภูใจนะครับตามที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้น เป็นปลาเฉพาะถิ่นที่มีบ้านเราที่เดียวในโลกคือทะเลอันดามันเมื่อสวยงามและหายากเช่นนี้ ถ้าให้ดีเราอย่าคิดที่จะเลี้ยง อย่าพยายามที่จะหามาครอบครองเลยนะครับอนุรักษ์ไว้นั่นแหละดีแล้วปล่อยให้มันเป็นปลาสวยงามเฉพาะถิ่นที่อยู่คู่กับทะเลไทยไปตลอดจะดีกว่าจริงมั๊ยครับ

เรียบเรียงโดย  จำนง  ถีราวุฒิ

เอกสารอ้างอิง

AQUARIUMBIZ. ปีที่ 1 ฉบับ 6 ประจำเดือนธันวาคม หน้าที่ 118-121
ดร.ชวลิต วิทยานนท์.คู่มือปลาทะเล......กรุงเทพฯ:สารคดี.2551.129 หน้า