ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

ภาพจาก www.thaikillipark.com
การเลี้ยงปลาสวยงามนั้นมีมานานแล้วตั้งแต่ยุคโบราณได้รับความนิยมอย่างมาก โดยถือเป็นสัตว์เลี้ยงที่นิยมเลี้ยงเช่นเดียวกับสุนัขและแมวปลาสวยงามที่นิยมเลี้ยงที่เป็นปลาไทย ได้แก่ ปลากัด ปลากาแดง ทรงเครื่อง หางไหม้ กาเผือก น้ำผึ้ง เทวดา ฯลฯปัจจุบันความนิยมเลี้ยงปลาสวยงามในบ้านเรา ได้กระจายไปสู่ทุกภูมิภาคได้รับการกระแสตอบกลับมากยิ่งขึ้นตามลำดับ คิลลี่ฟิชเป็นหนึ่งชนิดปลาสวยงามที่รู้จักกันและมีกระแสความความนิยมต้องการมาแรงมากอีกชนิดหนึ่ง มาทำความรู้จักกับปลาคิลลี่ฟิชกันเลยครับ


คิลลี่ฟิชเป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็ก จัดอยู่ในวงศ์Cyprinodonidaeมีลักษณะคล้ายกลุ่มปลาตะเพียน มีลักษณะตัวกลมยาว สีพื้นสลับสีเข้มตลอดลำตัว หางแฉก แต่มีฟันครีบหลังและครีบก้นจะมีขนาดใหญ่ ปากกว้างยื่นไปด้านหน้า ขนาดโดยปกติ ไม่เกิน ๓ นิ้ว กระโดดเก่งเป็นปลาสวยงามประเภทหนึ่งมีสีสันสวยงามโดดเด่นสะดุดแก่ผู้พบเห็น อาศัยอยู่ในเขตร้อน มีกระจายอยู่ทั่วโลก ยกเว้นออสเตรเลียและภูมิภาคแถบขั้วโลกเหนือ ส่วนใหญ่แล้วคิลลี่มีถิ่นกำเนิดที่แอฟริกาและอเมริกาใต้ อย่างในไทยก็มีคิลลี่อยู่ชนิดนึงนั่นก็คือ"ปลาหัวตะกั่ว"(Aplocheiluspnchax)คิลลี่บางชนิดก็ปรับตัวอยู่น้ำกร่อยและบางชนิดก็อยู่ในน้ำเค็มได้ แต่ส่วนใหญ่แล้ว เป็นปลาน้ำจืดเติบโตโดยการวางไข่ จะพบอยู่ตามแหล่งน้ำชั่วคราวที่ เกิดขึ้นในฤดูฝนและน้ำเหือดแห้งในฤดูร้อน มีวงจรชีวิตที่สั้นอายุประมาณ 3-6 เดือน ขึ้นอยู่กับการเลี้ยงดู ปลาในกลุ่มนี้ชอบอยู่ในน้ำอ่อนเป็นกรด ตัวผู้มีสีสันสวยงามกว่าตัวเมีย และอาจมีลักษณะครีบที่แตกต่างจากตัวเมีย เนื่องจากปลากลุ่มนี้ต้องการน้ำที่มีคุณภาพเฉพาะ และเป็นปลาที่ค่อนข้างดุ ชอบงับครีบปลาอื่น ปลาชนิดนี้ทุกสายพันธุ์ไม่ชอบอยู่รวมเป็นฝูงป้องกันอาณาเขตไม่ให้ตัวอื่นเข้ามานอกจากตัวเมียและตัวผู้ที่ไม่ถึงวัยเจริญพันธุ์คิลลี่ทุกสายพันธุ์ตัวผู้จะว่ายน้ำรอบๆตัวเมียพร้อมกางปีกและแผ่นปิดเหงือก ถ้าตัวเมียยินยอมจะว่ายคลอเคลียกับตัวผู้ พวกมันจะวางไข่กันใต้น้ำ ตัวผู้จะว่ายไปอยู่บนหลังหรือข้างตัวเมียแล้วใช้ครีบก้นโอบต้อนตัวเมียให้เข้าไปยังจุดวางไข่ ทั้งคู่จะสั่นตัวและผละออกจากกันเพื่อสลัดไข่ให้ไปเกาะกับไม้น้ำหรือร่วงลงในดินส่วนคิลลี่ฤดูกาลเดียวจะมุดลงไปในโคลนใต้น้ำ ตัวเมียจะเลือกจุดวางไข่ตัวผู้จะเอาหัวแตะที่พื้นใต้น้ำเป็นการเชิญชวนสำหรับสายพันธุ์ที่นิยมเลี้ยงกันมากก็คือ Nothobranchius ช่วงนี้อากาศบ้านเราเริ่มเปลี่ยนแปลงเข้าสู่ฤดูฝนถึงฤดูหนาว นักเลี้ยงปลาส่วนใหญ่มักเข้าใจกันดีว่าเป็นช่วงที่ปลาสวยงามทุกชนิดมีความเสี่ยงสูงต่อการสูญเสีย เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำ น้ำโดยทั่วไปในระหว่างวันค่อนข้างเย็นเสียส่วนใหญ่ โดยเฉพาะช่วงเวลากลางคืนอุณหภูมิน้ำลดลงต่ำสุด ซึ่งไม่เป็นผลดีกับปลาทุกชนิดที่มีถิ่นกำเนิดตามธรรมชาติในเขตร้อน ซึ่งในที่นี้รวมถึงปลาคิลลี่ก็จัดอยู่ในกลุ่มเดียวกันกับปลาเขตร้อนทั่วไปเช่นกัน
การรักษาอุณหภูมิน้ำสาเหตุหลักๆที่ทำให้ปลาคิลลี่ป่วยในช่วงฤดูนี้มักเกิดการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิของน้ำระหว่างวันเป็นไปอย่างรวดเร็ว อัตราการเพิ่มลดของอุณหภูมิแตกต่างกันมากของช่วงกลางวันและกลางคืนอย่างเช่นอุณหภูมิน้ำในช่วงเช้าถึงเที่ยงประมาณ 28-30 องศาเซลเซียส แต่พอระหว่างบ่ายถึงค่ำอยู่ที่ 25-27 องศาเซลเซียส ยิ่งถ้าช่วงกลางคืนที่มีอากาศหนาวเย็นอุณหภูมิลดลงเหลือกว่า 18-20 องศาเซลเซียส ขึ้นอยู่กับสถานที่และอุณหภูมิในเขตท้องที่นั้นๆ ปัจจัยสภาพแวดล้อมดังกล่าวเป็นสาเหตุหลักที่ทำให้ปลาเจ็บป่วย วิธีป้องกันง่ายๆคือ การใช้ฮีทเตอร์ควบคุมอุณหภูมิ เป็นวิธีที่ได้ผลค่อนข้างแน่นอนแต่ค่าใช้จ่ายอาจจะสูง นอกจากนี้ก็เป็นการเปลี่ยนถ่ายน้ำช่วงเวลากลางวันในอัตราส่วน 10% เป็นประจำทุกๆ 3 วัน พร้อมเติมเกลือในอัตราส่วน 1 ช้อนโต๊ะต่อน้ำสะอาด 10-15 ลิตร ละลายผสมลงในน้ำที่จะนำมาใช้เลี้ยงปลาคิลลี่เพื่อป้องกันการขยายตัวของเชื้อโรคที่เกิดขึ้นได้
การให้อาหารเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่มีผลต่อสุขภาพของปลาคิลลี่ให้แข็งแรงไม่เจ็บป่วย ในช่วงฤดูดังกล่าวเมื่ออุณหภูมิน้ำลดลงมีผลต่อการกินอาหารลดลงตามไปด้วย จึงมีการลดอาหารที่ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เกิดขึ้น และสังเกตการณ์กินอาหารของมันอย่างใกล้ชิด เพราะถ้ามันไม่กินอาหารจะเกิดการสะสมของเศษอาหารตกตะกอนอยู่ที่พื้น มีการดูแลไม่ทั่วถึงจะเกิดการเน่าเสียจะเป็นบ่อเกิดของโรคต่างๆติดตามมา และควรหลีกเลี่ยงการให้อาหารที่มีเปลือกแข็งทุกชนิด การให้อาหารสดในช่วงนี้ควรระมัดระวัง เพราะอาหารสดตามธรรมชาติเริ่มมีการแพร่กระจายของเชื้อโรค ฉะนั้นเมื่อจะนำมาเป็นอาหารปลาคิลลี่ควรทำความสะอาดโดยการแช่ด่างทับทิมหรือแช่สารไซเตสทิ้งไว้ 10 นาที แล้วนำมาทำความสะอาดอีกครั้งก่อนนำไปให้มันกิน การให้อาหารเม็ดสำเร็จรูปปลอดภัยที่สุด มักนิยมใช้อาหารที่มีโปรตีนมากกว่า 40% ขึ้นไป การให้อาหารเสริมและแร่ธาตุต่างๆที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตของปลาคิลลี่ในช่วงนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง ผู้เลี้ยงปลาคิลลี่สามารถนำวิตามินสำเร็จรูปมาผสมกับอาหารสดโดยตรง หรือใช้อาหารเม็ดที่มีวิตามินผสมนำมาให้ปลาคิลลี่กินได้เช่นกันอาหารมีชีวิตที่นิยมนำมาเลี้ยงปลาคิลลี่ได้แก่
อินฟิวซอเรีย (Infusria) เป็นอาหารที่มีชีวิตขนาดเล็ก ซึ่งเป็นสัตว์เซลล์เดียวที่เรียกว่าโปรโตซัว น้ำที่มีอินฟิวซอเรีย จะมีสีเขียวตัวอ่อนไรทะเล (Artemia) นักเลี้ยงปลาคิลลี่ส่วนใหญ่จะใช้เลี้ยงลูกปลาคิลลี่หลังจากให้กินอินฟิวซอเรีย 2-3 วัน โดยจะให้กินเฉพาะตัวอ่อน ที่ฟักออกจากไข่ใน 24 ชั่วโมงแรกเท่านั้น เพราะถ้าถึง 48 หรือ 72 ชั่วโมง ตัวจะโตเกินปากลูกปลาคิลลี่
หนอนจิ๋ว (Microworm) ลักษณะเป็นหนอนตัวกลมมีความยาวประมาณ 2 มิลลิเมตรในธรรมชาติพบตามผลไม้เน่าเปื่อย

ไรทะเล (Artemia) เป็นสัตว์น้ำขนาดเล็กมีโปรตีนสูงมาก ซึ่งนักเลี้ยงปลานิยมใช้กันอย่างแพร่หลาย

ไรแดง หรือเรียกอีกอย่างหนึ่งว่าลูกไรสามารถเพาะขึ้นเองได้โดยใช้รำข้าว ปลาป่น กากถั่วลูกน้ำ ลูกน้ำเป็นตัวอ่อนของยุงพบตามแหล่งน้ำขังทั่วไปหนอนแดง คือตัวอ่อนของริ้นน้ำจืด

หวังว่าความรู้เหล่านี้น่าจะเป็นประโยชน์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบคิลลี่ อย่างน้อยที่สุดเราก็ได้รู้ว่ามีการเลี้ยงปลาคิลลี่เกิดขึ้นมากความนิยมก็จะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องช่วยให้ปลาคิลลี่มีคุณค่าตามมา จากความแปลกประหลาดที่ธรรมชาติให้มาและสีสันสวยสดใสที่เป็นเสน่ห์ของเจ้าคิลลี่น้อย จึงไม่แปลกอะไรที่ปลาคิลลี่ได้กลายเป็นปลาสวยงามที่ได้รับความนิยมติดอันดับต้นๆของปลาสวยงามบ้านเรา

 

http://thaifancyfish.com/th
http://www.thaikillipark.com/article/http://www.pantown.com/board.php?id=2888&area=4&name=board5&topic=140&action=view

 

5  มิถุนายน 2560