โรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา
สวนหย่อมด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ถนนไปโรงเพาะเลี้ยงปลาทะเลของศูนย์ฯ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
อาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งเขต 6 (สงขลา)
ด้านหน้าอาคารสำนักงาน
ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง เขต 6 สงขลา

หลังจากที่กรมประมงมีนโยบายให้ผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 สูตรน้ำ เพื่อแก้ไขปัญหาโรค EMS ระบาดในกุ้งจากที่ผ่านมาเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งประสบปัญหาในการเลี้ยงกุ้งเป็นอย่างมากเพราะเจอปัญหาเรื่องโรคระบาดทำให้เลี้ยงกุ้งไม่ได้ และประสบภาวะขาดทุนทำให้การส่งออกกุ้งไทยเกิดการชะลอตัว เกษตรกรก็ไม่กล้าจะเลี้ยงกุ้งเพราะเกรงจะเกิดโรค EMS ขึ้นอีก สร้างความเสียหายต่อเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ดังนั้น

กรมประมง โดยกองวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง ได้มอบหมายให้หน่วยงานภายใต้สังกัดผลิตหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 สูตรน้ำแจกจ่ายให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเกษตรกรสามารถรับบริการได้จากศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่งในพื้นที่

สำหรับจุลินทรีย์ ปม.1 ที่กรมประมงผลิตเป็นจุลินทรีย์ในกลุ่มบาซิลัส (Bacillus) 3 ชนิด คือ Bacillus subtilis, Bacillus megaterium และ Bacillus licheniformis ที่นำมาผสมกันตามขั้นตอนทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการบำบัด ปรับปรุงคุณภาพน้ำและดิน โดยการละลายน้ำสาดลงไปในบ่อในขั้นตอนของการเตรียมบ่อ และยังใช้เป็นโปรไบโอติกโดยการผสมลงไปในอาหารกุ้งเพื่อกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันและต้านทานโรคที่เกิดจากแบคทีเรียก่อโรคในกุ้งขาวแวนนาไม จะช่วยลดความเสี่ยงจากการเกิดโรคอีเอ็มเอสได้ หลังที่เกษตรกรนำไปใช้แล้วปรากฏว่าได้ผลเป็นที่ประจักษ์และประสบผลความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง

จุลินทรีย์ ปม.1 ดีอย่างไร จึงต้านภัย EMS โดย นางสาวเจษฎาภรณ์ อินทรัตน์

มาดูกันนะคะว่าจุลินทรีย์ที่กรมประมงนำมาผลิตนั้น มีประโยชน์อย่างไร?

1.Bacillus subtilis ผลิตเอนไซม์หลายชนิดทำให้บ่อเลี้ยงมีเอนไซม์สำหรับย่อยสลายสารอินทรีย์ ซึ่งตกค้างที่ก้นบ่ออย่างเพียงพอ และ Bacillus subtilis ยังผลิตแบซิทราซิน ซึ่งเป็นสารต้านจุลชีพที่ยับยั้งเชื้อโรคได้หลายชนิด และเป็นสารเร่งการเจริญเติบโตของกุ้ง เป็นพวกโปรไบโอติกเมื่อกุ้งกินเข้าไปจะมีประโยชน์ การทำงานของ Bacillus subtilisจะย่อยสลายสารอินทรีย์ที่เกิดจากเศษอาหารและการขับถ่ายของเสียของกุ้งให้กลายเป็นแอมโมเนีย แต่แอมโมเนียเหล่านี้จะเปลี่ยนเป็นไนไตรต์และไนเตรต โดยแบคทีเรียอีกกลุ่มที่ชื่อ Nitrifrying bacterium ซึ่งสุดท้ายจะได้ไนเตรตที่ไม่เป็นอันตรายต่อกุ้ง

2.Bacillus megaterium เป็นกลุ่มที่ใช้เป็นปุ๋ยชีวภาพ มีความสามารถในการย่อยสลายฟอสเฟต ทั้งจากไขมันและจากแร่ธาตุในดิน ทำให้มีสารประกอบฟอสเฟตละลายน้ำออกมา เป็นประโยชน์แก่แพลงก์ตอนพืช และยังสามารถยับยั้งการเจริญเติบโตและยับยั้งการทำลายเม็ดเลือดของเชื้อ V.harvei ได้เป็นอย่างดี

3. Bacillus lichenifomis เป็น facultative anaerobic คือ สามารถทำงานได้ทั้งสภาวะที่มีออกซิเจนหรือไม่มีออกซิเจนเลยก็ได้ ซึ่งตัวนี้เหมาะสำหรับย่อยสลายสารอินทรีย์ที่พื้นบ่อ ทำให้มีขี้เลนน้อยลงและกำจัดกลิ่นเลนเหม็น และยังช่วยกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกันของกุ้งขาวแวนนาไมได้อีกด้วย

จุลินทรีย์ ปม.1 ดีอย่างไร จึงต้านภัย EMS โดย นางสาวเจษฎาภรณ์ อินทรัตน์

เลี้ยงเชื้อจุลินทรีย์วันแรก

จุลินทรีย์ ปม.1 ดีอย่างไร จึงต้านภัย EMS โดย นางสาวเจษฎาภรณ์ อินทรัตน์

เชื้อจุลินทรีย์หลังจากบ่มผ่านไป 36 ชั่วโมง

การใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) เพื่อการเตรียมบ่อและการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ มีขั้นตอนและวิธีการ ดังนี้

1.การเตรียมบ่อให้มีการบำบัดตามธรรมชาติ

1.1หลังจากจับกุ้ง กรณีมีการสะสมของเลนและของเสียในบ่อมาก ให้กำจัดของเสียออกก่อน

1.2ตากบ่อให้แห้งสนิท กรณีที่ดินเป็นกรดหรือไม่พร้อมที่จะตากบ่อให้ทำการบำบัดเลนโดยไม่ต้องตากบ่อให้แห้ง

1.3นำน้ำเข้าบ่อลึกประมาณ 30-50 เซนติเมตร หรือมีความลึกเพียงพอที่อุปกรณ์ที่ใช้ในการลากโซ่ คราด ไถพรวน เป่าเลน หรืออุปกรณ์อื่นที่ช่วยในการผสมเลน สารอินทรีย์ น้ำ และออกซิเจน ได้เจริญเติบโตและย่อยสลาย โดยสังเกต pH ของน้ำ จะลดลงเนื่องจากกิจกรรมของจุลินทรีย์

1.4ทำการบำบัด 1-4 สัปดาห์ จน pH ของน้ำกลับมาเท่ากันหรือใกล้เคียงกับก่อนบำบัดน้ำ และตรวจไม่พบแอมโมเนียในน้ำ แสดงว่ากิจกรรมย่อยสลายสารอินทรีย์ของจุลินทรีย์ลดลงตามปริมาณสารอินทรีย์ ตลอดทั้งวันจำนวนจุลินทรีย์และแบคทีเรียก่อโรคลดลงเพราะขาดอาหาร

1.การขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1

   1.หัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 ปริมาณ 100 กรัม หรือมิลลิลิตร

   2.กากน้ำตาล ปริมาณ 500 กรัม หรือมิลลิลิตร

   3.อาหารกุ้งบดละเอียด ปริมาณ 500 กรัม หรือมิลลิลิตร

   4.น้ำสะอาดที่มีคุณสมบัติหรือความเค็มใกล้เคียงน้ำในบ่อ (อาจกรองและบำบัดโดยใช้คลอรีนประมาณ 30 กรัมต่อน้ำ 1000 ลิตร เติมอากาศนาน ประมาณ 12-24 ชม. หรือประมาณ 3-4 ชม. แล้วทำลายฤทธิ์ของคลอรีนด้วย โซเดียมไธโอซัลเฟต 2-3 เท่าของปริมาณคลอรีนที่ใช้)

   5.ปรับการให้อากาศแรงที่สุดในระดับที่ทำให้เกิดฟองน้อยที่สุด โดยอาจใช้หัวทราย นาน 36 ชม  

จุลินทรีย์ ปม.1 ดีอย่างไร จึงต้านภัย EMS โดย นางสาวเจษฎาภรณ์ อินทรัตน์  จุลินทรีย์ ปม.1 ดีอย่างไร จึงต้านภัย EMS โดย นางสาวเจษฎาภรณ์ อินทรัตน์

จุลินทรีย์ที่บรรจุในขวดเก็บในตู้เย็นอุณหภูมิ 4 °C

1.นำไปใช้เพื่อการเลี้ยงกุ้ง

3.1 หลังจากการเตรียมบ่อในข้อที่ 1 นำน้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) สาดให้ทั่วบ่อในอัตรา

      1.1  00-200 ลิตรต่อไร่ แล้วลากโซ่หรือบ่อบำบัดดินต่ออีก 2-3 วัน

      1.2   กรณีเป็นบ่อที่เคยป่วยด้วยโรค EMS ให้เพิ่มปริมาณการใช้น้ำขยาย ปม.1 เป็น 2 เท่า

      1.3   เติมน้ำที่ผ่านการพัก บำบัด และกรองเข้าสู่บ่อจนถึงระดับที่ต้องการ

     1.4   เตรียมอาหารธรรมชาติ เช่น น้ำเขียวคลอเรลล่า ไบโอฟล๊อก หนอนแดง อาร์ทีเมีย ไรน้ำกร่อย เป็นต้น ให้เพียงพอต่อการใช้เป็นอาหารลูกกุ้งวัยอ่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ถ้าไม่สามารถสร้างอาหารธรรมชาติได้เพียงพอ อาจใช้ปลาสับหรือบดผสมรำต้ม นำมาผสมกับน้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) เพื่อเป็นอาหารเสริม และสร้างอาหารธรรมชาติ

     1.5   กรณีลงกุ้งหนาแน่นและไม่สามารถเตรียมอาหารธรรมชาติได้ทันหรือเพียงพอ ให้ใช้อาหารเม็ดสำเร็จรูปประมาณ 100-1500 กรัมต่อกุ้งแสนตัวต่อวัน แล้วค่อยๆ ปรับขึ้นผสมกับน้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1)50-100 มิลลิลิตรต่ออาหาร 1 กิโลกรัม ให้กินทุกมื้

     1.6   น้ำในบ่อจะมีสีเขียวอ่อนหรือน้ำตาลอ่อน pH ของน้ำเลี้ยงที่มีความเค็มสูงควรอยู่ในช่วง 7.8 -8.2 หรือ 7.6 – 8 ในน้ำที่มีความเค็มต่ำ โดย pH ในรอบวันไม่ควรแกว่งเกิน 0.3

     1.7   ปล่อยลูกกุ้งที่ผ่านการทดสอบตามมาตรฐานของกรมประมงและปลอดเชื้อ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรงที่ทำให้เกิดโรค EMS

     1.8   ขณะเลี้ยงกุ้ง ผสมอาหารเม็ดสำเร็จรูปกับน้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) คลุกให้เข้ากันและซึมเข้าเม็ดอาหารทั่วถึง อาหารไม่ติดกันเป็นก้อน พักไว้ 10 – 30 นาที ผสมให้กินทุกมื้อจนกุ้งอายุ 30 – 60 วันหรือจนกว่าจะไม่มีความเสี่ยงของการเกิดโรค

1.ในสภาพปกติใช้น้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ในอัตรา 50 ลิตรต่อไร่ อาทิตย์ละ 1 – 2 ครั้ง ผสมน้ำขยายเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ให้กินทุกมื้อ มื้อละ 20 – 50 มิลลิลิตร ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม

2.กรณีพบกุ้งป่วยหรือพบการติดเชื้อ Vibrio parahaemolyticus สายพันธุ์รุนแรง (ผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการ) ให้ผสมน้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) ให้กินทุกมื้อ มื้อละ 100 – 200 มิลลิลิตร ต่ออาหาร 1 กิโลกรัม และใช้น้ำขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์ (ปม.1) สาดให้ทั่วบ่อในอัตรา 50 – 100 ลิตร ต่อไร่ ทุกๆ 1 – 2 วัน

จุลินทรีย์ ปม.1 ดีอย่างไร จึงต้านภัย EMS โดย นางสาวเจษฎาภรณ์ อินทรัตน์ จุลินทรีย์ ปม.1 ดีอย่างไร จึงต้านภัย EMS โดย นางสาวเจษฎาภรณ์ อินทรัตน์

จากการที่เกษตรกรได้นำเอาหัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำ ปม.1 ไปใช้ในการเตรียมบ่อก่อนเลี้ยงกุ้งหรือไปใช้บำบัดน้ำขณะเลี้ยงกุ้ง ดิฉันมีตัวอย่างเสียงตอบรับจากเกษตรกร ที่ประสบความสำเร็จในการเลี้ยงกุ้ง ในสภาวะที่เกิดโรคระบาด EMS โดยการใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์ ปม.1 มาเป็นตัวอย่างเพื่อเป็นแนวทาง สำหรับท่านที่กำลังตัดสินใจค่ะ  
ท่านแรก : คุณนันธณัฏฐ์ แซ่เอี๊ยว ได้กล่าวว่า จุลินทรีย์ตัวนี้ช่วยบำบัดน้ำในบ่อ กำจัดสารอินทรีย์ภายในบ่อ และเมื่อใช้แล้วทำให้กุ้งมีภูมิต้านทานโรค กุ้งไม่เป็นโรค และลดความเสี่ยงของกุ้งที่จะเกิดโรค EMS เมื่อใช้ในปริมาณที่พอเหมาะ ก็จะช่วยปรับสมดุล pH ในบ่อได้ดีขึ้น และจากการใช้จุลินทรีย์อย่างต่อเนื่อง พบว่า กุ้งไม่เป็นโรค และคุณภาพน้ำในบ่อดีขึ้น ผมมั่นใจและเชื่อมั่นในการเลี้ยงกุ้งมากขึ้น หลังจากที่ได้ใช้หัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำ ปม.1

ท่านต่อมา : คุณปรารถนา เอียดอ่อน ได้กล่าวว่า บ่อเลี้ยงของดิฉันได้เข้าร่วมโครงการกุ้งก้าวกระโดดของกรมประมง ได้มีเจ้าหน้าที่จากกรมประมงมาเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน และกุ้ง ไปตรวจโรคอยู่เป็นประจำ และผลการตรวจพบว่าในดินมีเชื้อ Vibrio parahaemolyticus ระยะ C4 ซึ่งดิฉันก็มีความกังวลใจมาก ทางเจ้าหน้าที่จากกรมประมงจึงได้แนะนำให้ลองเอาหัวเชื้อจุลินทรีย์มาใช้ดู ดิฉันจึงได้ลองใช้ผ่านไป 1 สัปดาห์เจ้าหน้าที่จากกรมประมงได้มาเก็บตัวอย่างน้ำ ดิน และกุ้งไปตรวจอีกครั้ง ปรากฏว่าไม่พบเชื้อดังกล่าวแล้ว ดิฉันจึงมีความมั่นใจในการเลี้ยงกุ้งมากยิ่งขึ้นค่ะ

นี่เป็นแค่ตัวอย่างนะคะ สำหรับเกษตรกรที่ได้นำหัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำ ปม.1 ไปใช้ จากเสียงตอบรับ พวกเราชาวกรมประมงรู้สึกดีใจและภูมิใจมากค่ะที่หัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำ ปม.1 ของเราทำให้พี่น้องชาวนากุ้งมีแต่รอยยิ้ม เลิกเถอะค่ะสำหรับการใช้สารเคมี แล้วหันมาใช้จุลินทรีย์ ปม.1 เพื่อการเลี้ยงกุ้งที่ปลอดภัย และยั่งยืน ดิฉันเชื่อว่าพี่น้องเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งถ้าได้ปฏิบัติตามขั้นตอน ที่กรมประมงของเรากำหนดอย่างเคร่งครัด ผสมผสานกับการใช้จุลินทรีย์ ปม.1 อย่างถูกต้อง รอยยิ้มและความสุขจะกลับมาสู่ชาวนากุ้งอย่างแน่นอนค่ะ

จุลินทรีย์ ปม.1 ดีอย่างไร จึงต้านภัย EMS โดย นางสาวเจษฎาภรณ์ อินทรัตน์

ขอขอบคุณข้อมูลจาก

คู่มือการควบคุมและลดความเสี่ยง การเกิดดรค EMS ในกุ้งทะเล สถาบันวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงกุ้งทะเล สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง

จุลินทรีย์ ปม.1 และสมุนไพรไทย ทางเลือกใหม่สำหรับป้องกันและรักษาโรคกุ้งทะเล สถาบันวิจัยและพัฒนาการเลี้ยงกุ้งทะเล สำนักวิจัยและพัฒนาประมงชายฝั่ง กรมประมง

น.สพ.ธวัชชัย สันติกุล

หนังสือพิมพ์เทคโนโลยีชาวบ้าน

http://www.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=0592150949&srcday=2007/01/01&search=no

https://www.google.co.th/search